Friday, April 17, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 9 It's all about the money.

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................


แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 9 It's all about the money.

มาเข้าเรื่องเงินๆทองๆกันบ้าง จะงานหนักงานเบา งานบนฟ้างานบนดิน ทุกคนต้องได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนหรือเงินค่าจ้างถูกมั๊ย สิ้นปีบริษัทไหนใจดีก็จะมีโบนัสให้พนักงาน ถือเป็นการตอบแทนที่ทำงานหนักกันมาทั้งปี จะมากหรือน้อยก็คือเงิน จะเก็บหรือจะใช้ก็อยู่ที่การวางแผนชีวิตของแต่ละคนจัดการกันไป

หลายคนคิดว่างานแอร์นี่ได้เงินค่าตอบแทนสูง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันสูงจริงๆนั่นแหละ เพราะงานแอร์คืองานเสี่ยง พูดกันแบบตรงๆเลยคือ เสี่ยงเครื่องบินตก เสี่ยงต่อสุขภาพร่างกาย อย่าลืมว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร บินๆไปแล้วป่วย หนักถึงขั้นต้องออกจากงาน เงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ ก็เอามาใช้รักษาจนหมด นี่คือความเสี่ยงที่มากับค่าตอบแทนที่สูงของงานแอร์

ถามว่าเป็นแอร์เบสไทยหรือเบสนอก(แถบตะวันออกกลาง) ที่ไหนเงินดีกว่ากัน ถ้าให้พี่ตอบให้ตรงคำถามนะ ขอตอบว่าแอร์เบสแถบตะวันออกกลางเงินดีกว่า แต่ไม่ใช่ทุกสายการบินของแถบตะวันออกกลางนะ ต้องขอจำกัดอยู่ที่บางสายการบินเท่านั้น ซึ่งก็คงไม่พ้นสายการบินใหญ่ๆทั้งหลายที่ก็คุ้นหูกันดีอยู่แล้ว พวกสายการบินทั้งหลายที่เห็นลูกเรือเป็น "asset" เนี่ย พี่บอกเลย เงินดี แต่หากสายการบินไหนเห็นลูกเรือเป็นแค่ "number" เงินส่วนที่ควรจะมาให้ลูกเรือ อาจจะมาไม่ถึง โดนระดับบริหารจัดการทั้งหลายรับประทานไปก่อน ซึ่งเรื่องแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าที่ไหนๆในโลกต้องมีอยู่แล้ว ต้องยอมรับว่ามีทุกที่ทุกวงการ เพราะฉะนั้น ย้ำกันอีกรอบว่าให้หาข้อมูลดีๆก่อนจะตัดสินใจร่วมงานด้วย

ทำไมถึงตอบว่าแอร์เบสแถบตะวันออกกลางเงินดีกว่า แอร์เบสไทยเงินน้อยขนาดนั้นเชียว!? พี่ว่าเอากันจริงๆอาจจะไม่ได้ต่างอะไรกันมากมายขนาดนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างในตัวเงินเดือนที่จะได้รับคือ Daily expense (ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน) ทั้งหลายนี่แหละ แอร์เบสไทย อยู่บ้านตัวเอง ไม่ก็เช่าบ้านเช่าคอนโดอยู่ เสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์(บ้าน) ค่าน้ำมันรถ อะไรแบบนี้เป็นต้น จ่ายเองหมดถูกมั๊ย ยังไม่พอ เงินเดือนที่ได้มีการหักภาษีด้วยเพราะเบสไทย แต่แอร์เบสแถบตะวันออกกลาง ไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์(บ้าน) หรือแม้แต่เสียภาษีอะไรเลย เงินเดือนที่จะได้ เป็นเงินเดือนล้วนๆที่ไม่โดนหักอะไรออกไปทั้งสิ้น

แต่จุดเปลี่ยนที่จะทำให้ดูๆไปแล้ว แอร์เบสไทยจะได้เงินเยอะกว่า ก็ตรงที่การจัดการบริหารการเงินของแต่ละคนนี่แหละ จะเบสไทยเบสนอก หากไม่มีการจัดการบริหารเงินของตัวเองดีพอ ทำที่ไหนก็อาจจะเก็บเงินไม่ได้เลย อันนี้ก็แล้วแต่ "จุดประสงค์" ของการมาเป็นแอร์ของแต่ละคน ก็ว่ากันไป เพราะเท่าที่รู้มา แอร์เบสไทยก็มีทั้งบ้านมีทั้งรถ แถมเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวอีกต่างหาก 

เพื่อนลูกเรือคนไทยที่อยู่ในแบชเดียวกันกับพี่ มาทำงานเป็นแอร์ที่นี่ 3 ปี พอครบ 3 ปีแล้วลาออกเลย คือเค้ามาเป็นแอร์เพื่อเอาเงินไปจ่ายค่ารถ ค่าประกันอะไรต่างๆให้หมดภายใน 3 ปี เห็นว่ากลับไปก็ไปทำกับบริษัทเก่าที่ลาออกมา แต่ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น นี่คือตัวอย่างของคนที่วางแผนชีวิตดี ขอแสดงความนับถืออย่างแรง มีเพื่อนของเพื่อนลูกเรือชาวบัลแกเรียที่ทำอยู่อีกสายการบินหนึ่งในตะวันออกกลางนี่แหละ เป็นชาวโรมาเนีย เป็นแอร์อยู่ทั้งหมด 6 ปี มาเพื่อเอาเงินไปซื้อคอนโดซื้อรถที่ประเทศโรมาเนียบ้านเกิดเค้า พอผ่อนทุกอย่างหมด เก็บเงินได้ก้อนนึงก็ลาออกกลับไปอยู่ประเทศโรมาเนียเลย เห็นว่าบ่นกับเพื่อนชาวบัลแกเรียว่าเป็น 6 ปีที่ทรมานที่สุดที่อยู่สายการบินนี้ แต่คือทนทำเพราะว่ามีแพลนอนาคตที่แน่นอนอยู่แล้ว น่ายกย่องอีกเหมือนกัน

มาดูข้อได้เปรียบของการเป็นลูกเรือกัน อย่างแรกเลยคือเรื่องตั๋วลดราคา หรือที่เรียกกันว่า "crew ticket" บ้าง "staff ticket" บ้าง หรือ "standby ticket" ก็ได้เหมือนกัน  ตั๋วID90 (ไอดี ไนน์ตี้) เป็นตั๋วราคาแค่ 10% จากราคาจริง คือลดราคาไป 90% นั่นเอง ฟังดูดีแต่ว่าถ้าไฟลท์เต็ม ตั๋วID90 พวกนี้ก็ไม่ได้ไปนะน้อง ตกเครื่องเลื่อนไฟลท์กันให้วุ่นวาย ใครแพลนพักร้อนจองโรงแรมไว้อย่างดี มีอันต้องปวดกระบาล  เพราะถือเป็นตั๋วแสตนบาย ต้องรอเช็คอินทีหลังสุด ต้องมีที่นั่งเหลือเท่านั้นถึงจะได้ไป ถ้าเป็นตั๋ว ID50 (ไอดี ฟิฟทิ่) ถือเป็นตั๋วคอนเฟิร์ม เป็นตั๋วราคา 50% จากราคาจริงนั่นเอง บางสายการบินใจดีให้ตั๋ว ID90 กับครอบครัวด้วย บางสายการบินก็ให้ตั๋ว ID90  กับเพื่อนด้วย คำเรียกของ crew ticket พวกนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละสายการบิน บางสายการบินที่ดู premium หน่อย จะเริ่มราคาตั๋วลูกเรือที่ ID75 ไม่มี ID90 ทั้งนี้ แต่ละสายการบินอาจมีคำเรียกตั๋วลูกเรือต่างกัน ไม่ใช่ทั้ง ID90, ID50, และ ID75 แต่โดยรวมแล้วคือเป็นตั๋วลดราคาที่ให้เฉพาะลูกเรือและครอบครัวของลูกเรือนั่นเอง 

มาดูข้อได้เปรียบอย่างที่สองกัน เป็นเรื่องของการซื้อของใน Duty Free ต่างๆทั่วโลก เพราะจะได้รับส่วนลดไป10-15% เมื่อซื้อสินค้าต่างๆใน Duty Free รวมไปถึงร้านอาหารต่างๆที่อยู่ในสนามบิน(ขาออก)ด้วยเช่นกัน ถ้าน้องอยู่ในชุดแอร์โฮสเตส แบบนี้ลดเลยไม่ต้องบอก แต่ถ้าวันไหนเกิดเดินทางเป็นผู้โดยสารธรรมดาขึ้นมา ก็เอาบัตรประจำตัวแอร์โฮสเตสหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ไอดี (ID) ยื่นเพื่อขอรับส่วนลดได้ สำหรับบางสนามบิน จะลดให้เฉพาะลูกเรือที่อยู่ในเครื่องแบบเท่านั้น ถ้ามาในชุดเดินทางธรรมดานี่ไม่ลดให้ แต่สำหรับที่ไทย สนามบินสุวรรณภูมิ ลดให้ทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบและไม่อยู่ในเครื่องแบบ เพียงแค่แสดงบัตรประจำตัวลูกเรือแค่นั้นเอง

ข้อได้เปรียบอย่างที่สามนี้ ต้องขอพูดถึงการได้รับส่วนลดในการซื้อเหล้าและบุหรี่ จำกัดอยู่ที่อาทิตย์ละ 1 ครั้งต่อลูกเรือ 1 คน ซึ่งใน 1 อาทิตย์นี้ ลูกเรือสามารถซื้อเหล้าได้ 1 ขวด บุหรี่ได้ 200 มวน หรือ 10 ซอง ใครที่รักในการทำธุรกิจที่เรียกกันว่า "รายได้เสริม" ก็จะมีชีวิตที่วุ่นวายวิ่งซื้อของพวกนี้ทุกอาทิตย์หลังจากกลับจากบิน หนักๆเข้า อยากได้ของอีก แต่ยังไม่ครบ 1 อาทิตย์ที่ตัวเองจะซื้อได้ ก็จะไปขอให้เพื่อนลูกเรือคนอื่นๆช่วยหิ้วให้หน่อย ในที่นี้คือให้ช่วยถือออกมาจาก custom หรือ ตม. นั่นเอง อะไรแบบนี้คือติดใจ "รายได้เสริม" ที่ได้มาง่ายๆกับการเป็นแอร์ 


แต่บางที "รายได้เสริม" พวกนี้ ก็กลายเป็นยาเสพติด ที่ไม่ทำไม่ได้ รู้สึกชีวิตไม่ตื่นเต้น มีหลายเคสมากที่ลูกเรือโดน ตม. จับ เสียค่าปรับกันไป ร้ายแรงหน่อยก็อาจจะถูกให้ออกจากงาน เพราะดันไปถูกจับในประเทศที่เคร่งอย่างอังกฤษ หรือแถบยุโรปบางประเทศ เค้าบอกไว้ชัด เอาบุหรี่เข้าได้กี่มวนกี่ซอง เหล้าเข้าได้กี่ขวดกี่ลิตร แต่ก็ยังมีลูกเรือหัวใสลักลอบเอาเข้าไปมากกว่าที่เค้ากำหนด เพียงแค่ว่าจะได้ "รายได้เสริม" เพิ่มขึ้นมาแค่ไม่กี่พันบาท แลกกับอนาคตงานแอร์ มันใช่เรอน้อง!? 

ลูกเรือบางคนที่ติดใจการซื้อเหล้าซื้อบุหรี่ ที่รอให้ครบ 1 อาทิตย์ไม่ได้ จะซื้อไปขายต่อ หรือเอาไปเติมบาร์เหล้าที่บ้านตัวเองเพื่อรอจัดปาร์ตี้สุดสวิงทุกวีคเอนท์ก็เถอะ พวกนี้จะคอยถามลูกเรือในไฟลท์ว่า วันนี้ยูซื้อเหล้า/บุหรี่ไปยัง ถ้ายังงั้นช่วย "declare" ให้ไอหน่อยนะ การ declare คือการแสดงตัวต่อ custom (ต.ม) ว่าเรามีเหล้ามีบุหรี่มา 

***ใครคุ้นๆเวลาจะเดินออกจากสนามบินหลังจากได้กระเป๋าตัวเองแล้ว จะมีช่องทางออก 2 ช่อง คือช่องสีแดง เป็นช่องที่มีของบางอย่างที่ต้องแสดง (declare) ต่อเจ้าหน้าที่ตม. กับช่องสีเขียว คือไม่มีของที่ต้องแสดง เดินออกไปได้เลย แต่บางทีช่องสีเขียว เค้าก็มีการตรวจเอกซ์เรย์กระเป๋าของเราก่อนออกนะ เป็นการตรวจเช็คแบบ random คือสุ่มตรวจ ใครมีของที่ควรจะเดินไปออกช่องแดง แต่มาออกช่องเขียวนี่ก็แจ็คพอตกันไปนะ ***

การให้ช่วย declare เหล้า/บุหรี่ของลูกเรือนี่ ทำกันเป็นธรรมเนียม เพราะลูกเรือทุกคนมีสิทธิ์ซื้อ ถ้าน้องไม่ใช้สิทธิ์ ก็จะมีคนมาช่วยน้องใช้สิทธิ์ ออกแนวบังคับขู่เข็นให้ช่วย ทำไมหล่ะ ไหนๆยูก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์แล้ว ก็ช่วยไอหน่อยไม่ได้หรือไง พี่เคยโดนถามบ่อยมากช่วงแรกๆที่บิน คนยังไม่รู้จักแนวเรา แต่หิ้วเหล้าหิ้วบุหรี่เนี่ยนะ พี่ไม่ต้องคิดมาก ปฏิเสธโลด เพราะไม่ใช่แนวพี่ ปฏิเสธไปมากๆเข้า คนเริ่มถาม ทำไมไม่ช่วย ยูเป็นมุสลิมเหรอ? เคร่งเหรอ? พี่ก็งง เอ้า ถ้าคนเป็นมุสลิมเค้าไม่หิ้วกัน แล้วยูหิ้วทำไมเนี่ย!? ยูไม่ได้เป็นมุสลิมเรอ!? จบข่าว พี่เคยเจอแม้กระทั่งกัปตันบางคนเดินมาบอกแกมบังคับให้หิ้วให้ พี่มองหน้าแล้วตอบอย่างมั่นใจ "over my dead body" ชัดนะ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีใครมาถามเลย มองหน้าก็รู้แล้วว่า "ข้ามศพชั้นไปก่อนนะ" 


ข้อได้เปรียบที่พี่จะขอกล่าวถึงเป็นอย่างสุดท้าย ยังคงอยู่ในเรื่องของคนชอบค้าขาย เพราะการเป็นแอร์ จะได้ไปตามประเทศต่างๆทั่วโลก ธุรกิจ "การหิ้วของ" ที่ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนม รองเท้า เครื่องประดับ อะไรทั้งหลายแหล่ จะหิ้วให้เพื่อนให้ญาติพี่น้องให้ครอบครัว ให้ "คนรู้จัก" หรือหิ้วกลับไทยไปใส่ร้านค้าเล็กๆน้อยๆของตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งใน "รายได้เสริม" ที่มากับงานแอร์เช่นกัน 

สมัยตอนพี่เทรนแอร์ใหม่ๆ มีการเตือนกันถึงเรื่อง "หิ้วของ" ให้กัน Instructor สมัยนั้นบอกเลยว่าห้ามเด็ดขาด จะหิ้วให้ใครก็ห้ามเด็ดขาด เพราะมันมีกรณีกันมาแล้ว ประเภทยัดยา หรือของผิดกฏหมายทั้งหลายแหล่ ไม่มีใครตอบได้หรอกว่าเราจะแจ็คพอตเมื่อไหร่ พี่เข้าใจ ว่า "รายได้เสริม" เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญสำหรับลูกเรือบางคน จะช่วยเรื่องการเงินของที่บ้าน หรือจะเอาเงินไปใช้ส่วนตัว หรือจะทำเพื่อความตื่นเต้นเร้าใจให้ชีวิต หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าคิดจะทำ ขอให้แน่ใจ ว่าของที่ขนที่หิ้วให้หน่ะ ปลอดภัยจากสิ่งผิดกฏหมาย จะเอาเข้าประเทศไหน ควรศึกษารายละเอียด custom ของประเทศนั้นให้ดีๆ อะไรขนได้ อะไรขนไม่ได้ ข้อจำกัดในการขนมีแค่ไหน ถ้าน้องคิดจะหัวไส ขอให้แพลนให้ดีๆ อย่าให้โดนจับได้ เสียชื่อ เสียงาน ทำให้ที่บ้านเป็นห่วง แบบนี้พี่ไม่แนะนำ อย่างแรงงงงงง ~

ขึ้นชื่อว่า "เงิน" มันไม่เข้าใครออกใคร แต่จะทำยังไงไม่ให้เงิน มาปิดปาก ปิดตา ปิดหู แล้วทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ส่งผลร้ายต่อทั้งตัวเองและผู้อื่นนั้น ขึ้นอยู่ที่ตัวเองตัดสินใจทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น "Good luck everybody" กลับมาเจอกันตอนหน้า กับ แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 10 What time is it? 





"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly 




Thursday, April 9, 2015

Welcome on board : ตอนที่ 1 Are you Ready?

***โปรดทำความเข้าใจก่อนอ่าน***

1. "Welcome on board" จัดทำขึ้นมาโดยคำแนะนำของอาจารย์เกรียงไกร ทองชื่นจิต อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาต่างประเทศของโรงเรียนราชีนีบูรณะ จ.นครปฐม เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนเพิ่มเติมด้านวิชาภาษาอังกฤษให้กับทางโรงเรียนราชีนีบูรณะ จ.นครปฐม และสำหรับบุคคลที่สนใจทั่วไป ห้ามมิให้ทำการดัดแปลง ตัดต่อ หรือเพิ่มเติมเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาต


2. Safety Demo ชุดนี้ จัดทำโดยสายการบิน Virgin America ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหรือตัดต่อใดๆทั้งสิ้น หากเพียงแต่นำมาเป็นข้อมูลใช้ในการเขียนเพื่อให้ความรู้ในเรื่องของการบินเท่านั้น


3. อุปกรณ์นิรภัยและทางออกในกรณีฉุกเฉินที่เห็นใน 
Safety Demo ชุดนี้ ใช้ได้เฉพาะเครื่องบินรุ่นที่สายการบิน Virgin America  ใช้บินเท่านั้น ผู้อ่านควรให้ความสนใจในการดู safety demo ทุกครั้งที่บินกับสายการบินอื่นๆ เนื่องจากแต่ละสายการบินนั้นใช้เครื่องบินต่างรุ่นกัน ทางออกฉุกเฉินรวมไปถึงอุปกรณ์นิรภัยต่างๆที่ใช้ในยามฉุกเฉินนั้นอาจไม่เหมือนกัน

4. ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าผู้อ่านจะได้เกร็ดความรู้ไม่มากก็น้อยทั้งในเรื่องของภาษาอังกฤษและความรู้ทั่วไปในเรื่องของการบิน ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้ผู้อ่านทุกท่านที่ต้องเดินทางไป-กลับโดยเครื่องบิน มีความราบรื่นและปลอดภัยตลอดการเดินทาง "Safe flight always" ~


....................................................................................

ใครกดดู Safety Demo แล้วบ้าง? ดูแล้วถ้าไม่โยกหัวก็เคาะเท้าตามนี่ถือว่าไม่มีดนตรีในหัวใจนะ ... อ่ะ ล้อเล่นนนน!? ต้องยอมรับว่าสายการบิน Virgin America มีความคิดสร้างสรรค์บวกกับความรักในเสียงเพลงอย่างมาก ถึงขนาดทำ Safety Demo ออกมาเป็นเรื่องเป็นราว เรียกความสนใจให้ผู้โดยสารบนไฟลท์ได้มากมาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ไม่มีใครปฏิเสธเสียงเพลงได้หรอกถูกมั๊ย ดูกี่ครั้งๆก็ไม่น่าเบื่อด้วย แถมเนื้อหาก็เข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องเข้าใจภาษาอังกฤษมากก็สามารถดูเอาจากภาพแล้วทำความเข้าใจเองได้ไม่ยาก 

ก่อนจะเข้าเนื้อหาทั้งหมด พี่แนะนำให้พวกเราดูคลิบนี้หลายๆรอบ พยายามอย่าเลื่อนสายตาลงไปดูที่คำบรรยายภาษาอังกฤษด้านล่าง ให้ลองฟังเองก่อน ผ่านไปซัก 3 รอบเป็นอย่างต่ำ แล้วค่อยลงไปดูว่าเนื้อเพลงที่เราได้ยินนั้น ที่จริงแล้วเค้าร้องว่าแบบนี้ออกเสียงแบบนี้นี่เอง นี่คือสำหรับคนที่ยังฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยออกหรือไม่ค่อยเข้าใจว่าเค้าพูดหรือร้องว่าอะไร ไม่ต้องกลัว พี่บอกเลย พี่พูดภาษาอังกฤษได้เพราะมาจากการฟังเพลงตั้งแต่เด็กนี่แหละ หนังสือหนังหาไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่(กรุณาอย่าทำตามในเรื่องนี้ ให้อ่านหนังสือของน้องต่อไป) เอาแต่ฟังเพลงภาษาอังกฤษเพราะชอบมาก อยากให้น้องๆที่อยากเก่งภาษาอังกฤษเริ่มจากการฟังเพลงหรือดูหน้งให้มากๆ อย่าลืมว่าคนเราเกิดมา พูดได้ก่อนที่จะเขียนหนังสือได้อีกนะ ตามนั้น

Welcome on board ตอนที่ 1 Are you ready? จะเริ่มตั้งแต่นาทีที่ 0.00 ไปจบที่นาทีที่ 0.53 เนื้อเพลง(Lyrics)ของตอนนี้ มีอยู่ว่า 


I got some safety tips that you gotta know. And trust me it’s something that you wanna hear.
So honey zip your lips and enjoy the show before we move into the stratosphere.
So won’t you…Whoo
Buckle your seatbelt, put it on tight and keep your…Whoo
In that chair until we turn off that light. Turn your electrical devices off as fast as you can.
(And whatever you do) Don’t make me ask you again.


**So tonight, get ready to fly ‘cuz we’re gonna live it on up in the sky.
Virgin America knows all the places you wanna be.
Fly away with me, fly away with me, yeah**


บอกก่อนว่า เนื้อเพลงที่ใช้ในวีดีโอนี้ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับทำนองเพลงและเนื้อหาที่เกี่ยวกับความปลอดภัยต่างๆเวลาโดยสารโดยเครื่องบินเท่านั้น อาจมีคำศัพท์ที่ออกแนวเป็นกันเองนิดหน่อย อย่างเช่น gotta" (got to),  "wanna" (want to) , "gonna" (going to) พี่ไม่แนะนำให้น้องๆเอาคำย่อพวกนี้ไปเขียนในรายงานวิชาภาษาอังกฤษส่งอาจารย์ หรือในจดหมายสมัครงานเด็ดขาด
ขอไม่แปลเป็นไทยทั้งหมด แต่จะขอเข้าเรื่องเลย เนื้อเพลงในตอนนี้ พูดถึงการเริ่มเรื่องการเข้าสู่การสาธิตการใช้อุปกรณ์นิรภัย รวมทั้งทางออกในกรณีฉุกเฉิน ( Safety Demo) โดยที่มีการเกริ่นบอกผู้โดยสารเอาไว้ก่อนว่า ให้ตั้งใจดูวีดีโอนี้ดีๆ รัดเข็มขัดนิรภัย(seatbelt) แล้วก็ปิดโทรศัพท์มือถือซะ ตามที่พี่ได้ highlight ตัวหนาเอาไว้ทั้งหมด 7 คำในตอนที่ 1 นี้ จะเป็น 7 คำที่พี่จะเอามาขยายให้พวกเราได้ทำความเข้าใจกัน ดังนี้

safety tips 

คำว่า safety นี่พี่คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะแปลได้ว่า "ความปลอดภัย" ที่จะเน้นคือคำว่า tips ซึ่งในที่นี้ แปลได้ว่า "เคล็ดลับ" รวมกันแล้ว Safety tips จึงแปลว่า "เคล็ดลับความปลอดภัย" นั่นเอง  ใครที่อ่านออกเสียงคำว่า Tip แล้วเกิดคำถามขึ้นมาว่า ใช่คำว่า "ทิป(ติป)" ที่เราใช้เวลาที่จะให้เงินทอนแก่พนักงานเสริฟทั้งหลายในร้านอาหารหรือแม้แต่คนขับแทกซี่ก็ตาม หรือเปล่า? ถูกต้องแล้ว มันคือ Tip คำเดียวกันนี่แหละ

พี่ขออ้างอิงคำว่า Tip ตามนี้นะ http://dict.longdo.com/search/tip

ถ้าน้องลองอ่านดูทั้งหมด จะเห็นว่า Tip นั้นแปลได้หลายอย่างมากมาย แต่มีอยู่ 1 ตัวอย่างในนี้ที่พี่ขอเอามาขยาย "Don't forget to tip the porter for carrying your luggage." แปลได้ว่า "อย่าลืมให้ทิปพนักงานยกกระเป๋า(ของโรงแรม)ที่มาช่วยยกกระเป๋าของคุณนะ" ที่เลือกตัวอย่างนี้มาเพราะว่ามีธรรมเนียมเล็กๆน้อยๆของลูกเรือเกือบจะทุกสายการบิน ที่เวลาบินไปพักที่โรงแรมไหนๆก็ตามในโลก ส่วนใหญ่จะรวบรวมเงินเล็กๆน้อยๆ เรียกได้ว่าเป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆให้กับ porter (พนักงานยกกระเป๋าของโรงแรม) นั่นเอง บางโรงแรมไม่มีคนยกให้ ลูกเรือก็ต้องยกกันเอง ลากกันเข้าไป check-in ในโรงแรมกันเอาเอง แบบนี้เป็นต้น บ้างก็ใส่ tip ในซองจดหมาย บ้างก็ใส่ในแก้วกาแฟกระดาษตามแต่จะหากันได้ สายการบินพี่เวลาทำไฟลท์ไปกรุงเทพ ขาออกจากกรุงเทพนี่พวกพี่รวบรวมเงินกันแบ่งเป็น 2 ซองนะ ใจดีมั๊ย!? ซองนึงให้ พี่ๆporterของโรงแรม อีกซองนึงให้พนักงานขับรถลูกเรือที่ขับไปส่งพวกพี่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ  2 ซองนี่เฉพาะ Bangkok destination นะ ไม่เคยเห็นลูกเรือให้ 2 ซองกับ destination อื่นมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ฮาาาาาา

safety tips เติม s เพราะว่าไม่ได้มีแค่ tip เดียวที่จะบอก แล้วก็ไม่ได้ใช้กับคำว่า safety ได้อย่างเดียว แต่ใช้กับคำอื่นๆได้ด้วย เช่น "cooking tips" เคล็ดลับการทำอาหาร, "beauty tips" เคล็ดลับความสวยงาม เป็นต้น

zip your lips

คำว่า zip แปลตามที่น้องๆคิดกันแว่บแรกว่า ซิป นั่นแหละถูกต้องแล้ว ถ้าใช้ zip เป็นคำนาม ก็จะหมายถึงตัวซิปที่พวกเราใช้รูดขึ้นลงเวลาใส่เสื้อแจ๊คเก็ตหรือเวลาปิดเปิดกระเป๋า ถ้าซิปแตก พูดได้ว่า "The zip is broken." ถ้าใช้ zip เป็นคำกริยา จะแปลได้ว่า "ปิด" ในที่นี้ "zip your lips" จึงแปลตรงตัวภาษาไทยได้ว่า "ปิดปาก" แต่อย่าไปแปลอะไรให้มันไม่เข้าหูเลย ความหมายของสิ่งที่เค้าต้องการจะสื่อในวีดีโอตัวนี้คือ ให้เราหยุดพูดกับคนข้างๆ หยุดคุยโทรศัพท์ แล้วตั้งใจดูตั้งใจฟังวีดีโอตัวนี้มากกว่า

น้องๆผู้ชาย มีบ้างที่เข้าห้องน้ำเสร็จแล้วลืมรูดซิปกางเกง พอเดินกลับเข้ามาที่ห้องเรียน น้องๆผู้หญิงสังเกตุเห็น ก็จะเตือนว่าลืมรูดซิปนะ พูดแบบสั้นๆขำๆได้ว่า "zip it up" หรือเข้ารูปประโยคไปเลยก็ได้ว่า "You forgot to zip it up." นายลืมรูดซิปกางเกงหน่ะ การพูดบอกอะไรพวกนี้ไม่ได้ตายตัว ไม่จำเป็นต้องพูดประโยคนี้ พูดอะไรก็ได้ที่ความหมายเดียวกันอย่าง "The zip is open." ยังได้เลย เอาเต็มๆประโยคมั๊ย แบบเพื่อนกันพูดกัน "
Zip up your pants friend, it's open."

Stratosphere

แปลว่าชั้นบรรยากาศของโลก เวลาที่เครื่องไต่ระดับขึ้นไปสูงๆที่อย่างต่ำ30,000 feet แน่นอนว่าระดับความดันและอากาศบนนั้นไม่เหมือนกับตอนอยู่ข้างล่างแน่นอน คำแนะนำบางตอนในวีดีโอนี้จะสามารถช่วยผู้โดยสารได้เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินเมื่ออยู่บนฟ้านั่นเอง

ใครเห็นคำนี้แล้วนึกถึงไปถึงคำว่า atmosphere บ้าง? Atmosphere แปลว่า บรรยากาศ บรรยากาศรอบโลก อากาศ คล้ายกับ Stratosphere ตรงที่มีคำว่า บรรยากาศ เหมือนกัน แต่ Stratosphere เน้นเลยว่าเป็นเรื่องของบนฟ้า ที่อยู่บนฟ้า Atmosphere ใช้ได้ทั่วไป อย่างเวลาที่เราต้องการจะบรรยายความรู้สึกถึงสถานที่ๆเราไปหรือเราอยู่ นึกถึงบ้านหลังใหญ่สีขาว ภายในห้องโถงใหญ่มีตู้หน้งสือตั้งเป็นกำแพง มีโซฟาน่านั่ง โคมไฟดีไซน์สวยเก๋ กลางห้องเป็นเปียโนสีดำหลังใหญ่ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตา อะไรแบบนี้จะพูดได้ว่า "I like the atmosphere of this living room." เป็นต้น สมมุติไปเที่ยวที่เมืองๆนึง ทั้งเสียงและควันรถ ขยะเต็มพื้นถนน ผู้คนไม่ยิ้มแย้ม อะไรแบบนี้ "I don't like the atmosphere of this city." คือไม่ชอบบรรยากาศโดยรวมของเมืองนี้นั่นเอง

Buckle

ถ้าเป็นคำนาม Buckle จะแปลว่า หัวเข็มขัด, กระดุม ถ้าเป็นคำกริยา Buckle จะแปลว่า รัดเข็มขัด, ติดกระดุม ในวีดีโอเค้าบอกให้ "Buckle your seatbelt" คือให้รัดเข็มขัดนิรภัยนั่นเอง พูดได้อีกแบบว่า "Put your seatbelt on"

***Note:- คำว่า seatbelt เขียนได้ทั้ง seatbelt, seat belt, และ seat-belt ***

"Put on ....." หรือ "Put .... on" นี่มีอะไรให้เล่นเยอะกว่า Buckle เสียอีก "Put on" แปลได้ง่ายๆว่า "ใส่" จะใส่อะไรก็ว่ากันไป เวลาใช้ "Put on" จะใช้ ติดกันเลยหรือแยกกันเป็น "Put ..... on" ก็ได้ ความหมายเดียวกัน

- Put your shoes on ใส่รองเท้าซะ
- It's -7 degrees outside so don't forget to put on your coat. ข้างนอกอากาศลบ7องศาแหน่ะ อย่าลืมใส่เสื้อโค้ทด้วยนะ

Turn off

แปลว่า ปิด ใช้ได้กับปิดไฟ ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดเครื่องมืิออิเล็คโทรนิกส์ต่างๆ คืออะไรก็ได้ที่ต้องใช้ไฟฟ้า เวลาจะปิด ใช้คำว่า "turn off" เวลาจะเปิด ใช้คำว่า "turn on"

Can you turn on the TV? 
Can you turn it off?
Turn off your phone. 
You can turn it on now

หลักการใช้ก็เหมือนเดิม จะ "turn on the TV" หรือ "turn the TV on" จะ "turn off your phone" หรือ "turn your phone off" ความหมายเดียวกัน

ในวิดีโอเค้าบอกว่า in that chair until we turn off that light คือให้เรานั่งอยู่กับที่จนกว่าสัญญาณไฟรัดเข็มขัดจะดับลงนั่นเอง

Get ready 

คือเตรียมตัวให้พร้อม Get ready to fly คือเตรียมตัวพร้อมบิน ในฐานะผู้โดยสารคือนั่งรัดเข็มขัด(seatbelt) ปิดมือถือ เก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย Get ready to work คือเตรียมตัวไปทำงาน ออกแนวอาบน้ำแต่งตัวนั่นเอง Are you ready? พร้อมยัง? I am ready. พร้อมแล้ว

ที่จะต้องขยายคือคำว่า Get นี่แหละ http://dict.longdo.com/search/get

Get ภาษาไทยเอามาใช้ว่า เกทมั๊ย? คือเข้าใจมั๊ยนั่นเอง Do you get what I am saying? คุณเข้าใจที่ชั้นพูดมั๊ย 

อยากไล่ใครออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ใช้ "Get out"
ใครไปเที่ยวผับ เปิดเพลงไม่โดนใจวัยรุ่น พูดเลย "Let's get out of here." ไปจากที่นี่กันเถอะ คือไปหาผับใหม่เปิดเพลงจ๊าบกว่า

ยูๆ มีไฟลท์กรุงเทพใช่มั๊ย ฝากซื้อมาม่ารสต้มยำหน่อยสิ "Ok, I'll get it for you."

พ่อแม่ต้องการจะต้อนลูกๆให้ขึ้นไปบนรถ ก็พูดได้ว่า "Get in there"

ตัวอย่างของ "get out of hand" ที่แปลว่าเกินกว่าจะควบคุมได้ นึกถึงตัวอย่างที่ CSM brief ลูกเรือก่อนไปบินมั๊ยว่าถ้าผู้โดยสารเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง ให้เรา walk away ออกมาเลย ในที่นี้คือ "When the situation gets out of hand, walk away from there." นั่นเอง

เห็นมั๊ยว่า get ใช้ได้เยอะมากกกกกกก นี่ยังไม่หมดนะ แต่พี่เริ่มจะมึนแล้ว ฮาาาาา ลองอ่านๆเอานะในลิงค์ที่พี่แปะให้ ถ้าจะให้พูดเรื่อง get ทั้งหมด สงสัยคงต้องเปิดคอลั่มใหม่นะถึงจะเอาอยู่ อ้อ!!! ใครตาดีไปเจอคำที่แบบ PG 18+ (Parental Advisory) ในลิงค์นี้แล้วคิดจะมาถามพี่ละก็นะ ขอหลังไมค์นะน้อง หน้าไมค์อันตราย อนาคตของชาติทั้งนั้นแถวนี้

ส่งท้ายกับคำว่า get ถ้าอยากให้ใครออกไปไกลๆ ไปจากชีวิตตัวเอง วุ่นวายดีนัก ตามจีบไม่เลิกรา แซวไม่เลิกที สร้างความรำคาญให้ชีวิตสุดๆ อะไรแบบนี้พูดออกไปเลยว่า "Get lost" แรงนิดหน่อยแต่ชัดเจนดี บางทีพี่ก็เอามาพูดเล่นกับเพื่อนสนิทคนต่างชาติหน่ะ ต้องสนิทมากๆนะ ไม่งั้นไม่ขำนะบอกไว้ก่อน งานนี้มีงอน



Fly away

เป็นคำที่บอกให้รู้ว่าบินออกไปจากตรงนั้น เพราะคำว่า away มาต่อท้ายนี่แหละ ถ้า fly เฉยๆคือแค่ บิน แต่บินเมื่อไหร่ไปไหนไม่รู้ I'm flying to Bangkok tonight จะบินไปกรุงเทพคืนนี้

มาดูคำว่า Away กันดีกว่า ตามนี้เลย http://dict.longdo.com/search/away

แปลรวมๆแล้วได้ใจความว่าออกไปจากตรงนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาไปต่อท้ายคำกริยาตัวไหนแค่นั้นเอง ไม่พอใจใครก็ใส่เลย "Go away" ไปให้พ้นๆไป ความหมายแรงนิดส์นึง เอาแบบสุภาพๆหน่อยก็ "Leave me alone, please." ขอฉันอยู่คนเดียวได้มั๊ย 

ก่อนจะขึ้นบินทุกครั้ง พวกพี่จะต้องเข้าห้อง briefing room ก่อน คือคล้ายๆห้องประชุมนี่แหละ ลูกเรือในไฟลท์นั้นๆจะมานั่งอยู่รวมกัน หัวหน้าลูกเรือก็จะ brief บอกลูกเรือถึงรายละเอียดของไฟลท์นั้นๆ อาจมีการ highlight หรือเน้นเป็นพิเศษในบางเรื่องสำหรับบางไฟลท์ อย่างถ้าบินไปแถบที่เค้ากำลังรบกัน แบบนี้ก็จะเตือนให้ลูกเรือคอยระวังเป็นพิเศษ ใครจะขึ้นมาบนเครื่องต้องมี ID ดูว่าขึ้นมาทำอะไร แบบนี้เป็นต้น

มีบ้างบางไฟลท์ที่จะมีผู้โดยสารที่เรื่องเยอะ ออกแนวพูดไม่รู้เรื่อง คอยแต่จะหาเรื่องลูกเรืออยู่ตลอดเวลา CSM ก็จะบอกเลย ถ้าเริ่มคุยไม่รู้เรื่อง ให้เรา "walk away" คือให้เดินออกไปจากตรงนั้นซะ แล้วให้ลูกเรือคนอื่นเข้ามาจัดการแทน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะจัดการกับปัญหาตรงหน้าได้ บางทีเปลี่ยนคนเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว เรื่องอาจจะดีขึ้นก็เป็นได้ 

ใครฟังเพลงภาษาอังกฤษบ่อยๆ พวกเพลงรักๆเลี่ยนๆ อาจจะได้ยินเนื้อร้องที่ว่า "Don't walk away from me" คือ อย่าเดินออกไปจากฉันนะ หรือ อย่าไปจากฉันนะ ก็ได้เหมือนกัน

มาดูข้อสอบภาษาอังกฤษกัน

1. When should you turn your phone off?


a. After take off
b. When you feel like it.
c. As fast as you can after boarding the aircraft.

2. When the safety demo is on, what should you do?


a. Talking on the phone.
b. Reading newspaper
c. Pay fully attention to the safety demo

3. After take off, when should you move from the seat?


a. When the seatbelt sign is on.
b. When the seatbelt sign has turned off.
c. When you feel like it.


อย่างง่ายยยยย ทุกคนตอบได้พี่เชื่อ "When you feel like it" แปลได้ว่า รู้สึกอยากทำเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ อ่ะติสต์กันไป ไม่ควรนำมาใช้บนเครื่องบินนะค๊ะ ~ 

ตอนแรกพี่ขอเบาๆไปก่อนนะ เพราะภาษาอังกฤษขยายไปได้เยอะมาก ตกหล่นตรงไหนหรืออยากรู้ตรงไหน รีเควสมาได้ พี่มาขยายให้ได้แน่นอน เดี๋ยวมาต่อตอนหน้า ตอนที่ 2 Put your seat belt on

Safety Demo by Virgin America : https://www.youtube.com/watch?v=DtyfiPIHsIg
Video Credit : Virgin America 



......................................................................................................

Welcome on board : Introduction 



Monday, March 30, 2015

Welcome on board : Introduction

***โปรดทำความเข้าใจก่อนอ่าน***

1. "Welcome on board" จัดทำขึ้นมาโดยคำแนะนำของอาจารย์เกรียงไกร ทองชื่นจิต อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาต่างประเทศของโรงเรียนราชีนีบูรณะ จ.นครปฐม เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนเพิ่มเติมด้านวิชาภาษาอังกฤษให้กับทางโรงเรียนราชีนีบูรณะ จ.นครปฐม และสำหรับบุคคลที่สนใจทั่วไป ห้ามมิให้ทำการดัดแปลง ตัดต่อ หรือเพิ่มเติมเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาต


2. Safety Demo ชุดนี้ จัดทำโดยสายการบิน Virgin America ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหรือตัดต่อใดๆทั้งสิ้น หากเพียงแต่นำมาเป็นข้อมูลใช้ในการเขียนเพื่อให้ความรู้ในเรื่องของการบินเท่านั้น


3. อุปกรณ์นิรภัยและทางออกในกรณีฉุกเฉินที่เห็นใน 
Safety Demo ชุดนี้ ใช้ได้เฉพาะเครื่องบินรุ่นที่สายการบิน Virgin America  ใช้บินเท่านั้น ผู้อ่านควรให้ความสนใจในการดู safety demo ทุกครั้งที่บินกับสายการบินอื่นๆ เนื่องจากแต่ละสายการบินนั้นใช้เครื่องบินต่างรุ่นกัน ทางออกฉุกเฉินรวมไปถึงอุปกรณ์นิรภัยต่างๆที่ใช้ในยามฉุกเฉินนั้นอาจไม่เหมือนกัน

4. ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าผู้อ่านจะได้เกร็ดความรู้ไม่มากก็น้อยทั้งในเรื่องของภาษาอังกฤษและความรู้ทั่วไปในเรื่องของการบิน ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้ผู้อ่านทุกท่านที่ต้องเดินทางไป-กลับโดยเครื่องบิน มีความราบรื่นและปลอดภัยตลอดการเดินทาง "Safe flight always" ~


......................................


เพิ่งจะมีโอกาสได้ดู วีดีโอสาธิตการใช้อุปกรณ์นิรภัยและทางออกในกรณีฉุกเฉิน(safety demo) ของสายการบิน Virgin America โดยการแนะนำของอาจารย์เกรียงไกร ทองชื่นจิต เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง อาจารย์เห็นว่าพี่น่าจะสามารถทำสื่อการสอนที่เป็นประโยชน์กับน้องๆในเรื่องที่เกี่ยวกับการบิน พี่เลยเขียนคอลั่ม "Welcome on board" นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆในเรื่องที่เกี่ยวกับการบิน โดยที่พี่จะเน้นเรื่อง "safety demo" เป็นหลัก เนื้อหาทั้งหมดจะมาจาก safety demo ของสายการบิน Virgin America ความยาวทั้งหมด 04.59 นาที

ใครที่เคยเดินทางโดยเครื่องบินมาบ้างแล้ว เมื่อผู้โดยสารทุกคนขึ้นเครื่องครบแล้ว ปิดประตูเครื่องบินแล้ว จะถึงช่วงเวลาสำคัญที่ผู้โดยสารทุกคนควรให้ความสนใจให้มากที่สุด คือการดู "safety demo" ทั้งแบบเป็นวีดีโอ หรือบางสายการบินใช้ลูกเรือมายืนสาธิตเองเลย ช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาทีนี่แหละที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้โดยสารทุกคนในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่มีใครรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่เครื่องบินขึ้น-ลง หากผู้โดยสารทุกคนให้ความสนใจกับ "safety demo" แล้ว เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ผู้โดยสารไม่เพียงแต่ดูแลตัวเองได้ แต่ยังสามารถช่วยคนอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน

คอลั่ม "Welcome on board" จะมีทั้งหมด 8 ตอนด้วยกัน แบ่งตามเนื้อเรื่องของ "safety demo" ซึ่งพี่จะสอดแทรกความรู้ในเรื่องของภาษาอังกฤษที่ใช้ในวีดีโอนี้ พร้อมทั้งคำอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของ safety on board รวมถึงการแชร์ประสบการณ์ที่จะเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆในเรื่องของความปลอดภัยกับการบิน ปิดท้ายด้วยข้อสอบภาษาอังกฤษทดสอบความเข้าใจของน้องๆในแต่ละตอน เรามาดูภาพรวมของทั้ง 8 ตอนกัน

ตอนที่ 1 Are you ready?
ตอนที่ 2 Put your seat belt on
ตอนที่ 3 Turn it off
ตอนที่ 4 Breath normally
ตอนที่ 5 Life jacket under your seat
ตอนที่ 6 Evacuate Evacuate
ตอนที่ 7 Don't you do it
ตอนที่ 8 Thank you for your attention

8 ตอนเท่านั้นสำหรับคอลั่ม "Welcome on board" พร้อมมั๊ยกับ ตอนที่ 1 Are you ready? แล้วเจอกันเร็วๆนี้


Safety Demo by Virgin America

Video Credit : Virgin America


Wednesday, March 25, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................


แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone

ใครที่ชอบติดตามข่าวสารต่างประเทศอยู่บ่อยๆ อาจจะพอรู้มาบ้างแล้วว่าช่วงหลายปีมานี่ ประเทศแถบตะวันออกกลางมีทั้งสงครามกลางเมือง ระหว่างเมือง กระจายกันเป็นวงกว้างจนเกือบจะทั่ว Middle East แล้ว และล่าสุดกับสงครามระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งกลุ่มผู้ก่อการร้ายน้องใหม่มาแรงแซงโค้งพวกรุ่นพี่ๆทั้งหลาย เป็นกลุ่มที่ถือได้ว่าโลกต้องจับตามองกันเลย เพราะน้องใหม่กลุ่มนี้เน้นจุดขายที่การปลิดชีวิตคนทิ้งแบบไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆเฉกเช่นที่มนุษย์โลกควรจะเป็น หรือภาษาพื้นบ้านว่า "ไม่ใช่คน" นั่นเอง ไม่ใช่คนแล้วเป็นอะไร!? ตอบได้แบบลิงๆว่าเป็นการใช้ชีวิตตามหลักจิตวิทยาขั้นสูงสุด โดยการยินยอมให้ Devil เข้าครอบงำทุกสิ่งในตัวเอง จบข่าว


เอ่ออออ...อ แต่ "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone ของพี่นี่ ไม่ได้เกี่ยวไรกับสงครามของประเทศแขกๆนี่เลยซักนิดส์ A War Zone ในที่นี้คือสงครามระหว่าง Mental กับ Physical ของตัวเราเองเวลาเราไปบินในวันๆนึงต่างหาก ออกแนว "challenge" นิดๆ ประเด็นคือหากเราจัดการชีวิตการบินของเราได้ไม่ดี ตรงนี้แหละที่จะนำไปสู่ A War Zone ภายในร่างกายของเราอย่างแท้จริง

ชีวิตของคนปกติธรรมดาทั่วไป การกินการนอนเป็นไปตามธรรมชาติถูกมั๊ย ในที่นี้คือตื่นมาตอนเช้า กินข้าวเช้า ออกไปทำงาน พักกินข้าวเที่ยง เลิกงานกลับบ้าน กินข้าวเย็นแล้วก็เข้านอน ใครทำงานเป็นกะ กะเช้ากะบ่ายกะกลางคืน ก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตโดยเฉพาะการกินการนอนที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือการทำงานอยู่บนภาคพื้นดินที่อุณหภูมิปกติ ระดับความดันในร่างกายปกติ แต่งานแอร์เนี่ย ทุกอย่าง "upside down" นะน้อง

มาเริ่มกันที่ด้าน Physical กันก่อนเลย ทั้งการกินการนอน เวลาปกติที่คนธรรมดาเค้านอนกัน พวกพี่ไปบิน เวลาเค้าตื่นกัน พวกพี่เพิ่งจะได้นอน ยกตัวอย่างตารางบินที่ต้องไปค้าง 1 คืนเป็นอย่างต่ำตามประเทศต่างๆ เรียกกันว่า "night stop" หรือ "lay over" (บางสายการบินอาจมีคำเรียกแบบอื่น) ไฟลท์ที่ออกจากเบสตอนเย็นๆหรือตอนกลางคืน แล้วกลับมาอีกทีตอนเช้าหรือใกล้เที่ยงของวันถัดไป ไฟลท์พวกนี้เรียกกันว่า "night flight turn around" ไฟลท์ทั้ง 2 แบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นไฟลท์ที่ออกจากเบสตอนเย็นๆหรือตอนกลางคืน แล้วต้องบินกันข้ามคืน Flying time ก็ว่ากันไป มีตั้งแต่ 30 นาที ไปยัน 9-10 ชั่วโมง บางสายการบินไปไกลหน่อย อาจะถึง 15 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ก่อนจะไปบินไฟลท์พวกนี้ก็ต้องนอนพักเอาแรงก่อนบินถูกมั๊ย ใครที่นอนได้ตลอดเวลา ประเภทอยู่ที่ไหนเมื่อไหร่ก็นอนได้ คือหลับสั่งได้ว่างั้น แบบนี้คือโชคดีมากกกก ถ้ามาเป็นแอร์ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการนอนซักเท่าไหร่ แต่ถ้าใครที่มีปัญหาในการนอน นอนยากนอนเย็น นอนได้เฉพาะเวลากลางคืนแล้วตื่นตอนเช้าแบบที่คนธรรมดาเค้าเป็นกัน แบบนี้อาจจะมีปัญหานิดหน่อย เพราะน้องจะจัดเวลานอนยังไงหล่ะ ตื่นมาตอนเช้า 7 โมง แต่ 6 โมงเย็นวันนั้นรถจะมารับน้องไปบินแล้ว กลับมาจากบินอีกทีเร็วสุดคือ 6 โมงเช้าของวันถัดไป กว่าจะถึงที่พักอย่างต่ำก็ 7 โมงครึ่งโดยประมาณ สรุปแล้วคือน้องจะต้อง stay awake หรืออดหลับอดนอนรวมแล้วอย่างต่ำคือ 24 ชั่วโมง เทียบกับเวลาของคนปกติธรรมดาที่ีจะ stay awake เป็นเวลา 16 ชั่วโมงใน 1 วัน จะทำงานหรือจะเรียนหนังสือก็แล้วแต่ ที่เหลือ 8 ชั่วโมงคือการนอนหลับพักผ่อน รวมแล้วเป็น 24 ชั่วโมงถูกมั๊ย

และด้วยความบ้าระห่ำของตารางบินในบางเดือนของบางสายการบิน น้องอาจจะต้องบินกระหน่ำซัมเม้อเซล ถึงขนาดต้องมานั่งคิดกันเลยว่านี่พวกเราเป็นคนหรือเป็นแวมไพร์ เพราะน้องอาจจะเจอ "night flight turn around" แบบ 3 คืนติดกันเลย ตอนกลางคืนออกหากิน เอ้ย ออกไปบิน เช้าพระอาทิตย์ขึ้นถึงกลับมานอนทั้งวัน ตกกลางคืนไปบินใหม่ ชีวิต repeat อยู่อย่างนี้ 3 คืนติด แบบนี้ไหวมั๊ย!? ยังไม่จบ เมื่อพ้นคืนที่ 3 ไปแล้ว เช้าตรู่วันถัดไป น้องจะต้องไปบินไฟลท์เช้าที่ต้องตื่นแบบเช้ามากกกกกก คำถามของพี่คือ น้องจะจัดการนอนยังไงให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนเพียงพอโดยที่ไม่ป่วยเลย นี่คือ "Physical Challenge" อย่างหนึ่งของงานแอร์

เวลาพวกพี่ทำงานอยู่ที่ระดับความสูง 30,000 feet and above ร่างกายคนเราก็ต้องมีการปรับความดัน คือสาเหตุที่ว่าทำไมพวกเราถึงมีอาการตัวบวม มือบวมเท้าบวมเมื่ออยู่บนไฟลท์ สังเกตุถุงขนมพวกมันฝรั่งทั้งหลายเวลาอยู่ที่ความสูงระดับนั้น ถุงจะบวมเป่ง พวกลูกเรือบางทีไม่มีอะไรเล่นก็จะเอาเข็มกลัดป้ายชื่อตัวเองมาเจาะเล่นซะ สะใจ แล้วคิดดูคนเราตัวบวมๆจะเอาเข็มมาเจาะระบายความดันได้เร๊อะ!? คนเป็นผู้โดยสารหน่ะอาจจะไม่ได้บินทุกวัน ตัวเลยไม่ได้บวมๆแฟ่บๆเหมือนลูกเรือหรอก

พูดถึงความดันของร่างกายคนเราเวลาอยู่ในไฟลท์ พี่มีเกร็ดความรู้เล็กๆที่อยากจะแชร์นิดหน่อยสำหรับคนที่อยากเป็นแอร์ เวลาเราไปบินแต่ละครั้ง พอเครื่องลงแตะถึงพื้นแล้ว พอกลับมาถึงที่พักหรือโรงแรม ต้องรอกี่ชั่วโมงถึงจะอาบน้ำได้ ใครรู้บ้าง? พี่เคยถามกัปตันหลายคน หัวหน้าลูกเรือที่ซีเนียร์มากๆบินมา20กว่าปีก็หลายคน แต่คำตอบที่ได้ไม่เหมือนกันเลย บ้างว่าต้องรออย่างต่ำ 2 ชั่วโมงถึงจะอาบน้ำได้ บ้างก็ว่า 4 ชั่วโมง บ้างก็ว่า 6 ชั่วโมง มีทุกตัวเลขเลย ทำไมถึงอาบน้ำไม่ได้เลยทันทีหลังจากกลับจากบินแล้ว!? ผู้โดยสารธรรมดาทั่วไปไม่ได้บินทุกวัน แบบนั้นไม่เป็นไร พี่พูดถึงแอร์ที่ต้องบินขึ้นลงทุกวัน แบบข้ามวันข้ามคืน ความดันในร่างกายผันผวนเสียยิ่งกว่าหุ้นขึ้นลงอีก การอาบน้ำเลยทันทีอาจมีผลกระทบบางอย่างต่อเส้นเลือดได้ นานๆทำทีไม่เป็นไร แต่ถ้าเล่นทำทุกครั้งที่กลับมาจากบินนี่คือไม่เวิคแน่นอน ดูได้เลยเส้นเลือดฝอยที่น่องขา เป็นสัญญาณบอกอะไรบางอย่าง

นอกจากเรื่องอาบน้ำแล้วก็ยังมีอีก 2 เรื่องที่ควรรู้ไว้ใช่ว่า ใครเป็นแอร์ที่บินไปพักใหญ่จนถึงบินมานานแล้วจะรู้ดี สังเกตุดีๆทำไมผมร่วง ผมเริ่มน้อยลง ใครมาบ่นเรื่องผมน้อยกับพี่นี่พี่ยิงคำถามกลับไปทุกคน ว่าลงจากไฟลท์แล้วถึงบ้านอาบน้ำสระผมเลยรึเปล่า มากกว่า 90% ตอบกลับมาเลยว่า "ใช่" แถมบ่นมาด้วยว่า ไม่อาบน้ำสระผมได้ยังไง เพราะไฟลท์บางไฟลท์นี่โอ้ววววววว ทั้งกลิ่นทั้งแบคทีเรีย เชื้อโรคต่างๆ มันไม่ได้อ่ะ ต้องอาบต้องสระ นั่นแหละประเด็น ใครที่ชอบสระผมทันทีหลังจากกลับจากบินแล้วนี่ ผมร่วงแน่นอน สาเหตุก็ไม่พ้นเรื่องความดันในร่างกายที่ยังปรับไม่ทัน กับคุณภาพน้ำที่ใช้สระผม(เน้นว่าเฉพาะเบสแถบตะวันออกกลาง เพราะมันคือน้ำทะเลดีๆนี่เอง) ต้องเลือกเอานะ ถ้ารอไม่ได้ ก็ให้ทำความสะอาดในส่วนที่ควรต้องทำ อย่างล้างมือล้างหน้าล้างเท้าล้างจุดสำคัญ แปรงฟันแล้วไปนอนซะ ตื่นมาแล้วค่อยสระ เห็นแน่นอนความแตกต่าง ส่วนคนที่แพ้น้ำมากๆ จะซื้อน้ำกินเอาไว้เป็นขวดๆเอาไว้ล้างผมเป็นน้ำสุดท้ายหลังสระผมเสร็จ ไล่พวกเกลือพวกอะไรต่างๆในน้ำที่เราแพ้หน่ะ เห็นว่าได้ผลดีอยู่นะ อีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าใครๆก็รู้ ว่า ถ้าลงจากไฟลท์แล้วจะไปดำน้ำเลยไม่ได้ อันนี้อันตรายถึงชีวิตนะ เพราะเรื่องความดันอีกเหมือนกัน จากสูงสุดบนฟ้าดำดิ่งลงไปจุดต่ำสุดของน้ำทะเล ไม่ไหวมั๊ง ใครชอบหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องพวกนี้ แนะนำให้ถามอากู๋รู้ทุกเรื่อง Google นั่นเอง

พี่จำไม่ได้แล้วว่าไปอ่านข้อมูลนี้มาจากไหน แต่มีข้อมูลออกมาว่า ในต่างประเทศอย่างอเมริกา(ถ้าจำไม่ผิดนะ) คนที่เป็นแอร์มาแล้วมากกว่า 4 ปี ไม่สามารถเป็นพยานในชั้นศาลได้ เหตุเพราะคนเป็นแอร์ที่บินมามากกว่า 4 ปี มีชีวิตแบบ repeated routine คือบินขึ้นลงซ้ำๆ อาจจะหลงลืมว่า เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นวันไหนเวลาไหนกันแน่ เพราะทุกวันคือเหมือนกันนั่นเอง ความจำเรื่องเวลาและวันที่อาจจะสับสนได้ นี่คือเฉพาะการเป็นพยานในชั้นศาลเท่านั้นนะ ที่ต้องใช้ข้อมูลแม่นยำในการตัดสินความผิดถูกของคดี ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการใช้ชีวิตปกติธรรมดาของการเป็นแอร์แต่อย่างใด พี่ไม่แน่ใจกฏหมายเมืองไทย ใครมีเพื่อนเป็นนักกฏหมายก็ลองไปสอบถามกันเองเองก็แล้วกันนะ 

Physical Challenge อีกเรื่องคือเรื่องสุขภาพ(Health)ที่สำคัญมากกับชีวิตการเป็นแอร์ ทำไมถึงสำคัญ ก็ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง บิน 3 วัน ป่วย 4 วัน น้องคิดว่าน้องจะบินต่อไปได้นานแค่ไหน หรือถ้าพูดแบบหลักธุรกิจการบินคือ สายการบินจะเก็บน้องไว้ได้นานแค่ไหน? เพราะอย่างที่พี่เคยพูดไว้ในตอนที่แล้ว ว่าบางสายการบินหน่ะ เห็นลูกเรือเป็น "asset" คือเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่าเป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน แบบนี้เค้าจะดูแลเราดี ป่วยก็ป่วยไป ไอ รอ ยู ได้ หายเร็วๆนะ แต่กับบางสายการบินที่เห็นลูกเรือเป็นแค่ "number" คือเป็นแค่ตัวเลข ไม่ได้มีค่าอะไร แข็งแรงก็ทำงานไป ป่วยบ่อยไปพอถึงเวลาต่อสัญญาก็อาจจะมีปัญหาได้ คิดจะเข้าสายการบินไหนให้หาข้อมูลดีๆ แต่ไม่ว่าน้องจะเข้าสายการบินไหน น้องได้อย่างเสียอย่างแน่นอน เช่น สายการบินดีดูแลลูกเรือดี เงินดี แต่เพื่อนร่วมงาน กับ environment ในการทำงานไม่ดี หรือสายการบินไม่ดี เงินก็พอได้ แต่เพื่อนร่วมงานกับ environment ในการทำงานดี เลือกเอาเองนะ อยากได้แบบไหน 

ถ้าถามพี่นะ บอกได้เลยว่าพอมาขึ้นบินแล้ว ช่วงแรกๆอาจจะฟิต ร่างกายตื่นตัวกับสไตล์การใช้ชีวิตแบบใหม่ จะบินข้ามทวีปข้ามคืนไม่ได้นอน 2 วัน 3 วันติดแบบนี้ชิวๆ บินไฟลท์ข้ามคืนที่อดหลับอดนอนมา พอถึงโรงแรมที่พักก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดออกไปซ่าได้เลย ไม่ต้องนอนพักอะไรทั้งนั้น เพราะเวลามีน้อย ต้องใช้สอยอย่างประหยัด แต่ถ้าบินไปนานๆอย่างต่ำ 4 ปี destination เดิมๆ ผู้โดยสารเดิมๆ สารการบินกับการจัดการการบริหารแบบเดิมๆ บวกกับสไตล์การใช้ชีวิตที่ upside down ทั้งเรื่องของอาหารการกิน การพักผ่อน การใช้ชีวิตส่วนตัว พวกนี้อาจมีผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างรุนแรง บินๆป่วยๆให้น่ารำคาญใจ ถามว่าทำยังไงให้ร่างกายแข็งแรงในขณะที่ยังเป็นแอร์อยู่ อันนี้ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน เกิดมาแบบนี้ อยากใช้ชีวิตแบบนี้ อยากใช้ร่างกายแบบนี้ ก็นานาจิตตัง เพราะเวลาจะเป็นตัวบอกเอง ว่าร่างกายที่เราอาศัยอยู่จะไปไหวกับเราหรือไม่ ใครที่คิดว่าจะมาบินขำๆเอาประสบการณ์แค่ปี2ปี ไม่ต้องซีเรียสมากเรื่องสุขภาพ เชิญใช้ชีวิตให้เต็มที่และสุดๆไปเลย แต่ถ้าใครที่คิดจะอยู่นานมากกว่า 4 ปี อันนี้ควรต้องคิดหนักหน่อยมั๊ย เพราะจะมาใช้ชีวิตตามใจฉันแต่ร่างกายรับไม่ไหวอะไรแบบนี้ก็ไม่ได้นะ 

มีเพื่อนลูกเรือทั้งคนไทยและต่างชาติมาบ่นให้ฟังเยอะ ป่วย ไม่สบาย บินแล้วเหนื่อย อะไรแบบนี้ ถามว่าใช้ชีวิตยังไง สูบบุหรี่กินเหล้าเที่ยวกลางคืนก่อนมีบินมั๊ย? อาหารการกินจัดการยังไง? ข้าวเช้ากินมั๊ย? น้ำดื่มวันละกี่ขวด? ออกกำลังกายบ้างมั๊ย? รัวเป็นชุด คำตอบที่ได้กลับมาเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยทั้งนั้น ทั้งสูบบุหรี่กินเหล้าเที่ยวกลางคืนกลับมานอนไม่กี่ชั่วโมงแล้วไปบิน ข้าวเช้าไม่กิน ไม่แพลนเรื่องการกินการนอน น้ำไม่ชอบกิน ไม่ชอบออกกำลังกาย เอานะ คิดจะบินกี่ปีนะ 2 - 4 ปี? โอเค "Enjoy your life" แต่ถ้ายังไม่รู้จะบินถึงเมื่อไหร่? อันนี้ให้กลับไปคิดกันเอาเอง เพราะร่างกายของตัวเอง ป่วยเองเจ็บเอง สายการบินไม่ได้แบกรับความเจ็บด้วย ถ้าน้องคิดจะมาเบสไกลบ้านไกลเมือง ไม่มีคนดูแล เพื่อนก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา ก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองระดับนึงนะ

มาถึงเรื่องของ Mental Challenge ที่สำคัญไม่แพ้ Physical Challenge เพราะถ้าบินๆไปแล้วจิตหลุด น้องจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป? อ่านถูกแล้ว "จิตหลุด" สาเหตุคงไม่พ้นเรื่องการที่น้องต้องเจอคนหลากหลายสายพันธุ์และเชื้อชาติในแต่ละวัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ผู้โดยสารนะ ลูกเรือหรือเพื่อนร่วมงานก็รวมอยู่ด้วย พี่ไม่แน่ใจสายการบินที่เบสไทยทั้งหลาย ดูท่าแล้วส่วนใหญ่จะเจอแต่ผู้โดยสารสติดี พูดจารู้เรื่อง สื่อสารกันได้ ออกแนวศิวิไลซ์(civilized)กว่า พี่ขอไม่ใช้คำว่ามีการศึกษา หรือ educated เพราะเอากันจริงๆทุกคนมีการศึกษาหมดแหละ แต่เพราะบางทีบางครั้ง การศึกษาก็ไม่ได้ช่วยให้ดูดี หากการปฏิบัติตัวในสังคมส่วนรวมนั้นไม่ได้สูงเหมือนการศึกษา คำว่า ศิวิไลซ์ จึงเหมาะสมสุดแล้ว เพราะทุกคนจะรู้หน้าที่ รู้การรู้งาน รู้มารยาทในการเข้าสังคม รู้จักการเคารพผู้อื่น อะไรแบบนี้ แต่ถ้าเบสแถบตะวันออกกลางนี่ น้องอาจจะไม่ค่อยได้เจอผู้โดยสารหรือเพื่อนร่วมงานที่ออกแนวศิวิไลซ์แล้วซักเท่าไหร่ คือที่ดีๆหน่ะพอมีบ้าง แต่ถ้าจะให้เทียบเปอเซนต์แล้ว อาจจะน้อยกว่าสายการบินที่เบสไทยนะบอกไว้เลย 

มาดูเคส Mental Challenge ต่อผู้โดยสารกัน หลักๆแล้วปัญหามาจาก Language Barrier กับ Social Manners ของแต่ละบุคคล นี่คือเท่าที่พี่สังเกตุนะ ขอไม่พูดถึงประเด็นยิบย่อยทั้งหลาย เช่น ความต่างของศาสนา ความเชื่อ การเลี้ยงดูในวัยเด็ก สภาพจิตใจ อะไรพวกนี้ Language Barrier คือจะสื่อสารกันยังไงให้เข้าใจตรงกัน จะภาษาไหนก็แล้วแต่ ไม่เว้นแม้แต่ Body Language อะไรก็ได้แต่ขอให้เข้าใจตรงกัน แบบนี้ปัญหาก็จะไม่เกิด Social Manners นี่สำคัญ เพราะถ้าคนเรามีความศิวิไลซ์อยู่ในตัว จะเดินทางไปไหน ไปอยู่ที่ไหน ก็จะรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสังคมส่วนรวมได้โดยที่ไม่สร้างปัญหาแก่คนส่วนใหญ่เลย 


Key word ของ Mental Challenge คือ ความอดทน และ ความใจเย็นแบบสุดขั้ว ถ้าน้องเอาทั้ง 2 อย่างนี้ไปบินกับน้องด้วย พี่ขอรับรองว่าชีวิตการบินกับสายการบินแถบตะวันออกกลางของน้องจะเป็นไปแบบเรียบร้อยราบรื่น เชื่อมั๊ย ผู้โดยสารที่น้องจะเจอ ส่วนใหญ่แล้วเป็น "difficult passenger" แทบทั้งนั้น ประเภทลูกเรือพูดหรือบอกอะไร จะไม่ฟังและไม่ทำตาม ยกตัวอย่างการรัดเข็มขัดนิรภัย(seat belt)ทั้งก่อนเครื่องขึ้นและลง, การเก็บกระเป๋าสัมภาระต่างๆ ไม่วางตามทางเดินหรือทางออกฉุกเฉิน, รับทานอะไรดีค๊ะ วันนี้มี เนื้อกับข้าว ไก่กับก๋วยเกี๋ยว และพาสต้ามังสวิรัติค่ะ ... "I want fish!!!", รับเครื่องดื่มอะไรดีค๊ะ โค้ก สไปรท์ น้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล ... "Juice" ... ค่ะ น้ำผลไม้เรามีน้ำส้ม กับน้ำแอปเปิ้ล รับน้ำอะไรดีค๊ะ ... "Juice" ~


ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆแค่นี้ พี่เอามาเล่าขำๆให้น้องนึกภาพออกเฉยๆ สถานการณ์จริงอาจจะไม่ขำแบบนี่นะบอกไว้ก่อน 2 ตัวอย่างแรกเป็นเรื่องของ Social Manners ที่เกี่ยวกับด้านความปลอดภัยของตัวผู้โดยสารเองรวมถึงผู้โดยสารรอบข้าง เวลาอยู่นอกเครื่องบิน ผู้โดยสารจะไม่รัดเข็มขัดขณะขับรถตัวเอง หรือจะวางสิ่งของเกะกะในบ้านตัวเอง พี่ว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบในชีวิตและทรัพย์สินส่วนตัวที่ต้องไปจัดการกันเอาเอง แต่เมื่อมาอยู่ในที่ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถโดยสาร รถไฟ การเคารพกฏกติกามารยาทโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เป็นเรื่องที่ไม่ว่าที่ไหนๆ ผู้คนควรให้ความเคารพและปฏิบัติตามกันทั้งนั้น นี่คือ "common sense" อย่างหนึ่งที่ civilized people หรือแม้กระทั่ง educated people ควรมี ส่วน 2 ตัวอย่างหลัง เป็นเรื่องของ Language Barrier ที่ผู้โดยสารออกแนว lack of listening skill คือขาดทักษะในการฟัง หรืออาจจะเป็นแนว selective listener คือ ฟัง รู้ แต่จะเอาแบบที่ตัวเองคิด อะไรแบบนี้ก็ทำให้พวกพี่ปวดหัวได้เหมือนกัน เจอแบบนี้ในไฟลท์ซักคน 2 คนไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นกันทั้งลำหรือมากกว่าครึ่งลำ พี่ถามว่าน้องจะจัดการได้มั๊ย? ไม่ใช่จัดการโยนผู้โดยสารออกไปนอกเครื่องนะ พี่หมายถึงจัดการความอดทนและความใจเย็นของตัวเองในการทำงานที่ต้องเจอผู้โดยสารประเภทนี้ต่างหาก


Mental Challenge ต่อลูกเรือนี่นะ ไปๆมาๆอาจจะหนักกว่าเคสของผู้โดยสาร เพราะผู้โดยสารอยู่กับเราแค่ไฟลท์เดียวเดี๋ยวก็ไป อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ลูกเรือนี่มีแววได้บินได้ร่วมงานกันอีกแน่นอน เคสของลูกเรือนี่แค่ Language Barrier กับ Social Manners นี่ไม่พอนะ ขอรวมประเด็นยิบย่อยที่กล่าวไปข้างต้นเข้าไปด้วยเลย หลากหลายสายพันธุ์มนุษย์ก็หลากหลายปัญหา "จุดประสงค์" ในการมาเป็นแอร์ก็แตกต่างกันไป หากสายการบินที่น้องจะต้องไปอยู่ ไม่มี rules & regulations หรือ crew responsibilities ที่แน่ชัดในการทำงาน พี่รับรองว่า เละ แน่นอน


ขอไม่ลงลึกถึงปัญหาโลกแตกของแต่ละบุคคลว่าเพราะอะไรถึงได้เกิดมาเป็นแบบนี้ แต่อย่างที่บอก ถ้าเพื่อนร่วมงานของน้องมี "common sense" มากพอ การทำงานจะเป็นไปด้วยความราบรื่น จะเป็นไฟลท์หายเหนื่อยของน้องเลยทีเดียว ไปถามลูกเรือหลายๆคนได้ ระหว่างผู้โดยสารไม่ดี กับลูกเรือไม่ดี เลือกอย่างไหน? ร้อยทั้งล้านตอบว่าขอเลือกผู้โดยสารไม่ดีกันทั้งนั้นแหละ เพราะการทำงานบนไฟลท์ Teamwork เป็นอะไรที่สำคัญมาก ถ้าการทำงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหาเกิดแน่นอน ฉันจะทำอย่างนั้น เธอจะเอาอย่างนี้ แล้วพี่บอกเลย ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิด น้ำผึ้งหยดเดียวทั้งนั้น อย่างที่พี่บอกว่า "จุดประสงค์" ในการมาเป็นแอร์ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น น้องเจอแน่นอน พวกลูกเรือประเภทที่ชอบเอาเปรียบ, ไม่ทำงาน จ้องแต่จะหา "รายได้พิเศษ", ลูกเรือที่มีมากกว่า 2 หน้า และ 2 หัว, พวกเหยียดผิว, และอีกมากมายหลายคดี นี่ยังไม่รวมถึง Mental Challenge ต่อสายการบินของตัวเอง ที่จัดการบริหารได้ไม่ดีพอ ไม่ professional เอาเปรียบลูกเรือ ใช้งานเยี่ยงทาส กดดันลูกเรือ โกงได้เป็นโกง บางสายการบินถึงขนาดขึ้นชื่อเรื่องกฏข้อบังคับที่เคร่งครัดแบบทหารยังอายเลยก็มี อะไรแบบนี้ มีผลต่อ mentality ของน้องแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน รับได้รับไม่ได้ แนวเดียวกันก็อยู่กันไป ขัดใจกันก็ลาออกกันไป 


น้องบินไปบินมา จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายๆปี เจอแบบนี้เข้าบ่อยๆ ทั้งผู้โดยสาร ทั้งลูกเรือ ทั้งอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง ถามว่าไหวมั๊ย? รับได้มั๊ย? จิตหลุดมั๊ย? เลิกเป็นแอร์เลยมั๊ย? เหล่านี้คือ A War Zone ในความหมายของพี่ที่อยากจะเล่าให้น้องๆฟังผ่านทางตอนที่ 8 นี้ ใครชอบออกรบก็ขอเชิญมาเป็นแอร์เบสแถบตะวันออกกลางนี่ มาลองดูขำๆก็ได้นะ แค่ปีเดียว maximum 2 ปี น้องก็ได้อะไรเยอะแยะมากมายกลับไปแน่นอน แต่ให้เลือกสายการบินให้ดีๆนะ เอาแค่นึ้แหละ แล้วเจอกันตอนหน้านะ กับ แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 9 It's all about the money.


Monkey Talks : รอกันจนคิดว่าพี่จะไม่มาแล้วใช่มั๊ยหล่ะ ฮ่าๆๆๆ พอดีพี่ติดพักร้อน 2 อาทิตย์หน่ะ เลยไปซ่าตามประสาลิงๆมา ไม่ทิ้งงานเขียนหรอกไม่ต้องห่วงงงงงง อ่อ มีข่าวดี(!?)มาบอกด้วย ประมาณสิ้นเดือนมีนาคมนี้ พี่จะเอาคอลั่มใหม่ลง Request โดยอาจารย์เกรียงไกรของน้องๆนี้แหละ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้อาจารย์และสถาบันการศึกษาที่ทำให้พี่มีวันนี้ได้ รอดูสิ้นเดือนก็แล้วกันนะ ว่าจะเป็นคอลั่มที่เกี่ยวกับอะไร แนวไหน ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์เกรียงไกร ทองชื่นจิต มา ณ ที่นี้ด้วย ที่ได้ให้ไอเดียดีๆกับพี่ในการเขียนครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ ~ 






................................................................

"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly