Monday, October 29, 2012

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "Don't let someone else's opinion of you become your reality."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : วันนี้มานำเสนอคำคมของนักเขียนชาวอเมริกันชื่อ "Les Brown" เป็นประโยคที่เห็นบ่อยมากกกก ใครที่เล่นTwitterอยู่ แนะนำให้follow @ihatequotes เพราะเป็นทวิตที่ลิงเองติดตามอยู่และได้เห็นได้อ่านคำคมจากตัวทวิตนี้ทุกวันวันละหลายสิบคำคมเลยทีเดียว ลองไปfollowกันดูนะขอรับกระผม ส่วนใครที่ไม่ได้เล่นTwitterก็มาอ่านแว่บๆได้จากคอลั่มนี่แหละ เดี๋ยวจะเลือกที่เด็ดๆน่าสนใจเอามาพูดเน้อ~

Les Brown เค้าพูดเอาไว้ว่า "Don't let someone else's opinion of you become your reality." แปลได้ว่า อย่าให้ความคิดเห็นของคนอื่นกลายมาเป็นตัวตนของคุณจริงๆ ขยายความได้ประมาณว่า ถ้าเราไปฟังคนอื่นพูดมากๆว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ หรือ น่าจะเป็นแบบนั้นทำแบบนี้ ตัวเราเองก็อาจจะ"กลายเป็น"แบบนั้นจริงๆทั้งๆที่ตัวตนจริงๆของเราไม่ได้เป็นแบบนั้นซักกะหน่อย ถ้าเปลี่ยนแล้วมันดีกับตัวเรา ก็ดีไป แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วมันไม่ใช่ตัวเรา แล้วเปลี่ยนแล้วมีแต่ผลเสียหรือเราไม่มั่นใจตัวเองขึ้นมา แบบนี้ไม่ดีแน่

ในที่นี้คิดว่า Les Brown เค้าต้องการจะสื่อว่าให้เราเป็นตัวของตัวเอง "อย่า" ไปฟังเสียงนกเสียงกา และแน่นอนว่า การที่คุณจะเป็นตัวของตัวเองได้ มันต้องไม่ไปเดือนร้อนชีวิตใครนะขอรับกระผม บางทีการที่เราไปฟังคนอื่นพูดมากไป อาจจะทำให้สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง คนเราเวลาสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป การดำเนินชีวิตอาจจะไร้ทิศทาง ผลเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้ตกอยู่กับผู้อื่นใด มันตกอยู่กับตัวเองนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้นะขอรับ "แต่" จะเอามาปรับใช้หรือถึงขั้นเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเลยหรือไม่นั่น คิดให้ดีๆนะขอรับกระผม ...

หลักภาษาอังกฤษง่ายๆจากคำคมนี้เท่าที่เห็นน่าจะเป็นคำว่า Don't แปลว่า อย่า จะอย่่าอะไรนั้น ให้เติมคำกริยาตามหลังได้เลย เช่น :-

Don't do it. อย่าทำเลย
Don't touch me. อย่ามาจับฉันนะ
Don't listen to him. อย่าไปฟังเขาเลย
Don't leave me alone. อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวนะ

ยังมีอีกหลาย Don't/อย่า แต่คิดว่าทุกคนคงจะเริ่มคิดแต่งประโยคในใจแล้วตอนนี้ ถ้าสนใจจะแบ่งปันกัน เชิญโพสลงความเห็น หรือ comment ได้ที่ข้างล่างนี้เลยนะขอรับกระผม ไปแล้ววันนี้ เจอกันใหม่เร็วๆนี้แน่นอน ~ ^^

Saturday, October 20, 2012

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "What other think about you is none of your business."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : มาแว้วววว คำคมวันนี้มาจากนักเขียนชื่อดัง Paulo Coelho นั่นเอง ใครที่ชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ หรือหนังสือแปลไำทยที่มาจากนักเขียนคนนี้ จะรู้จักดี ใครสนใจลองไปซื้อมาอ่านได้ แนะนำ2เล่ม "The Alchemist" กับ "Aleph" ~

คำคมวันนี้บอกไว้ว่า ...

"What other think about you is none of your business."

ความหมายแรงหน่อย แต่ตรงและกินใจมากทีเดียว แปลได้ว่า คนอื่นเค้าจะคิดอย่างไรกับเรานั้นมันไม่ใช่กงการอะไรของเราที่จะต้องไปรับรู้ เขียนออกมาเพื่อที่จะสื่อให้คนอ่านได้เข้าใจว่า ขึ้นชื่อว่า 'คน' มีแค่ 'ปาก' ก็พูดไปเรื่อย แต่ถามว่าตัวเราเองหน่ะ จะไปสนใจทำเพื่อ!?

คาดว่า Paulo Coelho ต้องการจะบอกให้เราไม่ต้องไปสนใจคนอื่น เค้าจะคิดยังไงกับเราก็ช่าง เราทำตัวเราเองให้ดีก็แล้วกัน

คาดว่าทุกคนคงจะเคยอยู่ในสถานการณ์ที่มีแต่คนที่เกิดมาเพื่อฟาดฟันคนอื่น หรือชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านนั่นเ้อง พวกฝรั่งขึ้นชื่อว่าเป็นชาติที่พูดตรง ไม่ค่อยจะไว้หน้าใครซักเท่าไหร่ สมมุติว่าเราไปยุ่งย่ามถามเรื่องส่วนตัวเค้ามากไป เราอาจจะได้ยินเค้าตอบกลับมาว่า "It's none of your business." เป็นสำนวนที่แปลได้ว่า ไม่ใช่เรื่องอะไรของเธอ

ิีคนไทยรู้จักคำว่า Business ที่หมายความว่า ธุรกิจ แต่ว่าถ้าไปอยู่ในสำนวน "None of your business." แล้ว business ในที่นี้จะแปลได้ไทยว่า ธุระ/กงการ

***ขอเน้นว่า "It's none of your business." ไม่ใช่ประโยคที่จะเอาไปพูดเล่นๆกับใคร "เน้น"อีกรอบว่า ไม่ควรพูดนะขอรับกระผม ยกเว้นไว้เสียแต่ว่าอยากจะพูดเพื่อส่งสัญญาณเตือนคู่สนทนาว่าเริ่มจะล้ำเส้นเข้ามาเท่านั้นเอง ถ้าไปได้ยินประโยคนี้ที่ไหน ขอให้รู้ไว้เลยว่าอารมณ์ผู้พูดนั้นเริ่มจะเป็นสึนามิแล้วนะขอรับกระผม ~

พบกันใหม่คำคมหน้าคร้าบบบบบ~ ^^

Friday, October 12, 2012

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : " If God brings you TO it....he'll bring you THROUGH it."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : ตามคำเรียกร้องของเพื่อนเอิง มาแว้วววว บินจนลืมหน้าที่ ไม่ก็ดูยูทูบจนลืมทำงาน แฮะๆ ทวงมาก้อจัดให้ น่ารักมากเพื่อนเอิงงงง~

วันนี้จะมานำเสนอคำคมที่ว่า ...

" If God brings you TO it....he'll bring you THROUGH it."

ไม่ได้ออกแนวศาสนาเพราะมีคำว่า God ถ้าจะแปลจริงๆก็ไม่พ้น God ของศาสนาคริสต์ไปได้หรอก น่าจะแปลได้ว่า "ถ้าพระเจ้าพาเธอไปเจอสิ่งนั้น ท่านก็จะพาเธอผ่านมันไปได้เช่นกัน"

แต่ถ้าไม่เอาเรื่องศาสนามาเกี่ยว God ในที่นี้ ขอแปลว่าเป็นโชคชะตาหรืออะไรซักอย่างที่นำพาเราไปเจอคนหรือเหตุการณ์ต่างๆ จะดีหรือร้ายก็แล้วแต่ มันก็จะพาเราผ่านไปได้เหมือนกัน เรื่องดีก็ดีไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องดีจะอยู่กับเราตลอด เรื่องร้ายก็เหมือนกัน ออกแนวผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ใครที่กำลังย่ำแย่กับเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ต้องสิ้นหวังท้อแท้ เพราะเดี๋ยวมันจะผ่านไปเองเมื่อถึงเวลาที่สมควร เข้าสุภาษิต "ฟ้าหลังฝน" นะขอรับกระผม ~

มาดูด้านหลักภาษาอังกฤษกันดีกว่า คำคมนี้ถือว่าเล่นคำพอสมควรระหว่าง to กับ through นั่นเอง

to แปลง่ายๆว่า ไปถึง ไปยัง
through แปลง่ายๆว่า ผ่าน ผ่านพ้น ทะลุ

คาดว่าทุกคนคงเคยจะได้ยินคำว่า "see through" เห็นเอามาเรียกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าบางๆเห็นทะลุไปไหนต่อไหนแบบนั้นคือ see through แต่ถ้าเราดันพูดกับใครว่า "I see through you." ไม่ได้แปลว่าชั้นมองทะลุตัวเธอ เธอเป็นผีอะไรทำนองนี้ไม่ใช่นะ I see through you. แปลได้ว่า ชั้นหน่ะนะมองเธอออกหมดและว่าเธอเป็นคนยังไงจะมาไม้ไหน ออกแนวรู้เส้นเห็นชาติกันเลยทีเดียว~

through ยังใช้ได้อีกหลายแบบ แต่เดี๋ยวรอผู้รู้ หรือ ผู้สนใจทั้งหลาย มาแต่งประโยคที่มี through ให้ดูกันดีกว่า แล้วค่อยมาดูกันไปเป็นกรณีไป (ถ้ามีคนแต่งส่งมานะ ฮ่าๆๆๆ)

แล้วเรามาดูกันว่าคำคมหน้า จะเป็นอะไร? ~^^

Tuesday, September 18, 2012

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "Tough times never last, tough people do."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : ขอแนะนำคอลั่มใหม่เอี่ยมแกะกล่อง "คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day)" ~ ^^

เนื่องจากว่าส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบอ่านQuoteหรือคำคมมากกกก เพราะว่ามันสั้น ได้ใจความ แล้วก็มีความหมายในตัวเลยเดี๋ยวนั้น การอ่านหนังสือก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ใช้เวลากว่าจะจบ ซึ่งแต่ละเล่มเค้าก็จะมีรายละเอียดให้เราค่อยๆเก็บสะสมไป การอ่านหนังสือจึงเหมาะกับผู้ที่มีเวลา บวกกับความหลงใหลในการเขียนของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ

Quoteหรือคำคม จึงเป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่าย รวดเร็ว สามารถนำไปปรับใช้ได้เลย จึงขอนำเสนอQuoteหรือคำคมมาไว้ในอ้อมกอดของผู้กดไลค์ทุกท่านนะขอรับกระผม ~

ประเดิมคำคมแรกวันนี้ เป็นคำคมที่ตัวเองชอบมาก สั้น ได้ใจความ จริง อยู่ในโหมดให้กำลังใจได้ดีเลยทีเดียว ...

"Tough times never last, tough people do."

แปลได้ว่า ช่วงเวลาที่มันแย่ๆ มันจะไม่อยู่กับเรานาน แต่คนที่เข็มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่ได้นาน

Tough(อ่านว่า ทัฟ) แปลได้หลายอย่างอยู่ เช่น เหนียว,ทนทาน,ไม่เปราะ,บึกบึน,ดื้อรั้น,แข็งแรง,ยาก,ใจแข็ง,ร้าย, อันธพาล,วายร้าย เป็นต้น

Tough times ในที่นี้เลยหมายถึง ช่วงเวลาที่ยากลำบากนั่นเอง
Tough people ในที่นี้ก็คือคนที่มีความอดทน อดกลั้นต่อทุกสิ่ง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทุกคน อย่ายอมแพ้เด็ดขาด สู้ๆกับทุกเรื่องนะขอรับกระผม~ ^^

พบกันใหม่คำคมหน้านะค้าบบบบบบ ~

Friday, September 14, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : ประโยคที่ให้กำลังใจ หรือปลอบใจ


คุณขอมา (Requested Topic) : ประโยคที่ให้กำลังใจ หรือปลอบใจ

ตามคำขอค่ะคุณทักษา คั่นเรื่องคำเชื่อมประโยคที่เหลือก่อนนะค่ะ~

เวลาเราต้องการจะพูดให้กำลังใจใครหรือปลอบใจใคร ก็พูดตามแต่ระดับของสถานการณ์นั้นๆค่ะ

ถ้าได้ยินว่ามีคนที่เรารู้จักไม่สบายหรือเสียชีวิต สัตว์เลี้ยงหายหรือเสียชีวิต ของสำคัญมากๆหายไป บ้านไฟไหม้หรือน้ำท่วม ... เรื่องอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องเศร้าๆกระทบจิตใจของทั้งผู้พูดแล้วก็ผู้ฟัง ประโยคแรกที่เราควรจะพูดออกไปคือ "I am sorry to hear that." เป็นประโยคที่แสดงออกถึงความเสียใจที่เรามีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นเอง เป็นประโยคบังคับที่ต้องพูดค่ะ

มีอยู่สำนวนนึงที่ออกแนวเป็นคำอุทาน ออกแนวว่าเราพูดเปรยกับตัวเองว่า แย่จัง แย่จริง อะไรทำนองนี้นะค่ะ คือ "Poor thing."

ประโยคอื่นๆที่ตามมา จะกลายเป็นประโยคปลอบใจหรือให้กำลังใจค่ะ

อย่างถ้าอยากจะให้เค้าเข็มแข็งต่อไป พูดว่า "Be strong."

อยากจะให้กำลังใจคนที่คิดต้องการจะเลิกทำอะไรสักอย่างที่มันไม่ดี แต่เค้าไปต่อไม่ไหว เพราะมันยากที่จะเลิก แนวๆเลิกบุหรี่ เลิกเหล้าเข้าพรรษาอะไรทำนองนี้นะค่ะ พูดเลยว่า "Don't give up."

อยากจะให้กำลังใจว่าเธอต้องทำได้ เชื่อชั้นสิ ประมาณนี้ จะพูดได้ว่า "You can do it."

***รวม2ประโยคเข้าด้วยกันกลายเป็น "Don't give up! You can do it!" อย่ายอมแพ้นะ เธอทำได้

ถ้าอยากจะให้เค้าอดทนต่อไป สู้ต่อไปอีกนิด เดี๋ยวทุกอย่างจะดีเอง ใช้ "Hang in there."

"Hang in there." นี่ ถ้าใครดูหนังฝรั่งเยอะๆ เจอแน่นอนค่ะ สมมุติว่าตึกถล่ม มีคนติดอยู่ข้างใน บาดเจ็บสาหัสแต่ยังไม่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่มากู้ภัย เห็นแล้ว ตะโกนลงไปว่า "Hang in there." ออกแนว ทนอีกหน่อยนะ รอแป๊บเดียวนะ

ใครดูละครเกาหลีออกแนวดราม่าเยอะๆ ไม่นางเอกก็พระเอกเป็นมะเร็ง ก่อนจะเสียชีวิต ก็จะได้ยินคำว่า "Don't you die on me." หรือ Don't die on me." แปลได้ว่า อย่าตายนะ

ทั้งหมดนี้เจอได้บ่อยๆนะคะ อาจจะมีประโยคอื่นๆอีก ถ้ายังไงคุณทักษาลองแต่งเรื่องสั้นๆ(เป็นภาษาไทยนี่แหละค่ะ)ขึ้นมา แล้วบอกแอนว่าจะใช้ประโยคที่ให้กำลังใจหรือปลอบใจประโยคไหนดีค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ใช้คำพูดที่ตรงต่อสถานการณ์นั้นๆนะคะ ~ ^^

คุณขอมา (Requested Topic) : คำเชื่อมประโยค (Conjunction) เฉลยแบบฝึกหัด

คุณขอมา (Requested Topic) : คำเชื่อมประโยค (Conjunction) เฉลยแบบฝึกหัด

คุณทักษาตอบมาแล้ว8ข้อนะคะ เรามาดูกันทีละข้อเลยค่ะ ~

1 . I AM GOING TO LAMPANG FOR WEEKEND.

ถ้าคุณทักษาต้องการหมายถึง ฉันจะไปลำปางสุดสัปดาห์(เสาร์-อาทิตย์)นี้ล่ะก็ ต้องพูดว่า I am going to Lampang on the weekend./I am going to Lampang in the weekend./I am going to Lampang at the weekend.

***ทั้ง3ประโยคถูกหมดค่ะ แต่ถูกในแนวที่ว่ามันเป็นแบบของAmerican หรือ British เท่านั้นเองค่ะ ความหมายที่ได้อาจจะต่างไปเล็กน้อยเพราะเน้นในรายละเอียดต่างกัน แต่ความหลายหลักๆคือ ไปลำปางช่วงสุดสัปดาห์นี้แน่นอนค่ะ ~

แต่ข้อ1นี้ หลักๆคืออยากจะให้คุณทักษาแต่งออกมาทำนองว่า ไปที่ไหนแล้วไปทำอะไรที่นั่นมากกว่าค่ะ ในที่นี่ จะกลายเป็น I am going to Lampang for a holiday. คือไปลำปางเพื่อไปพักผ่อนหย่อนใจ อะไรทำนองนี้ค่ะ หรือว่าถ้าจะบอกว่า ไปลำปางเพื่อไปเจอเพื่อนๆ พูดได้ว่า I am going to Lampang to see my friends. หรือไปลำปางเพื่อไปติดต่อธุรกิจ พูดได้ว่า I am going to Lampang for a business. พอได้มั๊ยค่ะ~

2. WHAT WOULD YOU LIKE FOR YOUR WEEKKEND?

ข้อนี้ถ้าตอบแบบนี้ ความหมายจะไม่ได้ค่ะ แต่สามารถทำประโยคของคุณทักษาให้ออกมามีความหมายได้โดยการเติมคำกริยาเข้าไปแล้วเอาforออกค่ะ

What would you like to do on the weekend? เสาร์อาทิตย์นี้เธออยากจะทำอะไร?

แต่อยากให้คุณทักษาแต่งโดยใช้ What would you like for .....? มากกว่าค่ะ มาดูประโยคกันนะคะ

What would you like for breakfast? เธออยากจะทานอะไรเป็นอาหารเช้าจ้ะ
What would you like for lunch? เธออยากจะทานอะไรเป็นอาหารกลางวันจ้ะ
What would you like for dinner? เธออยากจะทานอะไรเป็นอาหารเย็นจ้ะ

จะเห็นได้ว่า What would you like for ... ? ใช้เพื่อถามว่าอยากจะทานอะไรในมื้อ3มื้อนั้นมากกว่าค่ะ แล้ว What would you like นี่ก็เป็นการตั้งคำถามที่สุภาพมากกว่าประโยคที่ว่า What do you want หลายเท่าค่ะ ~

3. LET'S GO FOR A DEPARTMENT STORE.

ข้อนี้ถ้าต้องการเน้นว่าจะไปห้างสรรพสินค้า งั้นเราควรจะเปลี่ยนประโยคเป็น Let's go to the Department Store. หรือบอกชื่อสถานที่ไปเลยก็ได้ว่า Let's go to Central Pinklao. ไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้ากันเถอะ หรือ Let's go to the beach. ไปทะเลกันเถอะ

ถ้าต้องการจะบอกว่าไปชอปปิ้งกันเถอะ จะกลายเป็น Let's go for shopping. (คำกริยาที่ตามหลังfor ต้องเป็น v-ing เสมอค่ะ) แต่ถ้าเป็นคำนาม จะมี a นำหน้าค่ะ อย่าง Let's go for a movie. ไปดูหนังกันเถอะ สังเกตุได้ว่าไม่มีคำกริยาที่แปลว่าดู ในประโยค Let's go for a movie. เลย อยากจะบอกว่า Let's go for a movie. เป็นประโยคภาษาอังกฤษที่เค้ากำหนดมาแล้วว่ามันแปลว่าไปดูหนังกันเถอะนั่นเอง ถามว่าอยากเห็นคำกริยาว่าดูในประโยคนี้ได้มั๊ย ได้ค่ะ พูดได้ว่า Let's go to see a movie.

เราสามารถรวมประโยคเข้าด้วยกันเป็นความหมายยาวๆว่า Let's go to Central Pinklao for shopping. ไปชอปปิ้งที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้ากันเถอะ หรือ Let's go to Central Pinklao for a movie./Let's go to Central Pinklao to see a movie. ไปดูหนังที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้ากันเถอะ ~

4. LET'S GO TO THE SHOPPING MALL FOR CINEMA.

ประโยคนี้ลงตัวมากค่ะ ได้ใจความเลยทีเดียว ผ่านค่ะ ~

5. MY FRIEND WORKS TOO HARD FOR FAMILY.

เป็นประโยคที่ดีมากค่ะ สื่อออกมาว่าเพื่อนทำงานหนักมากเพื่อก็เพื่อครอบครัวนั่นเอง ~

6. WHAT IS THIS KNIFE FOR?

ถูกต้องค่ะประโยคนี้ แปลว่ามีดนี้ใช้สำหรับทำอะไร ในโลกของการทำอาหาร มีดที่ใช้มีหลายแบบจริงๆค่ะ ใช้หั่นใช้สับใชัสารพัด บางทีเราตั้งคำถามไปเพื่อที่จะได้ไม่เอาไปใช้ผิด มีดอาจจะเสียหรือทื่อไปเลยก็ได้ค่ะ ~


7. THERE IS NO A GIFT FOR MY SON.

ประโยคนี้คุณทักษาต้องการจะบอกว่าไม่มีของขวัญให้/สำหรับลูกชายเลย ประโยคจะถูกต้องที่สุดถ้าเอา a ออกค่ะ กลายเป็น There is no gift for my son. ~

8. I AM LOOKING FOR A FRIEND.

ประโยคนี้เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า "What are you looking for?" เธอมองหาอะไรอยู่หน่ะ I am looking for a friend. คือ มองหาเพื่อนอยู่ a friend นี่ไม่ได้เจาะจงนะคะว่าเพื่อนคนไหน แค่เพื่อนคนนึง คุณทักษาคงไม่อยากจะบอกว่ามองหาใครอยู่ แต่ถ้าอยากจะเจาะจงไปเลยว่ามองหาใคร แต่งได้ว่า

I am looking for my son. มองหาลูกชายอยู่ (ประมาณว่าเมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้ ตอนนี้ไปซนที่ไหนซะแล้ว)
I am looking for Lucky. มองหาเจ้าลักกี้ (เจ้าลักกี้วิ่งเล่นไปรอบบ้าน จะเรียกมากินข้าว อ่าวหายไปไหนอีกแล้ว)
I am looking for a gift for my son. หาของขวัญให้ลุกชายอยู่ (ใกล้จะถึงวันเกิดลูกชายแล้ว คุณทักษาเลยไปเดินเล่นที่ห้าง เพื่อไปหาของขวัญให้ลูกชายค่ะ) ~

ทั้ง8ข้อนี้ คุณทักษาพอจะเข้าใจรึยังค่ะ? ~ ^^

Thursday, September 13, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : คำเชื่อมประโยค (Conjunction)


คุณขอมา (Requested Topic) : คำเชื่อมประโยค (Conjunction)

เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสอธิบายภาษาอังกฤษให้กับคุณทักษาค่ะ ถามมาเรื่อง คำเชื่อมประโยคที่ใช้กันทั่วไป ยกตัวอย่างมาคำว่า for และ which of นั้นใช้อย่างไร ~

ก่อนอื่นแอนขอรวมรวมคำเชื่อมประโยคที่เห็นกันโดยทั่วไปก่อนนะค่ะ

and (และ)

besides (นอกจาก)

as well as (และ , เช่นเดียวกันกับ)

furthermore (ยิ่งไปกว่านั้น)

both ... and (ทั้ง ... และ)

not only ... but also (ไม่เพียงแต่ ... แต่ยัง)

in addition (และ)

moreover (ยิ่งไปกว่านั้น)

Although / though , even though , even if (ถึงแม้ว่า)

however (อย่างไรก็ตาม)

but (แต่)

still (ยังคง)

yet (แต่กระนั้น)

nonetheless , nevertheless (แต่กระนั้นก็ตาม)

no matter what (ไ่ม่ว่าอะไรก็ตาม)

no matter how (ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม)

either...or (ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง) , neither...nor (ไม่ทั้งคู่)

because , as , since , for (เพราะว่า , เนื่องจาก)

so , therefore , thus , hence , thereby , accordingly , consequently (ดังนั้น)

in order that  , so that (เพื่อที่ว่า)

despite , in spite of (แม้ว่า)

due to , owing to , as a result of , on account of , because of , thanks to (เพราะว่า , เนื่องจาก)

such as (เช่น)

in order to , so as to (เพื่อที่จะ)

คำเชื่อมประโยคทั้งหมดนี้ เห็นได้บ่อยสุดแล้วค่ะ แอนจะไม่อธิบายที่มาที่ไปมากมายให้ปวดหัว เน้นว่าเราเอาไปใช้ได้เลยดีกว่าค่ะ ในที่นี้ แอนขออธิบายเรื่อง for กับ which of ก่อนนะค่ะ นอกเหนือจากนี้ หากคุณทักษาไม่เข้าใจคำเชื่อมประโยคตัวไหน แอนจะอธิบายต่อให้ค่ะ ค่อยๆไปกันนะค่ะ ~

for นี่ถ้าแปลเป็นไทยจะได้ว่า เพื่อ/สำหรับ/ให้กับ และยังแปลได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับตัวcontextหรือความหมายของประโยค ลองมาดูตัวอย่างประโยคที่มี for กันค่ะ


I am going to Korea for a holiday. ในที่นี้คือต้องการจะบอกว่าไปเกาหลีเพื่อไปพักผ่อน/พักร้อน

What would you like for dinner? เย็นนี้เราจะทานอะไรเป็นอาหารเย็นกันดี (ประโยคใกล้เคียงคือ What would you like to eat?/What would you like to eat for dinner?)

I work for United Nation (UN). ชั้นทำงานให้กับองค์กรของสหประชาชาติ

What is this switch for? สวิตช์นี้เอาไว้ทำอะไรค่ะ?

This knife is only for cutting bread. มีดนี้ไว้ใช้สำหรับหั่นขนมปังเท่านั้นนะ (ตรงนี้เน้นว่า Verb หรือคำ กริยาที่ตามหลัง for จะต้องเปลี่ยนเป็น Verb -ing เท่านั้นนะค่ะ)

There is no food left for me to eat. ไม่เหลืออะไรให้ชั้นกินแล้ว.

Let's go to the pool for a swim. ไปที่สระว่ายน้ำเพื่อว่ายน้ำกันเถอะ (จะเห็นได้ว่าภาษาอังกฤษพอแปลเป็นไทยแล้วจะทะแม่งๆ ไม่มีใครพูดประโยค ไปที่สระว่ายน้ำเพื่อว่ายน้ำกันเถอะ หรอกใช่มั๊ยค่ะ คนไทยปกติจะพูด ไปว่ายน้ำกันเถอะ ซึ่งภาษาอังกฤษภาษาพูดแล้วเอาขึ้นมาจริงๆเค้าก็พูดแค่ว่า Let's go swim!)

มาดูภาษาอังกฤษดิ้นได้กันค่ะ

Let's go for a walk. ไปเดินเล่นกันเถอะ (ที่ไหนก็ได้ ไม่ได้ระบุสถานที่)
Let's go to the park for a walk./Let's go for a walk in the park. แปลได้เหมือนกันค่ะว่า ไปเดินเล่นในสวนกันเถอะ

คุณทักษาสามารถทดสอบความเข้าใจเรื่องการใช้ for ได้จากการทำแบบฝึกหัดดังต่อไปนี้ค่ะ ~

1. I am going to ..... for .....
2. What would you like for .....?
3. Let's go for .....
4. Let's go to ..... for ......
5. My friend works for .....
6. What is ..... for?
7. There is no ..... for ..... to .....
8. ประโยคอะไรก็ได้ค่ะที่มี for แล้วตามด้วย verb -ing

ลองทำดูนะค่ะคุณทักษา วัดความเข้าใจค่ะ ~ ^^

... to be continued

Saturday, September 8, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : Verb to be (ต่อ)


คุณขอมา (Requested Topic) : Verb to be (ต่อ)

เก่งมากน้องยุ้ย แสดงว่าพอจะเข้าใจที่พี่อธิบายไป แต่ว่าข้อ 4. Our house ..... near to the market. คำตอบไม่ใช่ Our house are near to the market. แต่เป็น Our house is near to the market.

ประโยคแบบนี้นะน้องยุ้ย ให้ดูที่ตัวประธานหลักคือ house ไม่ใช่ our น้องยุ้ยอาจจะสับสนไปดูที่คำว่า our เพราะคิดว่าแปลว่า ของพวกเราทั้งหลาย แต่ประโยคนี้ต้องการจะบอกว่า house หน่ะ มันอยู่ใกล้ตลาด ส่วน our นั่นไปขยาย house ทีว่า บ้านที่อยู่ใกล้ตลาดหน่ะมันบ้านของพวกเรา

แต่ถ้าพี่เปลี่ยนข้อ4.เป็น Our houses ..... near to the market. แบบนี้ตอบเลยว่า Our houses are near to the market. ถูกต้องแน่นอน เพราะบ้านหลายหลังเลยที่อยู่ใกล้กับตลาดหน่ะ ถ้าเข้าใจแล้วตอบพี่ด้วยนะ พี่จะได้ผ่าน ไม่เข้้าใจไม่ต้องเกรงใจ อธิบายใหม่ได้จนกว่าจะเข้าใจเลยหล่ะ ~

อ่ะ มาดูข้อ9.กัน ..... you a doctor? น้องตอบ They you a doctor.

ตอบแบบนี้พี่ก็รู้เลยว่าเราไม่เข้าใจเรื่องการตั้งคำถามโดยใช้ Verb to be ใช่มั๊ย?

วีธีทำง่ายมาก แค่เอา verb สลับ กับ ประธาน เสร็จแล้วใส่เครื่องหมาย ? ข้างหลังประโยค จบข่าว ~ พอจะมองเห็นภาพมั๊ย ถ้านึกไม่ออก มาดูนี่มา

ํYou are a doctor. พอเปลี่ยนให้เป็นคำถามว่า เธอเป็นคุณหมอใช่มั๊ย ประโยคคำถามจะกลายเป็น Are you a doctor?

Our house is near to the market. --> Is your house near to the market?
His father is very tall. --> Is his father very tall?

พอจะเข้าใจยังน้องยุ้ย งั้นมาลองทำแบบฝึกหัดวัดความเข้าใจกันดีกว่ามาาา~

ให้เปลี่ยนประโยคข้างล่างนี้เป็นประโยคคำถาม

1. I am Thai.
2. I am from Bangkok.
3. She is my Mother.
4. My mother is a teacher.
5. My father is in Bangkok now.

***ช่วงนี้พี่บินหนักนิดนึง แต่จะพยายามมาตอบเราให้เร็วที่สุด อย่างช้าไม่น่าจะเกินวันนึงนะ ~ ^^

***น้องยุ้ยลองเลื่อนลงไปอ่านโพสเก่าๆที่พี่ลงไว้หลายเรื่องอยู่ ลองทำความเข้าใจดู มีบางเรื่องค่อนข้างใกล้เคียงกับที่พี่กำลังอธิบายเราอยู่นี่แหละ ถ้าFacebookช้า ก็ลองคลิกเข้าไปที่ http://monkeyann.blogspot.com/  ดูนะ ~

Thursday, September 6, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : Verb to be (ต่อ)


คุณขอมา (Requested Topic) : Verb to be (ต่อ)

ยังอยู่กันที่น้องยุ้ย ตอบมาทั้งหมด8ข้อ ส่วน2ข้อที่ผิดนั้น ทำให้พี่รู้ว่าเราไม่เข้าใจตรงไหน มาดูกัน ~

8. My teacher ..... very kind. น้องตอบ My teacher are very kind.
9. ..... you a doctor? น้องตอบ They you a doctor?

แปลว่าน้องเข้าใจเบื้องต้นแล้วว่า ...

เห็น I ต้องใส่ am
เห็น He/She/It ต้องใส่ is
เห็น You/We/They ต้องใส่ are

แต่ ถ้าประธานของประโยคเปลี่ยนไป น้องจะงง จับทางไม่ถูก

ข้อ 8. My teacher ..... very kind. คำตอบที่ถูกคือ My teacher is very kind.

จะตอบข้อ8ได้ น้องจะต้องรู้เรื่อง possessive adjective(คำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของ) : my/our/your/his/her/its/their ก่อน

my แปลว่า ของฉัน
our แปลว่า ของพวกเรา
your แปลว่า ของคุณ/ของเธอ
his แปลว่า ของเขา(ที่เป็นผู้ชาย)
her แปลว่า ของเขา(ที่เป็นผู้หญิง)
its แปลว่า ของมัน(ที่เป็นสัตว์ หรือ สิ่งของ)
their แปลว่า ของพวกเขาทั้งหลาย

ข้อ8 เอาประธานของประโยคมาให้น้องงง My teacher คือ คุณครูของฉัน แต่ถึงตอนนี้น้องจะรู้แล้วว่า my แปลว่า ของฉัน สิ่งที่น้องต้องรู้อีกเรื่องนึงก่อนที่จะตอบ คือดูว่า My teacher นี่นะ เป็นคุณครูคนเดียว หรือหลายคน!?

เลยต้องโยงน้องไปเข้าเรื่องของ Singular(เอกพจน์) กับ Plural(พหูพจน์) จะแยกแยะเบื้องต้นได้ยังไงว่า อะไรเป็นเอกพจน์อะไรเป็นพหูพจน์ ให้ดูที่คำนามหรือประณานของประโยคว่ามี 's' หรือไม่ (เป็นวิธีดูเบื้องต้นเท่านั้น ใช้ไม่ได้กับหลักภาษาอังกฤษขั้นสูงนะ) ในที่นี้ My teacher ไม่มี 's' ข้อ8 เลยต้องตอบ My teacher is very kind. ~

My teacher คุณครูของฉัน จะเป็น He หรือ She ในที่นี้คือคุณครูแค่คนเดียว เพราะฉะนั้น จึงต้องใช้ is ~

แต่ถ้าน้องอยากจะใช้ are น้องต้องทำให้คุณครูของน้องมีหลายคนโดยการเติม s เข้าไปที่คำว่าคุณครู My teachers แบบนี้ข้อ8 จะกลายเป็น My teachers are very kind. ทันที

เพื่อวัดความเข้าใจของน้องยุ้ย ลองทำแบบฝึกหัดข้างล่างนี่ส่งพี่มานะ ถ้าผ่านหมด พรุ่งนี้พี่จะมาอธิบายข้อ9 แต่ถ้ายังไม่เข้าใจ พี่จะอธิบายข้อ8เพิ่ม~

1. My mother ..... very beautiful.
2. His father  ..... very tall.
3. Her cats  ..... all fat.
4. Our house  ..... near to the market.
5. Your bedroom  ..... very clean.
6. Their bags  ..... at the lobby.
7. My two brothers  ..... in Bangkok.
8. Her sister  ..... a singer.

อ่ะ 8 ข้อขำๆ ลองทำดูนะน้องยุ้ย~ ^^

คุณขอมา (Requested Topic) : Verb to be


คุณขอมา (Requested Topic) : ในที่สุด หลังไมค์ที่รอคอยก็มาถึง ~ ^^

คุณขอมาวันนี้เป็นของน้องยุ้ย ถามเรื่อง Verb to be แล้วก็Verbตัวอื่นๆ วันนี้พี่เอาVerb to be ก่อนก็แล้วกันนะ

ก่อนอื่น ลองอ่านคำอธิบายของอาจารย์ท่านนี้ดูนะ ...

Verb  to  be ( is ,  am ,  are)

Verb  to  be  มีหลักการใช้  ดังนี้

1.      ถ้าเป็นกริยาสำคัญในประโยค  มีความหมายว่า  เป็น  อยู่  คือ

2.      ใช้วางข้างหน้า กลุ่มคำ   adjective  ( คำคุณศัพท์ )

3.      ใช้เป็นกริยาช่วยในโครงสร้างของประโยค Continuous ( ประโยคที่มี กริยา ing )

4.      ใช้เป็นกริยาช่วยในโครงสร้างของประโยค Passive  Voice ( ประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ )

หลักการใช้กับประธานในประโยค

1.  ถ้าประธานที่เป็นเอกพจน์บุรุษที่  3  ซึ่งได้แก่  He  She  It  หรือ ชื่อคนคนเดียว สัตว์ตัวเดียว  และสิ่งของอันเดียวที่ถูกกล่าวถึง  Verb  to  be  ที่ใช้  คือ  is   เช่น

*He  is  a  teacher.   *Sam  is  a  singer
*She  is  in  the  room.   *My  father   is  sleeping.
*It  is  a  dog.   *The  pencil  is  on  the  table

2.   ถ้าประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่  1  (  ผู้พูดคนเดียว ) ซึ่งได้แก่  I  Verb  to  be ที่ใช้  คือ  am

*I  am  a  student.    *  I  am  under  the  table.

3.  ประธานเป็นพหูพจน์ทุกบุรุษ  ซึ่งได้แก่  We  You  They   หรือ ชื่อคนหลาย สัตว์หลายตัว และสิ่งของหลายอันที่ถูกกล่าวถึง  Verb  to  be  ที่ใช้  คือ  are  เช่น

*We  are  nurses.   *My  father  and  I  are  in  the  room.
*They  are  policemen.   *Suda and  her  friends  are  under  the  tree.
*You  are  very  good.  *The  players  are  in  the  playground.

Credit : ภาษาอังกฤษน่ารู้กับครูประนอม

อาจารย์ท่านนี้เขียนอธิบายไว้ได้ค่อนข้างน่าสนใจแล้วก็เข้าใจง่ายด้วย หลักการณ์ง่ายๆที่พี่อยากจะบอกน้องยุ้ยก็คือ ต้องจำให้ขึ้นใจเรื่องที่ว่า

เห็น I ต้องใส่ am
เห็น He/She/It ต้องใส่ is
เห็น You/We/They ต้องใส่ are

ถ้าแม่นพวกนี้แล้ว เวลาประธานของประโยคถูกเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ I/You/We/They/He/She/It เราจะไม่งงเลย เพราะถ้ารู้ว่า I/You/We/They/He/She/It จะต้องตามมาด้วยคำกริยาอะไร น้องจะตอบได้ทันที ~

เอาเป็นว่าลองตอบคำถามข้างล่างนี้ดูนะ เช็คความเข้าใจ ถ้าถูกหมดแสดงว่าเราเข้าใจ ถ้าไม่ถูกหมด พี่จะอธิบายแบบละเอียดยิบเอาให้น้องจำไม่ลืมเลย แต่ขอวัดระดับน้องก่อนนะ

1. It ..... cold today.
2. I ..... at home now.
3.They ..... Korean.
4. My name ..... Ann.
5. We ..... from Thailand.
6. She .....an English Teacher.
7. Steve ..... 25 years old.
8. My teacher ..... very kind.
9.  ..... you a doctor?
10. He  ..... my best friend.

น้องยุ้ยจะตอบพี่ตรงนี้เลยก็ได้ หรือว่าจะส่งข้อความเข้าหลังไมค์ก็ได้นะแล้วแต่สะดวก ลองทำดูนะน้อง~ ^^

Sunday, July 1, 2012

อยากพูด-พูดเล้ย (Just Speak It) : "I am drunk."


เรามาเริ่มกันที่คอลั่ม อยากพูด-พูดเล้ย (Just Speak It) กันดีกว่า บังเอิญว่าไปได้ยินเพื่อนพูดถึงประโยคๆนึง ซึ่งฟังแล้วมันทะแม่งๆ เลยคิดไปว่าแล้วคนอื่นเค้าพูดกันแบบนี้ด้วยรึป่าว!? อ่ะ มาดูกัน ...

อยากพูด-พูดเล้ย (Just Speak It) : "I am drunk."

เมาหน่อยนะวันนี้ อย่างที่บอกว่าได้ยินเพื่อนพูดประโยคที่แปลเป็นไทยได้ว่า "ฉันเมา" คือว่ากินเหล้าแล้วเมานั่นแหละ แต่จะบอกคนอื่นยังไงว่าเนี่ย เมาแล้ววววว เพื่อนพูดออกมาว่า "I am drunken." จริงๆแล้วมันผิดนะ

ประโยคที่ถูกต้องเวลาจะสื่อว่าเมาแล้วตอนนี้ ต้องพูดว่า "I'm drunk." ต่างหากกกก ~

อยากถามว่านี่เธอ เมาป่ะเนี่ย ถามว่า "Are you drunk?" เอ่อ เมาอ่ะ "Yes, i am." หรือ "Yes, i'm drunk."

ถ้าอยากรู้จักคำว่า "Drunken" ลึกๆ ขยายให้ว่า drunken นี่นะ จริงๆแล้วมันคือคำคุณศัพท์ (Adjective) ใช้ไปขยายคำนาม (Noun) มากกว่า อย่าง "drunken man" แปลว่า คนเมา/ขี้เมา

ตัวอย่าง เช่น A drunken man is sleeping on the floor. ชายขี้เมานอนอยู่บนพื้น

เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนคนนี้ยืนยันที่จะใช้ประโยคว่า "I'm drunken." ควรจะปรับเปลี่ยนให้เป็น "I'm a drunken girl." หรือ "I'm a drunken fool." จะได้ใจความมากที่สุด ~

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเอาประโยค "Are you drunk?" (เฮ้ยยย เมาป่ะเนี่ย!?) มาถามเพื่อนหรือแซวเพื่อนเล่นๆก็ได้ เวลาที่เพื่อนเราไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองซะเท่าไหร่ ณ เวลานั้น นะจ้ะ ~ ^^

ป.ล. เหล้าสุรา เป็นสิ่งไม่ดี เด็กดีเค้าไม่กินเหล้ากันนะจ้ะ ~

monkeyANN is back!

Hello everybody!!! Please welcoming me back to the page after quite a long break. I've been doing well but pretty busy with flying and all that. I hope everybody is doing well. Today is July 1'2012 and i think it's a good day to make a come back. Also, i would like to welcome all new members who clicked like to the page while i was away. Let's resume our English Lessons, shall we? ~ ^^

สวัสดีพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกคน ลิงน้อยกลับมาแล้วววว พักยาวไป2เดือน บินเหนื่อยอะไรเหนื่อยอย่าให้บ่น!? หวังว่าทุกคนก็สบายดีเช่นกันนะ วันนี้วันดี เพราะเป็นวันที่ 1 กรกฏาคม 2555  ยินดีต้อนรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนที่เข้ามากดไลค์ช่วงที่ลิงไม่อยู่ ถ้ายังไงเรากลับมาเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษกันต่อได้เลย~ ^^

Tuesday, April 24, 2012

"Thank You" Message

This is a special Thank You message to Ja Ne (Mini), our Chinese friend who spent few mins chatting with me today asking me why I haven't uploaded any more of English Lesson here... Well, I'm still here and will be here if you all need any help in studying English. Do not hesitate to leave your questions here, I'll sort it out for you as soon as I can. Otherwise, I will make a "comeback" very soon~ ^^

Tuesday, March 13, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : "Excuse me" กับ "Sorry"

คุณขอมา (Requested Topic) : วันนี้มาจากน้องหมาป่านั่นเอง ถามมาว่า "excuse me กับคำว่า sorry ใช้ในสถานะการณ์เดียวกันได้หรือป่าว" อ่ะได้ไม่ได้มาดูกัน ...

"Excuse me." ใช้ได้ตามสถานการณ์ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ...

1. ใช้เมื่อต้องการเรียกให้ใครหันมาหาเรา ตัวอย่างคือ เดินเลือกของอยู่ในห้างแล้วต้องการจะเ้รียกพนักงานมาถามราคาสินค้า พูดได้ว่า "Excuse me." (ขอโทษนะคะ) พอเค้าหันมาทางเราแล้วเราถึงต่อด้วยอะไรก็ได้ที่อยากจะถามเค้า อย่างในที่นี้คือถามราคา "How much is it?" (อันนี้ราคาเท่าไหร่ค่ะ?)

อีกแบบนึงคือ สมมุติเดินตามหลังใครก็ได้ แล้วดันไปเห็นว่าเค้าทำกระเป๋าเงินหล่นต่อหน้าเราเลย พลเมืองดีเค้่าทำยังไงกัน!? เก็บกระเป๋าเงินใบนั้นขึ้นมา วิ่งตามหลังเค้าไปแล้วก็ร้องเรียกเค้าว่า "Excuse me." พอเค้าหันกลับมาเราก้อยื่นกระเป๋าเงินนั่นคืนไปซะ ทำดีได้ดีนะเด็กๆ~

2. ใช้เมื่อต้องการขอทาง ขอทางในที่นี้คือขอทางเดินนะ ตัวอย่างคือ อยากจะเดินแซงคนข้างหน้าที่เดินช้าเหลือเกิน เรารีบอยากจะไปก่อน ก็จะพูดว่า "Excuse me." (ขอโทษนะคะขอทางหน่อยค่ะ/ขอไปหน่อยค่ะ) แล้วก็เดินผ่านไปได้เลย อีกแบบนึงคือถ้าจะเดินแทรกคนที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่นี่ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่ก่อนจะแหวกทางประชาชีออกไปก็ให้พูดว่า "Excuse me."  (ขอโทษนะคะขอทางหน่อยค่ะ/ขอไปหน่อยค่ะ) แล้วเราถึงค่อยเดินเบียดออกไปนะเด็กๆ มันคือมารยาทงามๆนี่เอง

มาดู "Sorry" กัน

1. แปลง่ายๆว่า "ขอโทษ/เสียใจ" มาดูตัวอย่างกันหลายๆแบบ แล้วเดี๋ยวจะเข้าใจ ... จากตัวอย่างข้างบน ใครที่รีบๆเดินเพราะอยากไปเร็วๆนี่มีโอกาาสสูงที่จะไปเหยียบเท้าคนอื่นเค้าได้ เหยียบไปแล้วก็ต้องขอโทษเค้าสิ ให้รีบพูดเลยว่า "I'm sorry." (ขอโทษนะคะ/ครับ) ถ้ารู้สึกผิดมากนักก็หยอดคำหวานเข้าไปว่า "I'm so sorry." (ขอโทษจริงนะคะ/ครับ) หรือ "I'm very sorry." กับ "I'm really sorry." ได้เหมือนกัน

*** เน้นว่า "Sorry" นี่นะ พยายามอย่าใช้ตัวเดียว มันห้วนไป ให้พูดเต็มประโยคว่า "I'm sorry." ทุกครั้ง เพราะมันจะสุภาพแล้วก็ฟังดูดีกว่าเยอะมากกก แต่ถ้าเอา "Sorry" ไปคุยกับเพื่อนสนิทนี่ก็อีกเรื่องนึงนะเด็กๆ~

2. "Sorry" ในอีกแบบนึงไม่ได้แปลว่า "ขอโทษ/เสียใจ" แต่มันแปลว่า "อะไรนะ?"
สมมุติไปได้ยินฝรั่ง2คนคุยกันอยู่ จู่ๆก็ได้ยินคำว่า "Sorry?" พูดขึ้นเสียงสูงๆอ่ะนะ หรือ "I'm sorry?" นี่แปลว่าฝรั่งคนนั้นได้ยินเรื่องที่อีกคนนึงพูดไม่ชัด เลยต้องถามออกไปว่า "อะไรนะ?" "ว่าอะไรนะ?"

*** เน้นกันอีกเรื่องว่า "Sorry?" หรือ "I'm sorry?" นี่ไม่แนะนำให้พูดกับคนที่เราไม่รู้จักไม่สนิท เพราะมันเป็นภาษาพูดห้วนๆที่ควรจะใช้กับคนที่รู้จักกันดีอยุ่แล้วหรือกับเพื่อนสนิทมากกว่า ไม่ต้องตกใจ ภาษาไม่ได้หยาบคายอะไร แต่แค่มันไม่เพราะไม่รื่นหูเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าจะต้องใช้พูดกับคนที่เราไม่รู้จัก ไม่สนิท เป็นผู้ใหญ่กว่าเรา เป็นถึงเจ้านายเรา อะไรแบบนี้แนะนำให้พุดคำว่า "Pardon?" หรือ "Pardon me?" หรือ "I beg you pardon?" แปลตรงกันได้ว่า "อะไรนะคะ/ครับ"

*** สำหรับใครที่สงสัยว่า อ่าวพี่ แล้วถ้าหนูอยากจะพูดว่า "เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ" นี่ต้องพูดยังไง ถ้าจะเอาความหมายนี้เลยก็พูดได้ว่า "What did you say?" หรือ "What did you say just now"? ใครที่พูดอะไรแนวๆนี้นี่เหมือนกับว่าไม่ได้ฟังหรือตั้งใจฟังอีกฝ่ายนึงพูดซักเท่าไหร่ ออกแนวเหม่อลอยใจลอยคิดเรื่องอื่นอยู่มากกว่า ถึงได้ต้องถามไปว่า "เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ"

Advanced : ส่วนใครที่เคยได้ยิน "I'm terribly sorry." นี่สงสัยว่าจะเป็นสถานการณ์ที่หนักกว่าเหยียบเท้าขำๆนะ เรียกได้ว่าเป็นการขอโทษขั้นสูง เช่น จองโต๊ะอาหารค่ำไว้ที่โรงแรมอย่างดิบดี พอไปถึงแล้วกลับไม่มีข้อมูลการจองของเราซะงั้น!? แบบนี้พนักงานต้องงัดประโยคนี้ออกมาพูดแน่นอน "I'm terribly sorry." ต้องขอประมานโทษอย่างมากเลยนะคะ(ที่ลืมจองโต๊ะให้) ... เสียลูกค้ามั๊ยนั่น!?

จบการรายงานข่าว "Excuse me" กับ "Sorry" ไว้เพียงเท่านี้ หวังว่าคงช่วยน้องหมาป่าไขข้อข้องใจได้ไม่มากก็น้อย อีกอย่างนึงต้องขอบคุณน้องหมาป่าที่ถามเข้ามา พี่กะลังจะบินกลับไทยพอดีตอนนั้น เลยมีเวลามานั่งร่างต้นฉบับในไฟลท์ พอเครื่องลงก็เอามาจัดเต็มอย่างที่เห็น จริงๆพี่ว่ามันยังมีอีกนะเรื่อง  "Excuse me" กับ "Sorry" แต่เอาแบบเบื้องต้นไปก่อน ถ้ามีใครสงสัยลึกๆลงไปอีกแล้วพี่ค่อยเอามาไขใหม่ก็แล้วกันนะ~ ^^

Sunday, February 12, 2012

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : Are you driving? กับ Do you drive?

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : พูดถึงอะไร drive drive แล้วก็เอาให้มันจบไปเลยทีเดียวดีกว่า ...

นอกจาก Can you drive? แล้วยังมี Are you driving? กับ Do you drive? ด้วยนะเออ

เวลาเราโทรศัพท์หาใคร แล้วอยากจะรู้ว่้าเค้าขับรถอยู่รึเปล่า ถามว่า Are you driving? ถ้าเค้าตอบว่า Yes, i am. เราก็ควรจะวางสายซะ แล้วค่อยโทรกลับไปใหม่ ก่อนวางสายก็บอกเค้าไปด้วยว่า I'll call you back later. (เดี๋ยวโทรกลับไปใหม่นะ) ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอ่ะสิ แต่ถ้ามีหูฟังเสียบคุยก็อีกเรื่องนึง แต่ทางที่ดี ขับรถนี่พยายามอย่าคุยเลยโทรศัพท์อ่ะ เสียสมาธินะจ้ะ~

สมมุติว่าไปเรียนต่างประเทศหรือไปทำงานต่างประเทศ แล้วไปเจอเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน แล้วเค้าถามว่า Do you drive? นั่นคือเค้าถามว่าเราอ่ะขับรถรึเปล่า หมายถึงว่ามาอยู่ที่นี่ มีรถขับกับเค้ารึเปล่า ถ้ามีก็ตอบ Yes, i do. ถ้าไม่มีก็ตอบ No, i don't. ~

***ถ้าเค้าถามต่อ (แบบว่าอยากรู้เรื่องชาวบ้าน) Why not? ทำไมไม่ขับอ้ะ
ฺำBecause i don't have a car. ก็เพราะว่าชั้นไม่มีรถขับอ่ะสิ
Because i can't drive. ก็เพราะว่าชั้นขับรถไม่เป็นหน่ะสิ

จบข่าวแบบ drive drive ไว้เพียงเท่านี้~ ^^

Friday, February 10, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : 12 Reading (Page 69)

คุณขอมา (Requested Topic) : มาจากน้อง "โฮโมเซเปียนส์ แซ่ฮั้ว" เขียนเข้ามาว่า "ช่วยพิมพ์แล้วแปลเป็นคอลัมๆ หน้า 69 ให้หน่อยดิครับทึ่ 12READING อะครับ ช่วยหน่อยนะ สู้ๆ"

พี่เปิดเข้าไปดูแล้วคับน้อง อยู่ในหัวข้อของ "Taking the Risk"

ข้อความตรงกล่องสีแดงเขียนว่า "Look at the pictures and skim the interviews. Then write the name of the sport to each picture." เค้าบอกว่าให้เราดูที่รูป(ที่อยู่ด้านขวามือ) อ่านบทสัมภาษณ์แล้วเขียนชื่อชนิดของกีฬาที่เค้าพูดถึงให้ตรงกับรูปภาพ

พี่แนะนำ(อย่า่งแรง)ให้น้อง โฮโมเซเปียนส์ แซ่ฮั้ว อ่านแบบskim แล้วหารูปภาพให้เจอ คำว่าอ่านแบบskim คืออ่านแบบผ่านๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทุกตัว แปลมันทุกตัว เอาแค่เจอคำที่เป็น 'keyword' คือกุญแจสำคัญที่จะนำเราไปสู่รูปภาพที่ถูกต้องทางขวามือ

ทำไมพี่้ต้องแนะนำเรา(อย่า่งแรง)ให้อ่านเอง เพราะพี่ไม่ได้เข้าไปนังในห้องสอบกับน้องด้วยอ่ะเด่ะ นั่นแหละประเด็น น้องต้องฝึกทำเอง แล้วจะดี เชื่อพี่มั๊ยหล่ะ ค่อยๆทำไป ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกตัวทุกคำในหน้านั้น แต่อย่างที่บอก หาkeywordให้เจอ ...

เอาเป็นว่าพี่จะใบ้คำkeywordให้ก็แล้วกันนะคราวนี้~

บทสัมภาษณ์ในกล่องสีเหลือง : มองหาคำว่า 'fly'(บิน) หรือคำว่า 'bird'(นก) ให้เจอ แล้วจะรู้ว่ารูปไหนที่ใกล้เคียงที่สุด

บทสัมภาษณ์ในกล่องสีม่วง : มองหาคำเดียวเลย 'mountain'(ภูเขา) แค่คำนี้ รู้เลยรูปไหน

บทสัมภาษณ์ในกล่องสีฟ้า : 'water'(น้ำ) หรือ 'diving'(การดำน้ำ) มีอยู่รูปเดียวแหละที่เห็นน้ำอ่ะ

ได้คำตอบแล้วยังเอ่ย? ~ ^^

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : Can you drive?

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : ยกตัวอย่างประโยคว่า Can you drive? ขึ้นมาแล้วนึกขึ้นได้ ว่ามีบางสถานการณ์ที่ความหมายของ Can you drive? นี่แปลกันคนละเรื่องเลย

ถ้าอยากรู้ว่าเพื่อนเราขับรถเป็นมั๊ย ถาม Can you drive? ตอบได้2แบบ Yes, i can. ขับเป็น No, i can't. ขับไม่เป็น

แต่ถ้าวันใดวันนึงไปกินเหล้ากับเพื่อน เพื่อนเมาได้ที่อยู่ เพื่อนขับรถมาเองด้วย จะขับกลับบ้านยังไงหล่ะนี่ เมาเป๋ซะขนาดนั้น ก็ถามไปว่า Can you drive? ความหมายตรงนี้จะกลายเป็นว่า ขับรถไหวมั๊ยเนี่ย!? ทันที ไม่ได้หมายความว่า เพื่อนขับรถเป็นมั๊ย แต่อย่างใด~ ^^

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 11 It's a very exciting place! ตอนที่3 (part 3)

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 11 It's a very exciting place! ตอนที่3 (part 3)

Unit 11 : Grammar Focus (Page 75)

Modal Verbs 'can' and 'should'

What can i do in Mexico City?
- You can see the Palace for Fine Arts.
- You can't visit some museums on Mondays.

What should i see there?
- You should visit the National Museum.
- You shouldn't miss the Pyramid of the Sun.

Grammar Focus ของหน้านี้ เท่าที่ดูแแล้ว เค้าต้องการจะเน้นอยู่2เรื่อง คือ การใช้can/should กับ การใช้ can/should ในรูปของประโยคปฏิเสธ (can't / shouldn't)

Can แปลได้ว่า 'สามารถ' แต่ถ้าแปลแบบไทยๆแล้วมันจะไม่ออกแนว'สามารถ'ซะทีเดียว อย่างถ้าถามว่า ...

Can you speak Korean? เธอพูดภาษาเกาหลีได้มั๊ย? Yes, I can. พูดได้จ้ะ No, i can't. ไม่อ่ะ พูดไม่ได้
Can you drive? เธอขับรถเป็นมั๊ย/ได้มั๊ย? Yes, i can. เป็นสิ/ได้สิ No, i can't. ไม่อ่ะ ขับไม่เป็น/ไม่ได้

พอจะเข้าใจมั๊ยว่า Can นี่นะ ไม่ได้แปลตรงตัวว่า สามารถ เสมอไป แต่มันออกแนวประมาณว่าเราทำสิ่งที่พูดถึงอยู่นั่นอ่ะได้หรือเปล่ามากกว่า~

Should แปลว่า 'ควรจะ' อันนี้ค่อนข้างตรง Should i call him first? ชั้น(ควรจะ)โทรหาเค้าก่อนดีมั๊ย? Yes, you should. ชั้นว่าเธอควรโทรหาเค้าก่อนนะ No, you shouldn't. ชั้นว่าไม่ควรหล่ะ

การใช้ can/should ในรูปของประโยคปฏิเสธ คือการเติมคำว่า 'not' เข้าไปเป็น can not / cannot, should not. แต่ในหนังสือเค้าต้องการจะสอนรูปย่อให้เรา ย่อให้มันสั้นลง ไม่รู้จะย่อทำไม? หาเรื่องให้เด็กงงได้อีก!? เมื่อย่อออกมาแล้วจะได้ว่า can't กับ shouldn't

ประโยคตัวอย่างเค้าบอกว่า...

What can i do in Mexico City? ชั้นทำอะไรได้บ้างในเมืองเมกซิโก?
- You can see the Palace for Fine Arts. ก็ไปดูPalace for Fine Artsไง
- You can't visit some museums on Mondays. ไปพิพิธภัณฑ์วันจันทร์ไม่ได้นะ (เพราะว่ามันปิด)

What should i see there? ไปเมกซิโกนี่ควรจะไปดูอะไรดีอ่ะ?
- You should visit the National Museum. เธอควรจะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินะ
- You shouldn't miss the Pyramid of the Sun. เธอต้องไม่พลาดthe Pyramid of the Sunนะ (ก็คือให้ไปดูไปเยี่ยมชมthe Pyramid of the Sunให้ได้นั่นเอง)

***เวลาทำข้อสอบที่มี can/should ให้ดูที่เนื้อเรื่องเป็นหลักว่าควรจะใส่อะไร ใส่แล้วความหมายเพี้ยนมั๊ย ดูจากตัวอย่างแล้วจะเห็น

A : I .... decide where to go on my vacation.
B : You ... go to Korea. It's my favorite place to visit.

A : What ... i see from the Eiffel Tower?
B : You ... see all of Paris, but in bad weather you ... see anything.

คิดว่าควรจะเติมอะไรในช่องว่างดี?

***น้องๆคนไหนมีคำถามลึกๆ หรือไม่เข้าใจตรงไหน แต่ไม่กล้าโพสถามก้อหลังไมค์เข้ามาได้เลยนะ กดเข้าเฟซบุคพี่แล้วส่งเป็นข้อความเข้ามาได้เลย ไม่ต้องแอดพี่เป็นเพื่อนก่อนหรอกจ้ะ ~ ^^

ป.ล. บทที่11คิดว่าจบแค่นี้นะ เดี๋ยวมาต่อบทที่12จ้ะ ...

Thursday, February 9, 2012

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 11 It's a very exciting place! ตอนที่2 (part 2)

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 11 It's a very exciting place! ตอนที่2 (part 2)

บินหนักไปหน่อย ไม่ได้หายใจเลย ขอโทษทีนะน้องๆ แต่พี่จะพยายามเอาให้จบถึงบทที่14ก่อนสอบเน้อ ~ ^^

Workbook - Grammar note : A and An (page63)

Use a or an with (adverb+) adjective + singular noun.
- It has a fairly new park.
- It's an old city.

Don't use a or an with (adverb+) adjective.
-It's fairly new.
It's old.

อ่านแล้วพอเข้าใจมั๊ยเอ่ย? สรุปได้ใจความว่า ...

ใช้ a ก็ต่อเมื่อมีคำนามจบท้ายประโยค แต่หลังคำว่า a จะต้องไม่ใช่คำที่ขึ้นด้วย a,e,i,o,u
ใช้ an ก็ต่อเมื่อมีคำนามจบท้ายประโยค แต่หลังคำว่า an จะต้องเป็นคำที่ขึ้นด้วย a,e,i,o,u เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น -

a car, a man, a pen, ...
an article, an elephant, an umbrella, ...

ถ้าจะต่อให้มันยาวขึ้น จะกลายเป็น

a nice car (รถสวย), a handsome man(ผู้ชายหล่อ), a black pen(ปากกาสีดำ)
an interesting article(บทความที่น่าสนใจ), an old elephant (ช้างแก่ๆตัวนึง), an expensive pen (ปากกาแพงด้ามนึง)

*** a กับ an ใช้กับอะไรที่มีแค่หนึ่ง มากกว่านั้นไม่ใช่และ อย่างเช่นจะมาบอกว่า "a nice cars" รถสวยหลายคัน ผิดเต็มประตู ... เมื่อไหร่ที่มี a กับ an เมื่อนั้นคำนามจะไม่มี 's'

แต่ ... บางประโยคก็ไม่ต้องมี a/an เลย สังเกตุได้จาก

1. ประโยคนั้นไม่ได้ลงท้ายด้วยคำนาม(คน,สัตว์,สิ่งของ,ชื่อประเทศ,เมือง,และอีกมากมาย)
2. ประโยคนั้นเป็นพหูพจน์ คือคำนามทั้งหลายแหล่ที่เติม 's' เพราะมันมากกว่า 1

ตัวอย่างเช่น -

"The buildings in Paris are really beautiful." (Advanced : สังเกตุดีๆเค้าใช้ 'The' แล้วเติม 's' ที่ building  มันแปลได้ว่าถ้าคำนามมีมากกว่าหนึ่ง ให้ใช้ The นำหน้าแทน a/an แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าคำนามทุกตัวจะต้องนำหน้าด้วย The เสมอไป) จบประโยคที่คำว่า beautiful ไม่มีอะไรต่อท้าย แบบนี้ไม่ต้องใช้ a/an

*** ถ้าอยากเห็น a/an มากนักก็ต้องเปลี่ยนประโยคใหม่เลยเป็น "Paris has a nice weather." Paris is an interesting city."

"Clothes are cheap in Jatujak market." ทำไมไม่มี a/an !?!  ดูดีๆ เห็น 's' ที่ clothes มั๊ย นั่นแหละประเด็น

*** ณ จุดนี้ ถ้าอยากเห็น a/an มาก ท่าจะยาก เพราะความหมายจะเพี้ยน แถมออกแนวผิดแกรมม่าอย่างแรง "A cloth is cheap in Jatujak market." จะเป็นไปได้ไงที่ทั้งสวนจตุจักรจะมีเสื้อขายอยู่ตัวเดียว แล้วราคาถูกด้วย ไม่ใช่และ

ลองมาทำแบบฝึกหัดกันเน้อ~ ^^

1. Seoul is ... exciting place to visit. (a/an)
2. Tokyo is ... clean city. (a/an)

2ข้อสุดท้ายนี้ถามว่า จำเป็นต้องมี a/an หรือไม่ ทำไม?

1. Restaurants are very cheap in Mexico.
2. The beaches in Thailand are all beautiful.

Wednesday, February 1, 2012

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 11 It's a very exciting place! ตอนที่1 (part 1)


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 11 It's a very exciting place! ตอนที่1 (part 1)

ได้ข่าวว่าพวกเราจะสอบกันวันที่22กุมภานี่แล้วเร๊อะ งั้นมาเข้าบทที่11กันเถอะ~

Workbook - Grammar note : And, but, though, and however (page62)

***คำว่า "and, but, though, and however" นี่นะมันคือ Conjunctions (คำเชื่อม) นั่นเอง คือเชื่อมเอา2ประโยคหรือ2เรื่องเข้าไว้ด้วยกัน ให้เป็นประโยคเดียวกันเรื่องเดียวกัน

ในหน้านี้เค้าอธิบายเอาไว้ว่า ...

๊Use 'and' for additional information.
-It's an exciting city, and the weather is great.

Use 'but', 'though', and 'however' for contrasting information.
-It's very safe during the day, but it's pretty dangerous at night.
-The summers are hot. The evenings are fairly cold, though.
-It's a fairly large city. It's not too interesting, however.

ให้ใช้ and เมื่อต้องการเพิ่มเติมข้อมูล เช่น ...
- เมืองนี้น่าตื่นเต้นดีนะ แล้วอากาศก็ดีด้วย

ให้ใช้ but, though, however เมื่อต้องการพูดอะไรที่มันขัดแย้งกัน เช่น ...
- ตอนกลางวันนี่็ก็ปลอดภัยดีนะ แต่ว่าค่อนข้างอันตรายในตอนกลางคืน
- ช่วงหน้าร้อนนี่ร้อนนะ แต่ว่าตอนกลางคืนอากาศเย็นสบาย
- เมืองก็ค่อนข้างใหญ่นะ แต่ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่เลย

อ่านแล้วพอจะเข้าใจกันบ้างมั๊ยเอ่ย? สังเกตุดีๆว่า and นี่นะ แปลเป็นไทยน่าจะได้ว่า "แล้วก็" ใช้เพื่อเพิ่มเติมอะไรบางอย่างเข้าไปในประโยค ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเดียวกันไปในทิศทางเดียวกันไม่ขัดแย้งกัน ออกแนวพูดอะไรที่มันดีๆของเรื่องนั้นๆ

แต่ but, though, however นี่แปลเป็นไทยน่าจะได้ว่า 'แต่/แต่ว่า' ใช้เมื่อต้องการจะเอาไปแย้งกับประโยคข้างหน้ามากกว่า

***เคล็ดลับในการทำข้อสอบเรื่องนี้คือ น้องๆต้องรู้ความหมายของประโยค ถึงไม่รู้ทั้งหมดก็เถอะ ต้องรู้อย่างน้อย2คำ มันคืออะไรมาดูตัวอย่างกัน

ถ้าข้อสอบออกมาว่า ...

Sapporo is a very nice place. The winters are terribly cold.

แล้วถามเราว่าให้ใช้ and หรือ ใช้  but, though, however ...

2คำที่พี่บอกว่าต้องรู้ คือ คำว่า 'nice' (ดี)  กับคำว่า 'terribly cold' (หนาวสุดยอด) เพราะ2คำนี้มันขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง

***terribly cold หนาวสุดยอด ป็นการแปลแบบวัยรุ่นๆเฉยๆนะ ไม่ได้หมายความว่าterriblyจะแปลว่าสุดยอดเสมอ terribly แปลว่า อย่างน่ากลัว, อย่างสุดขีด, อย่างเลวร้าย, ... และอีกเยอะแยะมากมายขึ้นอยู่กับว่า terribly แล้วต่อด้วยคำว่าอะไร ~

ถ้าตอบว่า Sapporo is a very nice place, and the winters are terribly cold. นี่ผิดเลย

ต้องตอบว่า... "เมืองซับโปโรนี่ดีนะ แต่หน้าหนาวนี่หนาวสุดยอด"
Sapporo is a very nice place, but the winters are terribly cold.
Sapporo is a very nice place. The winters are terribly cold, though.
Sapporo is a very nice place. The winters are terribly cold, however.

ถ้าพอจะเข้าใจแล้วไหนลองทำแบบฝึกหัด3ข้อนี้ออกมาหน่อยเน้อ~ ^^

1. Bangkok is an exciting city. It's a fun place to visit.
2. My hometown is a great place for a vacation. It's not too good for shopping.
3. Our hometown is somewhat ugly. It has some beautiful old homes.

Saturday, January 28, 2012

อยากพูด-พูดเล้ย (Just Speak It) : "I promise, i will never let you down again."


อยากพูด-พูดเล้ย (Just Speak It) : นั่งดูหนังน่ารักๆเรื่อง "Puss in Boots" เป็นเรื่องเกี่ยวกับแมวผู้พิทักษ์สันติราษฏ์ มีเพื่อนสนิทเป็นไข่ แต่เจ้าไข่นี่มีจิตโลภมากไปหน่อย จึงทำให้เจ้าแมวมีปัญหาอยู่บ่ิอยครั้ง จนในที่สุดเจ้าแมวก็โกรธแล้วไม่ยุ่งกับเจ้าไข่อีกเลย อยู่มาวันนึงได้กลับมาเจอกันอีก เจ้าไข่ขอคืนดีด้วย แต่เจ้าแมวยังโกรธอยู่ เจ้าไข่เลยพูดว่า "I promise, i will never let you down again. " (ชั้นสัญญาว่าจะไม่ทำให้นายผิดหวังอีก)

เอ้า ใครเคยทำให้ใครผิดหวัง แล้วคิดว่าจะไม่ทำให้เค้าผิดหวังอีก ให้พูดว่า "I promise, I will never let you down again."

ลูกชายคนเดียวของบ้านติดยาอย่างหนัก เสียผู้เสียคน พ่อแม่เสียใจ พาไปรักษาตัวจนหาย พอคิดได้ก็พูดกับพ่อแม่ว่า "I promise, I will never let you down again."

มีวิธีพูดแบบอื่นๆอีก เช่นสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก สัญญาว่าจะไม่มาสายอีก สัญญาว่าจะ...
ใครอยากลองแต่งประโยคแบบนี้ออกมามั่งมั๊ย เดี๋ยวจะรออ่านหล่ะ~ ^^

Monday, January 23, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : "Handmade but Made by Heart."

คุณขอมา (Requested Topic) : มีน้องสถาปนิกคนเก่งหลังไมค์เข้ามาว่า "ภาษาอังกฤษ ว่า งานทำมือ ทำจากใจ เขียนว่ายังไง"

งานทำมือ = "Handmade"
ทำจากใจ = "Made by heart"

เลยแนะนำน้องคนนี้ไปว่า ให้เขียนแบบนี้สิ "Handmade but Made by Heart." น้องผู้น่ารักยังสงสัยไม่เลิก "ทำไมต้อง but อ่ะ" .... "อ่าว ก็ใส่ว่าถึงจะทำด้วยมือ แต่ก้อทำด้วยใจนะฮ๊าาาา"

จบข่าว ~ ^^

ขอได้รับความขอบคุณจากน้องตู่ น้องสถาปนิกคนเก่ง~ อิอิ

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : "For" and "Since"


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่3(Part 3)

Unit 10 : Grammar Focus (page67)

ตอนที่3นี่มาต่อเลย เพราะถ้าไม่พูด เดี๋ยวมีน้องๆตาดีได้ถามคำถามแน่นอน เพราะมันดันไปโยงกับตอนที่2อ่ะสิ ...

หน้านี้เค้าพูดถึงการใช้ "For" กับ "Since" ... ไม่อธิบายอะไรเลย มาพร้อมตัวอย่างเลย

Past Tense :
็How long did you live in Thailand?
- I lived there for two years. It was wonderful.

Present Perfect Tense :
How long have you lived in Miami?
- I've lived here for six months. I love it here.
- I've lived here since last year. I'm really happy here.

***ถ้าใครตาดีๆ หรือหัวไวๆ ถามคำถามนี้แน่นอน อ่าวพี่ ทำไม I've lived here for six months. กับ I've lived here since last year. ถึงบอกเวลามาด้วย ไหนพี่บอกว่า **Present Perfect นี่ใช้พูดถึงอดีตแบบตอนไหนก็ได้ ไม่บ่งบอกข้อมูลอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือสถานที่** คำตอบของพี่ก็คำปั้นทุบดินมากคับ "เพราะว่าคำถามบังคับให้ตอบแบบมีข้อมูล" ~ ^^

สังเกตุดีๆนะ How long have you lived in Miami? เค้าถามว่า อยู่ไมอามี่มา"นานเท่าไหร่"แล้วนี่ คำตอบจำเป็นจะต้องมีระยะเวลา ถูกมั๊ย? เพราะคำถามที่มี "How long" นี่แหละ บังคับให้ตอบแบบมีระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง For กับ Since ก็เลยต้องออกโรง~

I've lived here for six months. อยู่่นี่มา6เดือนแล้ว
I've lived here since last year. อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปีที่แล้ว


ใช้ for บอกเวลาแบบเบ็ดเสร็จ ในที่นี้คืออยู่มา"ทั้งหมด"กี่เดือนกี่ปี คือสรุปให้เลย
ใช้ since บอกแค่ว่า อยู่มา"ตั้งแต่" ปีนั้นเดือนนี้ ไม่สรุประยะเวลาให้

***Past Tense ก็ไม่รอด มี for กับเค้าเหมือนกัน แต่ไม่มี since ใครรู้บ้างว่าทำไม!? มาดูคำแปลกัน

How long did you live in Thailand? เธอ"เคยอยู่" (did ... live)เมืองไทยมานานเท่าไหร่
- I lived there for two years. It was wonderful. ชั้น"เคยอยู่"(lived)ที่นั้นมา2ปี

์ข้อสังเกตุ(Note) : ทั้งคนถามคนพูด ณ ตอนที่คุยกัน ไม่ได้อยู่เมืองไทยทั้งสองคนนั่นแหละ สั้งเกตุได้จากคำกริยาทั้งหมดเป็นpast tense (did/lived/was)

How long have you lived in Miami? อยู่ไมอามี่มานานเท่าไหร่แล้วนี่(have lived)
- I've lived here for six months. I love it here. อยู่มา6เดือนแล้ว(have lived ... for)
- I've lived here since last year. I'm really happy here. อยู่มาตั้งแต่ปีที่แล้ว (have lived ... since)

์ข้อสังเกตุ(Note) : ทั้งคนถามคนพูด ณ ตอนที่คุยกัน อยู่ไมอามี่ทั้ง2คนนั่นแหละ สั้งเกตุได้จากคำกริยาทั้งหมดเป็นpresent perfect tense (have lived) บวกกับคำว่า "here" (ที่นี่) ชัดเลยยยยย~

***ส่วนคำตอบที่ว่า ทำไม Past Tense ใช้ได้แต่ for แต่ใช้ since ไม่ได้ รู้คำตอบกันแล้วเน้อ? ... ไหนใครรู้แล้วอธิบายตรงนี้มาหน่อย เช็คๆความเข้าใจกันวิธีนี้เลย ~ ^^










ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่2(Part 2)


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่2(Part 2)

Unit 10 : Grammar Focus (page66)

ยังคงอยู่กันที่บทที่10นะน้องๆ สังเกตุเห็นวิธีการอธิบาย Present Perfect Tense กับ Past Tense ที่หน้า66แล้วรู้สึกว่าน้องๆบางคนถ้าอ่านเอง อาจจะไม่เคลียร์ พี่ขอเอามาขยายก็แล้วกันนะ~

ในหนังสือเค้าเขียนว่างี้ ...

Use the present perfect for an indefinite time in the past.
Use the simple past for a specific event in the past.

พอเข้าใจมั๊ย!? แล้วเค้าก็ให้ตัวอย่างมาว่า ...

1. Have you ever eaten Moroccan Food?
- Yes i have. I ate it once in Paris.
- No i haven't. I've never eaten it.

2. Have you ever had green curry?
- Yes i have. I tried it several years ago.
- No, i haven't. I've never had it.

ใครหัวดีๆ อ่านแค่นี้แล้วเกทเลยก็ไม่น่าห่วงเท่าไหร่ แต่ใครที่อ่านแล้วยัง งงๆ มานี่มา~ ^^

เค้าบอกว่า Present Perfect นี่ใช้พูดถึงอดีตแบบตอนไหนก็ได้ ไม่บ่งบอกข้อมูลอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือสถานที่ แต่ Past Tense นี่บอกช่วงเวลาด้วย สถานที่ด้วย แบบว่าได้รายละเอียดมากมาย ... ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า

สมมุติเพื่อนต่างชาิติ2คนมาเที่ยวเมืองไทย เราพาไปกินข้าวที่้ร้านอาหารไทย อยากให้เพื่อนลองแกงเขียวหวาน ไม่รู้เพื่อนเคยลองรึยัง เลยถามว่า Have you ever had green curry? เคยกินแกงเขียวหวานมั๊ย? เพื่อนสองคนตอบมาสองแบบ คนแรกตอบ Yes i have. I tried it several years ago. เคยนะ เคยกินเมื่อหลายปีก่อน คนที่2ตอบว่า No, i haven't. I've never had it. ไม่นะ ไม่เคยกินเลย

คนแรกตอบแบบ Past Tense :  Yes i have. I tried it several years ago. เคยนะ เคยกินเมื่อหลายปีก่อน
คนที่2ตอบแบบ Present Perfect Tense :  No, i haven't. I've never had it. ไม่นะ ไม่เคยกินเลย

เคลียร์มั๊ยเด็กๆ? ถ้าเคลียร์นะ ลองเปลี่ยนบทสนทนาภาษาไทยข้างล่างนี้ให้เป็นบทสนทนาภาษาอังกฤษทั้งหมด วัดความเข้าใจกันหน่อยนะจ้ะ~ ^^
A. เธอเคยไปประเทศญี่ปุ่นมั๊ย
B. ไม่เคยไปอ่ะ แล้วเธอเคยไปเกาหลีมั๊ย
A. เคยสิ ไปเกาหลีมาเมื่อปีที่แล้วเนี่ย

***แต่พี่อยากจะบอกว่า ถึงเวลาต้องพูดภาษาอังกฤษจริงๆอ่ะนะ ไม่ต้องมานั่งคิดหรอก Present Perfect Tense หรือ Past Tense!? พูดมันออกไปเลยยยยย เชื่อมั๊ยฝรั่งเข้าใจว่าเราจะพูดอะไร เก็บเรื่องแกรมม่าน่าปวดหัวนี่ไว้ใช้สอบอย่างเดียวก็พอ เชื่อพี่ ให้กล้าพูดมาก่อน แล้วแกรมม่ามาทีหลัง แต่ถ้าใครจะเอาไปใช้สอบจริงๆจังมันก็อีกเรื่องนะ ~ ^^

Sunday, January 22, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : "Have a good time" and "Have a good trip."


คุณขอมา (Requested Topic) : คุณทักษาถามเข้ามาว่า "Have a good time." ต่างกับ "Have a good trip." อย่างไร เหมือนกันอย่างเดียวเลยค่ะคือ 'การอวยพร' แต่ความหมายและสถานณ์การณ์ในการพูดแตกต่างกันแบบนี้ค่ะ ...

สมมุติว่าวันนี้ลูกสาวมาขออนุญาติคุณแม่ไปงานวันเกิดเพื่อน คุณแม่ก็อนุญาติให้ไปได้ ลูกสาวแต่งตัวเสร็จแล้วกะลังจะออกไปงานวันเกิดเพื่อนแล้ว คุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า "Have a good time." นะลูก แปลเป็นภาษาไทยๆได้ว่า 'ขอให้สนุกนะจ้ะ' ~

***แต่ถ้าคุณแม่พูดกับลูกก่อนไปงานวันเกิดเพื่อนว่า "Have a good trip." นี่แสดงว่างานวันเกิดเพื่อนนี่จัดไกล ใช้เวลาเดินทาง หรือต้องบินไป แล้วคุณแม่ต้องการจะเน้นเรื่องการเดินทางมากกว่าขอให้ลูกสนุกในงานวันเกิด จึงพูดออกไปว่า "Have a good trip."~

สูกสาวอีกคนของคุณแม่ ทำงานแล้ว พอดีว่าจะต้องไปดูงานที่ต่างประเทศกับบริษัทเป็นเวลา1อาทิตย์ ก่อนลูกจะขึ้นรถไปตอนเช้า คุณแม่ก็พูดกับลูกว่า "Have a good trip." แปลได้ไทยๆว่า "เดินทางปลอดภัย" นะลูก หรือจะแปลได้ว่า "ขอให้งานราบรื่นนะจ้ะ" งานในที่นี้คือการไปดูงานที่ต่างประเทศกับลูกสาวนั่นเอง~

***แต่ถ้าคุณแม่พูดกับลูกก่อนไปว่า "Have a good time." แสดงว่าคุณแม่ไม่ได้ต้องการเน้นเรื่องการเดินทางว่าให้เป็นไปแบบสะดวกเรียบร้อย แต่เน้นว่าให้ลูกสาวที่ไปดูงานครั้งนี้ได้มีเวลาที่ดีๆได้เจอแต่เรื่องดีๆในการไปครั้งนี้มากกว่า จึงใข้ "Have a good time."~

ถ้าสังเกตุดูจะพอเห็นความแตกต่างได้ว่า "good time" มักจะใช้ไปในเรื่องของอะไรที่มันไม่ใช่การใช่งาน แต่ "good trip" เป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า คือเป็นงานเป็นการและเป็นเรื่องของการเดินทาง trip คือการเดินทาง จึงเหมาะจะใช้อวยกับคนที่กะลังจะเดินทางไปไหนไกลๆ

***สมมุมติว่าเราจะอวยพรคนไปฮันนีมูน จะพูดได้ว่า "Have a good trip." หรือ "Have a good time." ก็ได้ ดังนั้น "Have a good time." หรือ "Have a good trip." จึงขึ้นอยู่กับการต้องการสื่อความหมายของเรามากกว่าค่ะ~

พอได้มั๊ยค่ะคุณทักษา? ~ ^^ น้องๆคนอื่นสนใจแต่งประโยคมาเพื่อทดสอบความเข้าใจเรื่องนี้มั๊ยเอ่ย?~

Saturday, January 21, 2012

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : "Have you ever ...?" กับ "Have you ...?"


เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : วันนี้ได้ไอเดียมาจากห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) ไม่รู้จะมีใครสังเกตุกันรึป่าวว่า "Have you ever ...(V.3)?" กับ "Have you ...(V.3)?" นี่มันเหมือนกันรึป่าว!?

คำตอบคือ "ไม่เหมือน" ... ทำไมไม่เหมือน!?

็"Have you ever ...(V.3)?" แปลว่า "เคย....มั๊ย?"
"Have you ...(V.3)?" แปลว่า ".... รึยัง?"

สมมุติจะถามเพื่อนว่า เคยไปประเทศเกาหลีมัี๊ย "Have you ever been to Korea?" ถ้าเพื่อนเคยไป จะตอบว่า "Yes, i have." ถ้าเพื่อนไม่เคยไป จะตอบว่า "No, i have not."

แต่ถ้าจะถามเพื่อนว่า ทำการบ้านเสร็จรึยัง "Have you finished your homework?" / "Have you finished your homework yet?" ถ้าเพื่อนทำเสร็จแล้ว จะตอบว่า "Yes, i have." ถ้าเพื่อนยังทำไม่เสร็จ จะตอบว่า "No, i have not."

*** Yes, I have กับ No, I have not. เป็นการตอบสั้นๆได้ใจความ เป็นอันรู้กัน

***ส่วนน้องๆบางคนที่มีความคิดสร้างสรรค์(อีกแล้ว) ถามว่าอ่าวพี่ ถ้าใช้ "Have you ever finished your homework?" แบบนี้หล่ะจะได้มั๊ย คำตอบคือได้นะ "แต่" ความหมายเปลี่ยนเลย เพราะถ้าไปพูดว่า "Have you ever finished your homework?" กับเพื่อนนี่หมายถึงไปแซวเพื่อนแล้วแหละว่า "นี่เธอเคยทำการบ้านเสร็จบ้างมั๊ยนี่ชีวิตนี้!?" แป่วววว ... ขำๆนะน้อง สรุปภาษาอังกฤษมันดิ้นได้อยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอามารวมกันแล้วมีความหมายเหมือน "Have you ever finished your homework?" เสมอไปนะ~

ถ้าลองแต่งประโยคออกมากันแล้วเดี๋ยวจะเข้าใจกันเองเน้อ ว่าแต่ จะแต่งกันมั๊ยประโยคหน่ะ!? ~ ^^

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : คำกริยา3ช่อง (Irregular Verbs)


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : คำกริยา3ช่อง (Irregular Verbs) ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆของคำกริยา3ช่องที่พบได้บ่อยๆ อย่างที่พี่บอกไปว่าต้องท่องทั้งหมดนี้แล้วไปสอบต่อหน้าคุณครูสมัยมัธยมต้น ถึงจำได้มาทุกวันนี้ แล้วพวกเราจะทำยังไง!? คงต้องบอกว่าถ้าจะเอาจริงเอาจังกับภาษาอังกฤษ คงจะต้องค่ิอยๆจำไปวันละ5ตัว แต่ถ้าใครอยากเอาแค่พอสอบผ่านวิชาภาษาอังกฤษ พี่แนะนำให้เปิดหนังสือภาษาอังกฤษที่เรียนอยู่ แล้วเขียนคำกริยา3ช่องที่เห็นทั้งหมดในหนังสือนั่นแหละออกมา พยายามจำให้ได้ เพราะเปอเซนต์มีสูงมากที่มันจะไปอยู่ในข้อสอบ ของพวกนี้ต้องเห็นมันบ่อยๆแล้วเดี๋ยวจำได้เองเน้อ~ ^^

awake awoke awoken ตื่น
be was, were been เป็น,อยู่,คือ
bear bore born ทน
beat beat beat ตี
become became become กลายเป็น
begin began begun เริ่ม
bend bent bent หัก, งอ
beset beset beset โอบล้อมรอบด้าน
bet bet bet พนัน
bid bid/bade bid/bidden ประมูล
bind bound bound ผูกติดกัน
bite bit bitten กัด
bleed bled bled เลือดออก
blow blew blown เป่า
break broke broken แตก, หัก
breed bred bred ผสมพันธ์
bring brought brought นำมา
broadcast broadcast broadcast ออกอากาศ
build built built สร้าง
burn burned/burnt burned/burnt เผา
burst burst burst ระเบิดออก
buy bought bought ซื้อ
cast cast cast หล่อ
catch caught caught จับ
choose chose chosen เลือก
cling clung clung พิง
come came come มา
cost cost cost มีราคา
creep crept crept คืบคลาน
cut cut cut ตัด
deal dealt dealt จัดการ
dig dug dug ขุด
dive dived/dove dived กระโดดน้ำ
do did done ทำ
draw drew drawn วาด, ล่อ, ชักดาบ, ถอนเงิน
dream dreamed/dreamt dreamed/dreamt ฝัน
drive drove driven ขับรถ
drink drank drunk ดื่ม
eat ate eaten กิน
fall fell fallen ล้ม
feed fed fed ให้อาหารสัตว์
feel felt felt รู้สึก
fight fought fought ต่อสู้
find found found พบ
fit fit fit พอเหมาะ
flee fled fled หลบหนี
fling flung flung เขวี้ยง
fly flew flown บิน, นั่งเครื่องบิน
forbid forbade forbidden ห้าม
forget forgot forgotten ลืม
forego (forgo) forewent foregone ยอม, ไม่เอา
forgive forgave forgiven ให้อภัย
forsake forsook forsaken สละ, ละทิ้ง
freeze froze frozen หยุด, เป็นน้ำแข็ง
get got gotten ได้, เอา
give gave given ให้
go went gone ไป
grind ground ground บด
grow grew grown เจริญงอกงาม
hang hung hung แขวน
hang hunged hanged แขวนคอ (regular verb)
hear heard heard ได้ยิน
hide hid hidden ซ่อน
hit hit hit ตี
hold held held ถือ
hurt hurt hurt ทำร้าย
keep kept kept เก็บรักษา
kneel knelt knelt คุกเข่า
knit knit knit ถัก
know knew know รู้จัก
lay laid laid วางไข่
lead led led นำ
leap leaped/lept leaped/lept กระโดด
learn learned/learnt learned/learnt เรียน
leave left left ออกจาก
lend lent lent ให้ยืม
let let let อนุญาต
lie lay lain นอนลง
light lighted/lit lighted/lit จุดไฟ
lose lost lost ทำหาย
make made made ทำ
mean meant meant หมายถึง
meet met met พบ
misspell misspelled /misspelt misspelled/ misspelt สะกดผิด
mistake mistook mistaken ทำผิด
mow mowed mowed/mown ตัดหญ้า
overcome overcame overcome เอาชนะ
overdo overdid overdone ทำมากเกินไป
overtake overtook overtaken ตามทัน
overthrow overthrew overthrown ปลดจากตำแหน่ง
pay paid paid จ่าย
plead pled pled อ้อนวอน, ขอโทษ
prove proved proved/proven พิสูจน์
put put put วาง
quit quit quit เลิก
read read read อ่าน
rid rid rid ขจัด
ride rode ridden ขี่
ring rang rung กรดกริ่ง
rise rose risen ลุกขึ้น
run ran run วิ่ง
saw sawed sawed/sawn เลื่อย
say said said พูด
see saw seen เห็น
seek sought sought ค้นหา
sell sold sold ขาย
send sent sent ส่ง
set set set จัดวาง
sew sewed sewed/sewn เย็บ
shake shook shaken สั่น
shave shaved shaved/shaven โกน
shear shore shorn ตัดขนแกะ
shed shed shed เท, กันน้ำ, ทิ้ง
shine shone shone เปล่งแสง
shoe shoed shoed/shod ซ่อมรองเท้า
shoot shot shot ยิง
show showed showed/shown แสดง
shrink shrank shrunk หด
shut shut shut ปิด
sing sang sung ร้องเพลง
sink sank sunk จม
sit sat sat นั่ง
sleep slept slept นอน
slay slew slain ฆ่า
slide slid slid เลื่อน
sling slung slung
slit slit slit สอดกรีดตามยาว
smite smote smitten ตีอย่างแรง
sow sowed sowed/sown หว่านพืช
speak spoke spoken พูด
speed sped sped เร่งความเร็ว
spend spent spent ใช้จ่าย
spill spilled/spilt spilled/spilt ทำหก
spin spun spun ปั่น
spit spit/spat spit บ้วนน้ำลาย
split split split แยกออกจากกัน
spread spread spread แผ่
spring sprang/sprung sprung กระโดด
stand stood stood ยืน
steal stole stolen ขโมย
stick stuck stuck ติดอยู่กับ
sting stung stung ปล่อยเหล็กไน
stink stank stunk เหม็น
stride strod stridden เดินก้าวยาว ๆ
strike struck struck ตี
string strung strung ขึ้นสาย, ร้อยลูกปัด
strive strove striven ดิ้นรน ต่อสู้
swear swore sworn สาบาน
sweep swept swept กวาด
swell swelled swelled/swollen บวม
swim swam swum ว่ายน้ำ
swing swung swung แกว่ง
take took taken นำไป
teach taught taught สอน
tear tore torn ฉีก
tell told told บอก
think thought thought คิด
thrive thrived/throve thrived เติบโต
throw threw thrown ขว้าง
thrust thrust thrust เสือกเข้าไป
tread trod trodden เดิน
understand understood understood เข้าใจ
uphold upheld upheld ยกไว้
upset upset upset เสียใจ
wake woke woken ตื่น
wear wore worn สวม
weave weaved/wove weaved/woven ทอ
wed wed wed แต่งงาน
weep wept wept ร้องไห้
wind wound wound ไขลาน
win won won ชนะ
withhold withheld withheld เก็บไว้
withstand withstood withstood ทนฟ้าทนฝน
wring wrung wrung บิด
write wrote written เขียน

Friday, January 20, 2012

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่1(Part 1)


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่1(Part 1)

ได้ยินมาว่าน้องๆกำลังเรียนบทนี้อยู่ สอบแล้วด้วย งั้นเดี๋ยวพี่จะเริ่มจากบทนี้ไปเลยก็แล้วกันนะ แต่ถ้าใครมีคำถามที่ค้างมาจากบทก่อนๆก็มาถามได้เลยจ้ะ

***ย้ำกันอีกเรื่องว่าผู้สอนหลักของวิชานี้คืออาจาย์แม็คของพวกน้องๆนะ เพราะฉะนั้นให้พยายามตั้งใจฟังอาจารย์แมคในห้องเรียนให้ดีๆเพราะอาจารย์แม็คคือผู้ออกข้อสอบเน้อ พี่แค่เข้ามาช่วยอธิบายบางเรื่องที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆเท่านั้นเอง~ ^^ ***

Unit 10 : Grammar Focus (page65)

บทนี้มาในเรื่องของ Present Perfect Tense รูปแบบของมันคือ "has/have + past participle" ชื่อทางการมากไป จำแบบง่ายๆดีกว่าว่า past participle นี่คือverb(คำกริยา)ช่อง3 ทำไมต้องช่อง3 เพราะคำกริยามันมี 3 ช่อง พี่เขียนสั้นๆว่า V.1(คำกริยาช่อง1), V.2(คำกริยาช่อง2), V.3(คำกริยาช่อง3)

***สำหรับคนที่ยังงงๆคำกริยา3ช่อง มาแวะตรงนี้ก่อน

V.1 ใช้กับ Present Simple Tense คือ is,am,are,has,have แล้วก็คำกริยาทั่วไปเช่น listen,eat,sleep เป็นต้น

V.2 ใช้กับ Past Simple Tense คือ was,were,had แล้วก็คำกริยาทั่วไปที่เปลี่ยนรูปไปอยู่ในV.2(คำกริยาช่อง2) ในที่นี้คือ listened,ate,slept

V.3 ส่วนใหญ่จะเจอได้ใน Present Perfect Tense กับ Past perfect Tense คืิอ been,had แล้วก็คำกริยาทั่วไปที่เปลี่ยนรูปไปอยู่ในV.3(คำกริยาช่อง3) ในที่นี้คือ listened,eaten,slept

Note : น้องๆต้องพยายามทำความคุ้นเคยกับคำกริยา3ช่องนี้ให้มากๆ สมัยพี่เรียนอยู่มัธยมต้น อาจารย์ให้ท่องแล้วไปสอบตัวต่อตัวเลยด้วยซ้ำ พี่ยังจำเกือบทุกตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้ายังไงพี่จะไปหาคำกริยา3ช่องเบื้องต้นเอามาโพสให้ดูกันก็แล้วกันนะ~

เพราะฉะนั้น Present Perfect Tense คือ "has/have + V.3" ใครไม่เก่งแกรมม่าก็สามารถแยกแยะได้ ถ้าจำ'แค่'รูปแบบของมันได้อ่ะนะ

ถ้ามีข้อสอบถามว่า ข้อไหนเป็น Present Perfect Tense
a. She goes to school everyday.
b. He went back home already.
c. They are sleeping in my room.
d. I have been there before.

ตอบได้มั๊ยข้อไหน? ...

เคล็ดลับในการดูว่าข้อไหนคือPresent Perfect มีดังนี้ :-
1. ต้องหลับตาแล้วนึกออกเลยว่ารูปแบบของ Present Perfect คือ "has/have + V.3"
2. ต้องมีความแม่นยำในเรื่องของคำกริยา3ช่องพอสมควร

ทำไมต้องแม่นคำกริยา3ช่อง!? เพราะถ้าไม่งั้น จะโดนข้อสอบหลอกอ่ะสิน้อง ลองมาดูนี่เลย
a. I have went to Korea before.
b. I have been there before.

ตอบข้อไหน!? บางคนรีบ จำได้แต่เคล็ดลับข้อ1. คือเห็นhas/haveแล้วตอบเลย บางคนจำเคล็ดลับได้ทั้ง2ข้อแต่ไม่แม่นคำกริยา3ช่อง!?

ดั้งนั้น เดี๋ยวโพสต่อไปพี่จะลงเรื่องคำกริยา3ช่องเบื้องต้นก็แล้วกันนะ วันนี้เอาแค่นี้ก่อนเดี๋ยวมึนนะเด็กๆ

ป.ล เป็นการอธิบายPresent Perfectแบบเน้นที่การหาว่าอะไรคือPresent Perfectเท่านั้น ยังไม่ได้มีการอธิบายถึงวิธีการทำความเข้าใจว่าใช้เมื่อใด แต่งประโยคยังไง โปรดติดตามตอนต่อไปเน้อ~ ^^


Thursday, January 19, 2012

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class)

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : สำหรับน้องๆนักศึกษาของวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา พี่ทราบมาว่าพวกเราเรียนหนังสือเล่มนี้กันอยุ่ เรียนถึงครึ่งหลังแล้วใช่มั๊ย ใครก้อได้มาบอกพี่ทีว่าเรียนถึงบทไหนกันแล้วจริงๆ จะได้ตามให้ถูก แต่ตอนนี้อาจารย์ชมกรแนะนำมาว่าน่าจะเรียนเลยบทที่สิบไปแล้ว ถ้ายังไงเดี๋ยวพี่จะสรุปออกมาให้เป็นบทๆไปก้อแล้วกันนะ แต่ถ้าใครมีคำถามอะไรเกี่ยวกับบทเรียนนี่ก้อให้โพสถามมาก่อนได้เลยจ้ะ ~ ^^