Tuesday, November 5, 2013

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "The loneliest people are the kindest. The saddest people smile the brightest. The most damaged people are the wisest. All because they do not wish to see anyone else suffer the way they do."

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : ว่าจะเขียนจะเขียน แต่ก็เนียนขี้เกียจไปวันๆ หลังจากที่ได้เจอคำคมโดนใจอย่าง "If there are no ups and downs in your life, it means your are dead." เข้าไปคราวนั้นทำให้ต้องมานั่งเขียนอย่างรวด คำคมที่ลิงโพสทุกอันขอบอกว่าชอบหมดเลย อ่านแล้วยิ้มพิมใจ แต่วันนี้เจอคำคมนี้เข้าไป ใช่เลย เป็นอะไรที่อยากเอามาขยายมากๆ เพราะบางทีก็อธิบายอะไรมากไม่ได้กับชีวิต แต่กับบางคำคม เป็นคำตอบที่ดีมากๆกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ณ ช่วงนั้นๆ ~

ihatequotes™ ‏@ihatequotes
"The loneliest people are the kindest. The saddest people smile the brightest. The most damaged people are the wisest. All because they do not wish to see anyone else suffer the way they do."

เป็นคำคมที่ยาวได้ใจมาก พอๆกับชื่อเต็มๆของกรุงเทพมหานครเลยมั๊งเนี่ย!?

ขอลองแปลแบบบ้านๆได้ใจความว่า "คนที่เหงาที่สุดคือคนที่ใจดีที่สุด คนที่เศร้าที่สุดคือคนที่ยิ้มได้กว้างและสดใสที่สุด คนที่ผ่านความลำบากในชีวิตมามากที่สุดคือคนที่ฉลาดรอบรู้มากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะว่าคนพวกนี้ไม่อยากให้ใครจะต้องมารู้สึกเหงา เศร้า ลำบาก เหมือนที่ตัวเองเป็น"

จบข่าวคำคมนี้ โดนอย่างจัง ใครไม่โดน แต่ลิงโดนนะ เต็มๆเลย เข้าใจความหมายคำคมนี้100% ใครที่เข้าใจคำคมนี้ได้จริงๆ ถือว่าคุณเป็นคน sensitive ระดับนึง บวกกับ มองโลกในแง่ดีสุดๆ ไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ แล้วก้อค่อนข้างมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ตัวเองอยู่มากมาย

เอากันจริงๆนะ บินมาเข้าปีที่7 เจอคนร้อยพ่อพันแม่ทู๊กกกกวัน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับคนเยอะมาก จริงอยู่เราเปลี่ยนคนไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนความคิดเราที่มีต่อคนได้จริงๆ หลายคนที่เจอมา อย่างแปลก เอ่อ เป็นอะไรมากมั๊ยคับเพ่คับน้องคับ!? ลิงมึน แต่ถึงจะมึนยังไง สุดท้ายก็ต้องเข้าใจเค้า ว่า ... "เกิดมาแบบนั้น สงสัยจะตายไปแบบนั้น" -_- เค้าอุตส่าห์ให้ชีวิตมาเกิดมาเรียนรู้ มาพัฒนาชีวิตตัวเองในด้านไหนก็ได้ แต่พวกพี่คับน้องคับกลับทำตรงกันข้ามซะงั้น!? หวังแต่ว่า คนพวกนี้จะ come into senses one day คือคิดได้วันหนึ่งนั่นเอง สาาาาาาาาธุ ~

จึงเป็นที่มาว่าถ้าคุณไม่ใช่คนที่รู้จักว่าความเหงาคืออะไร ความเศร้าคืออะไร ความลำบากคืออะไร งั้นก็คงยากแล้วหล่ะที่จะเป็นคนใจดี ยิ้มง่าย อารมณ์ดี มองสถานการณ์อ่านคนออก กลับกัน คุณจะไปทำให้คนรู้สึกเหงา เศร้า แย่ ลำบากกับชีวิตแทน เกทม๊ายยยย ลิงขอถามคำเดียวสั้นๆเน้นๆ ...
"เกิดมาทำไม(ว่ะ)"

ขอถอนหายใจหน่อย เรื่องพวกนี้ พูดไปก็ไม่จบไม่สิ้น งั้นไม่พูดดีกว่า ละไว้ ในฐานที่เข้าใจนะเออ

มาดูหลักภาษาอังกฤษที่แฝงไว้ในคำคมนี้กันดีกว่า จะเห็นได้ว่าเค้าใช้ "ที่สุด" มาใช้ในคำคมนี้ค่อนข้างชัดเจน

Lonely เหงา เป็น loneliest เหงาที่สุด
- I feel like the loneliest person in the world.

Kind ดี/ใจดี เป็น kindest ดีีที่สุด/ใจดีที่สุด
- I think Dalai Lama is the kindest person in the world.

Sad เศร้า เป็น saddest เศร้าที่สุด
- The saddest part of the movie is when she dies.

Bright สดใส/สว่าง เป็น brightest สดใสที่สุด/สว่างที่สุด
- You are the brightest person I have ever met.

หลักการใช้ "ที่สุด" สังเกตุได้ชัดๆว่า ...
1. มักจะเป็นที่1ในโลกหรือคนเดียวในโลกอะไรเทือกนั้น
2. คำที่จะเอามาใช้ทำ "ที่สุด" ได้นั้นจะต้องเป็นคำ Adjective
3. เติม est เข้าไปได้เลย หรือ อ่านข้อแม้ก่อนนะ
   -ถ้าคำ adjective นั้นๆลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม est
   -ถ้าตัวอักษรก่อนตัวสุดท้ายเป็น a,e,i,o,u ให้เบิ้ลตัวอักษรตัวสุดท้ายเข้าไปก่อนแล้วถึงเติม est ยกตัวอย่าง sad เป็น saddest

เอาเนี่ยแหละง่ายๆ จบหลักภาษาอังกฤษเล็กๆน้อยๆที่แฝงมาในคำคมแต่เพียงเท่านี้เด้ออออ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคับ เจอกันใหม่ soon soon soon ~ >_<

Wednesday, August 21, 2013

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "If there are no ups and downs in your life, it means you are dead."

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : มาแว้วววว หายไปสองเดือนคิดถึงกันบ้างมั๊ยเํธอ ~ เที่ยงคืนปุ๊บ ติสต์แตกปั๊บ เลยได้มานั่งปั่นคอลั่มกับเค้าซักที

สืบเนื่องจากรูปคำคมที่ได้มาจากที่ไหนซักแห่งในโลกอินเตอเนทนี่แหละ มันโดน โดนอย่างแรง โดนจริงจัง ใครติดตามเพจอยู่เรื่อยๆอาจจะเห็นแล้ว คำคมวันนี้คือ "If there are no ups and downs in your life, it means you are dead."

แปลง่ายๆสั้น "ถ้าชีวิตคุณไม่มีขึ้นมีลงเลย นั่นก็แปลว่าคุณตายแล้วแหละ"

ใครตาดีๆ จะเห็นว่ารูปคำคมนี่ ลิงเอาขึ้นเป็น cover photo กันเลยทีเดียว ตอกย้ำมันทุกวันให้ขึ้นใจ ~

up แปลว่า ขึ้น เป็นได้ทั้ง adverb, adjective, preposition, noun โอ้ ทำไมเยอะงี้อ่ะ เอาเป็นว่า เอาอัพไปอยู่กับใคร ความหมายก็เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ

- go up ขึ้นไป
"Can you go up there?" นี่เธอ ขึ้นไปบนนั้นหน่อยได้มั๊ย?

- up to ... ขึ้นอยู่กับ .. /แล้วแต่ .../ ได้ถึงแค่ ...
 "It's up to you if you want to go home now." ขึ้นอยู่กับเธอแล้วหล่ะ ถ้าอยากกลับบ้านตอนนี้เลย
"I can drink coffee up to 5 cups a day." ชั้นดื่มกาแฟได้ถึงแค่5แก้วต่อวันแค่นั้นแหละ (แก้วเดียวก็ใจสั่นแล้ว ล่อเข้าไป5แก้ว มีประกันชีวิตใช่ม๊าย!?)

*โห มึน อยากบอกว่า up เยอะมากอ่ะ เอาไปเติมหน้าเติมหลังคำไหนได้หมด แปลได้เยอะจัด ทิ้งระเบิดไว้แค่สองตัวอย่างก็แล้วกันนะเด็กๆ ใครสงสัย up แบบไหนก็ทิ้งโพสมาเดี๋ยวลิงมาจัดการ ~

หรือว่าใครชอบศึกษาเองอะไรเอง คลิกเลย ละเอียดอยู่ http://dict.longdo.com/search/up

down แปลว่า ลง เป็นได้ทั้ง adverb, adjective, preposition, noun โอ้ พี่น้องกันกับ up เลย แค่แปลไปทิศทางตรงกันข้ามแค่นั้นเอง

- go down ลงไปข้างล่าง
"I'm going down now." กำลังจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ

- look down ดูถูก
"Never look down on people, it's not good." ไม่ควรดูถูกคนอื่นนะ มันไม่ดี (แต่ก็นะ เห็นทำกันเยอะแยะเลย!? เอาเป็นว่าใครทำก็ปล่อยเค้าไป เราไม่ทำเหมือนเค้าก็แล้วกัน นะจ๊ะ ~ )

*มึนรอบสอง down ของเค้าเยอะจัด สมกับเป็นพี่้น้องกันกับ up เขียนหมดมีหวัง ไม่ได้นอนหรอกพี่น้องค้าบบ รอคนมาถามดีกว่า อิอิ

พวก self-study เชิญได้ที่นี่คับ http://dict.longdo.com/search/down


เข้าเรื่อง พอเอา s ไปใส่ up กับ down กลายเป็น ups and downs ฟันธงเลยว่ามันคือคำนามแน่นอนล้านเปอเซนต์ ในคำคมนี้ เอามาพูดถึงช่วงชีวิตคนที่มีขึ้นมีลง เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครขึ้นตลอด แล้วก้อไม่มีใครลงตลอด มันต้องขึ้นๆลงๆถึงจะเรียกว่า "ชีวิต" ... ใครที่กำลังขึ้น แล้วหลงระเริง อาจจะต้องมานั่งเสียใจเมื่อถึงเวลาลง ใครที่กำลังลง ให้จงมีความเชื่อว่า เดี๋ยวมันก็ขึ้น ไม่ขึ้น ณ จุดนี้ วินาทีนี้ พอถึงเวลา(อันควร) มันจะขึ้นเอง เพราะฉะนั้น สู้ๆคับทุกคน ~ (Y) ส่วนลิงน้อย เอนจอยทุกโมเม้นของชีวิตค้าบบบ ~ <3

ขยายต่ออีกหน่อย โห่ เอามาชำแหละได้เยอะนะเนี่ยคำคมนี้

dead แปลว่า เสียชีวิต (ภาษาชาวบ้าน ตอ-อา-ยอ อ่านว่า?) เป็นได้ทั้ง Noun และ Adjective
"He is dead" เค้าเสียชีวิตแล้ว ในที่นี้คือต้องการจะบอกแค่ว่าเสียไปแล้ว ณ ตอนนั้นเลยสดๆ ใครดูหนังดูละครเจอแน่นอน ยิงกันทะลุจอ เสร็จแล้ววิ่งไปดูว่าเสียชีวิตยัง ถ้าเสียแล้วก้อนั่นแหละ พูดได้เลย "He is dead."

มามา ตามไปอ่านต่อกัน http://dict.longdo.com/search/dead

died แปลว่า เสียชีวิต แต่วิธีการใช้ต่างกัน เพราะ died เป็น past tense แล้วก็มักจะใช้คู่กับ เวลา หรือ สาเหตุการเสียชีวิต
"She died yesterday." เธอเสียชีวิตเมื่อวานนี้เอง
"He died of lung cancer." เค้าเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด (ว่าแล้วก็ เมื่อไหร่พ่อจะเลิกสูบบุหรี่ซักทีเนี่ย ขอบ่นกลางอากาศ!?)

ตามไปดูdiedกับต่อได้ที่ http://dict.longdo.com/search/died

Death แปลว่า ความตาย ใครแม่นๆภาษาอังกฤษ เห็นแล้วจะรู้ว่า death คือคำนาม หลักๆเลยคือคำนาม สังเกตุการใช้ death จะพูดตอนยังไม่เกิดการเสียชีวิตอะไรทั้งนั้น คำว่า ความตาย ภาษาไทย ก็คือยังไม่ตายใช่มั๊ยหล่ะ นั่นแหละ ประเด็นเดียวกัน
"I am freezing to death." หนาวจะตายอยู่แล้วเนี่ยยยย (คือหนาวมากกกก ยังไม่ตาย แต่ตัวแข็งเป๊กเลย หนาวอ่ะหนาวววว ใครอยากรู้เป็นไง ไปเกาหลีหน้าหนาวสิ ยกนิ้วเลย ~)

death ต่อกันได้ที่ http://dict.longdo.com/search/death

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอแนะนำเวบ http://dict.longdo.com/ อย่างแรง เป็นเวบดิกชันนารี่ออนไลน์ ลิงใช้สมัยทำงานเป็นล่าม แปลงาน หาคำศัพท์ วิธีใช้ง่ายมาก ถ้าใครลองเปิดไปตามที่ขึ้นให้ข้างบนนั้นแล้วจะรู้ว่า การแปลของเวบนี้ แปลตามลักษณะการใช้ของคำศัพท์ตัวนั้นๆ เป็น noun แปลแบบนี้ ใช้แบบนี้ เป็น Adjective แปลแบบนี้ ใช้แบบนี้ เวลาจะเลือกคำแปลที่ถูกต้อง เราควรจะรู้ context(เนื้อหา)ของประโยคที่มีคำศัพท์ที่เราต้องการค้นหาด้วย แบบนั้นจะเจอคำศัพท์ที่เหมาะกับcontextนั้นๆนั่นเอง ใครอ่านคำแปลแล้วมึน ไม่รู้จะใช้คำไหน นี่เลย เลื่อนลงไปดูตัวอย่างที่เค้าเอาคำศัพท์เหล่านั้นเข้าไปสร้างประโยคเพื่อสร้างความเข้าใจให้เรา ใช้งานง่ายจริงๆ ไม่รักกันจริง ไม่เอามาบอกหรอกพี่น้องค้าบบบบ ... จริงๆแล้วคือ เอ่อออ ลิงไม่สามารถcoverทุกเรื่องได้หมด เพราะภาษาอังกฤษค่อนข้างละเอียดแล้วเยอะ ใครที่หัวไวๆใจเร็วๆ ไปต่อเองได้ไม่ต้องรอลิงเลย ส่วนใครมีประเด็นสงสัยตรงไหน ไม่กล้าแสดงตัว เชิญได้ที่message(กล่องข้อความ)เหมือนเดิม รับรองไม่บอกใคร ฮิ้วววววว  ~ ^_^

สุดท้ายนี้ ตีหนึ่งครึ่งคับพี่น้อง พล่ามอะไรมาได้ชั่วโมงครึ่งเนี่ยไม่เข้าใจ!? แต่ยังไงก็หวังว่าการกลับมาครั้งนี้ จะมีประโยชน์ จุดประเด็น ฉุกคิด ถึงบางอ้อ ให้กับใครได้สักคนสองคนก็เป็นบุญแล้วค้าบบบบบบ แล้วเจอกันใหม่น้าตัวเอง ~ ^_^

Tuesday, June 11, 2013

คุณขอมา (Requested Topic) : คำทักทาย (How to greet)

คุณขอมา (Requested Topic) : หลังไมค์ที่2ของปีมาแล้วคับพี่น้องงง~ จากน้องวัน "Wan Pliensri" ถามเรื่องคำทักทายว่าควรจะทักใครอะไรยังไงบ้าง จัดไปจ้ะน้อง ~

เวลาเจอฝรั่งที่ไหน หลบไม่ได้ต้องคุยแล้ว ก็ปล่อยออกไปเลยคำแรก "Hello!" หรือ "Hi!" จบข่าว ต่อด้วย "How are you?"

วิธีทักทายแบบสุภาพชนอีกแบบหนึ่งคือ "Good Morning", "Good Afternoon", "Good Evening"

Good Morning นี่ทักได้ตั้งแต่หลังที่ยงคืนเลย เพราะเข้าวันใหม่พอดิบพอดี แต่น้องคับ ไม่หลับไม่นอนเร๊อะ!? รอตื่นมาเช้าๆไปทำงานแล้วเจอหัวหน้าฝรั่งค่อยทัก Good Morning ไปก็ยังไม่สายนะ แฮะๆ

Good Afternoon ชื่อบอกอยู่แล้ว after noon ใช้ได้หลังจากผ่านเที่ยงมาแล้วนั่นเอง อันนี้เผื่อเจ้านายฝรั่งโดดงานตอนเช้า เข้ามาทำงานตอนบ่ายแทน ค่อยทักไปเน้อออ ~

***อาจจะมีคนสงสัยอยู่เงียบๆ ว่า Good Afternoon นี่มันใช้ได้ถึงกี่โมง ตอบว่าใช้ได้ถึง6โมงเย็นแหละ พอเลย6โมงเย็นไปแล้วใช้ Good Evening ขอรับกระผม ~

Good Evening เริ่มใช้จาก6โมงเย็นไปจนถึงซักประมาณ4ทุ่มอ่ะ ทำไมต้อง4ทุ่ม!? เด็กดีเค้าเข้านอนกัน4ทุ่มอ่ะนะ จะไป Good Eveningใครหลัง4ทุ่มนี่ เอ่อ ... พี่ no comment ก็แล้วกันนะ ~ ^_^ เอาเป็นว่าอยากใช้ก็ใช้ไปได้ยันเที่ยงคืนนั่นแหละน้อง พอจะนอนแล้วค่อยบอก Good Night ~ โย่

บางคนอาจจะเคยได้ยินคนใส่คำว่า "to you" ไปหลัง Good Morning/Afternoon/Evening/Night เช่น "Good Morning to you." ก็ไม่มีไรมาก เค้าเน้นทักทายเราเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่ สาวไทยอย่าคิดมาก ~

มาดูคำทักทายอื่นๆกัน

็How do you do? เป็นประโยคผู้ดีอังกฤษเค้าพูดกัน ประโยคตอบเมื่อได้ยินประโยคนี้คือ How do you do. เน้นว่า do ตัวที่2 ในประโยคคำถามจะออกเสียงสูงเป็น ดู๊ ส่วน do ตัวที่ 2 ในประโยคตอบจะลงเสียงตำ เป็น ดู

How are you doing? เป็นไงบ้าง สบายดีมั๊ย

็How have you been? / How have you been doing? เป็นไงบ้างสบายดีม๊ย (เน้นว่ากรณีนี้คือไม่ได้เจอกันนานแล้วเป็นเดือนเป็นปี)

What's up? (ไง, เอ้ย เป็นไง) บางคนอาจจะเคยได้ยิน What's up,man? ออกแนวแร๊พโย่ วัยสะรุ่นไทยและทั่วโลก อย่าได้บังอาจไป What's up? กับเจ้านายฝรั่งเชียว ไม่น่าจะขำนะนั่น!? -_-

ใครอยากทักทายแบบเฉพาะกิจ ประมาณว่าเจ้านายไปดูงานที่ ... สมมุติไปเกาหลี (ตลอด) พอกลับมาแล้วเราอาจจะทักทายไปได้ว่า How was the trip? หรือ How was Korea?

เจ้านายไปประชุมมา ออกมาจากห้องประชุม ถามได้อีกว่า How was the meeting?

น้องวันเรียนจบแล้วอยู่กระบี่ ไม่ค่อยได้เจออาจารย์ชมกรแล้ว แต่อยากรู้ว่าอาจารย์ชมกรเป็นไงบ้างสบายดีมั๊ย ได้ยินเพื่อนๆคุยกันถึงอาจารย์ชมกร น้องวันก็ทักออกไปได้ว่า How is she doing?

เอาตามนี้นะน้องวัน คำทักทายง่ายๆ ลองเอาไปใช้ดู แล้วจะรู้ว่้าฝรั่งชอบให้พูดทักทาย เหมือนคนไทยไปมาลาไหว้อะไรทำนองนั้นหน่ะ น้องไม่ต้องไปคิดเยอะ จะทักฝรั่งต้องใช้คำยาก ไม่มีหรอกคำยาก มีแต่คำพื้นๆ เข้าใจง่ายๆ  ตามด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆ ใครเห็นใครก้อเอ็นดูนะจ๊ะ ~

ส่วนเรื่องคำถามอื่นๆในชีวิตประจำวัน พี่แนะนำให้น้องวันเขียนมันออกมาว่าเราอยากจะรู้เรื่องอะไร พี่ว่ามันจะดีกว่าเร็วกว่า อ่านแล้วเข้าหัวกว่า เชื่อพี่เถอะ ลองดู หลังจากนี้ไป ถ้าไปเจอฝรั่งที่ไหน เหตุการณ์ไหน แล้วเราพูดไม่ออก พูดไม่ได้ งง ไปไม่เป็น แบบนั้นแหละ วิ่งมาหาพี่นี่มา หลังไมค์ก็ได้ เดี๋ยวพี่เอาขึ้นให้เอง อ่านง่าย สบายผิดกัน ~ ^_^

หวังว่าคำทักทายทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องวันไม่มากก็น้อยนะจ๊ะ อย่าลืมหลังไมค์มาอีกหล่ะ แล้วจะรอนะจ๊ะ ~

Saturday, May 11, 2013

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "You cannot change the people around you, but you can change the people you choose to be around."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : ยังมีชีวิตอยู่นะค้าบบบบบ ขอบอก ไม่ได้หายไปไหน หลังเริ่มยาวนิดหน่อย แค่นั้นเองจริงๆนะ  ~ ^_^ กราบสวัสดีพี่น้องทุกท่าน ลิงน้อยนอนไม่หลับ มาติสต์อะไรเอาตอนตี2ครึ่งก็ไม่รู้ ว่าแล้วก็ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติกันนิดส์นึง คิคิ

วันนี้เลือกเอาสำนวนง่ายๆ แต่ดูท่าแล้วน่าจะมีคำที่เอามาขยายได้เยอะแยะเลย มาดูกัน เจ้าเก่าของ "‏@ihatequotes"

"You cannot change the people around you, but you can change the people you choose to be around." - คุณไม่สามารถเปลี่ยนคนที่อยู่รอบตัวคุณได้ (เปลี่ยนในที่นี้แปลได้ว่าเปลี่ยนแปลงนิสัยเค้า หรืออาจจะเปลี่ยนสังคมหรือเปลี่ยนคนที่อยู่ด้วย ณ ตอนนั้น ในสถานที่นั้นๆ) แต่คุณสามารถเลือกที่จะอยู่กับคนที่คุณอยากจะอยู่ด้วยได้

เอ่อ แปลเอง งง เอง ภาษาไทยนี่นะ นัมเบอร์วันยอดยากอินเดอะเวิล -_-

เอาแว่นขยายส่องแล้ว อ่านแล้วเข้าใจได้ประมาณว่านะ บางทีเราก็ไปเปลี่ยนสังคมที่เราอยู่ตอนนี้ไม่ได้ อาจจะเป็นที่ทำงาน โรงเรียน หรือแม้แต่กลุ่มเพื่อน เปลี่ยนไม่ได้เพราะมันเปลี่ยนไม่ได้อ่ะ เค้าโตมาแบบนั้น สังคมมันเป็นแบบนั้น เพื่อนดันเป็นแนวนั้น!? แต่ โชคดีอย่างหนึ่ง เราดันสามารถเลือกได้นี่สิว่าจะตามน้ำส่วนใหญ่ ตามสังคมส่วนใหญ่ ตามเพื่อนส่วนใหญ่ หรือ จะเลือกอยู่แค่กลุ่มคนเล็กๆ เพื่อนแค่คนเดียวที่เข้าใจ ใครหรืออะไรก็ได้ที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ทำแล้วสบายใจ สำนวนนี้เค้าว่ามาแบบนี้นะเออ

ใครที่กำลังอึดอัดกับสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสังคม กลุ่มเพื่อน หรืออะไรก็ตาม เราขอแนะนำให้ท่าน ลด ละ เลิก โยกย้าย เปลี่ยนแปลง ไปทำอะไร หรือไปคบกับคนใหม่ ที่ดีกว่าเถิด สาธุ ไม่ต้องไปซื้อเบียร์กระป๋อง Heinekenมาก็สามารถใช้สโลแกนของเบียร์ยี่ห้อนี้ได้นะว่า "The choice is yours." ~ ^_^

เอาสำนวนมาหั่นกันดีกว่า เอาคำว่าไรดีวันนี้ "Change" ง่ายไปป่าว? คิดว่าไม่น่าจะมีให้เล่นเยอะ เอานี่เลยแล้วกัน "around" ~ ;)

around แปลว่า  โดยประมาณ(ราวๆ), รอบๆ, ทั้งวันทั้งคืน, อ้อมรอบ, อ้อมผ่าน, อยู่รอบ ๆ, วกกลับ, กลับ, ผ่าน, หัน, หันกลับ, ใกล้ๆ

เยอะดีมั๊ยนั่น!? อธิบายไม่หมด รอคนมาสมทบที่เม้นแล้วกันนะ อิอิ

around ที่แปลว่าโดยประมาณ(ราวๆ)
ถ้าคุยกันถึงเรื่องของเวลา -:
- เอ้ยย พรุ่งนี้เจอกัน ประมาณเที่ยงนะ See you around noon tomorrow.
- บ่าย3โมงดีกว่านะ I think around 3 is better.
- งั้นพรุ่งนี้โทรหาตอนบ่าย2ได้มั๊ยอ่ะ Can I call you around 3.00 pm tomorrow? (ใครงงเรื่อง am/pm กับ 24hours เลื่อนลงไปดูโพสเรื่องเวลาได้ ถ้าหาไม่เจอให้ไปที่monkeyann/blogspot.com คับ)

ถ้าคุยกันถึงเรื่องของราคา -:
- รองเท้าน่ารักอ่ะ ซื้อมาคู่ละเท่าไหร่เหรอเธอ? It's around 1,900 baht.
- ที่อิมแพคเมืองทองธานีนี่จุคนดูคอนเสิตร์ได้กี่คนอ่ะ It's around 12,000 people.

มีวลี กับ สำนวน ที่มีคำว่า around อยู่ด้วยเหมือนกันนะ

1. เด็กๆใครเป็นบ้าง ชอบเข้าห้องน้ำกับเพื่อน แค่ไปฉี่เนี่ยนะไปคนเดียวไม่ได้!? แล้วยังไง พาเพื่อนเข้าห้องน้ำไปด้วย ก่อนจะฉี่ก็สั่งเพื่อนว่า เฮ้ยย หันหลังไป "อย่าหันกลับมานะเฟร้ยยย" - "Don't turn around!!!" สรุปว่าจะพาเพื่อนเข้าไปด้วยทำไม เด็กไทยนี่นะ!?

2. ใครไปชอปปิ้งกับเพื่อน ไปเลือกเสื้อผ้า ลองๆเสื้ออยู่ เดินออกมาถามความเห็นเพื่อน ตัวนี้สวยม๊ายยยย เพื่อนเลยบอกไหนหมุนรอบนึงซิ - "turn around" เอาสุภาพๆหน่อย Can you turn around? ต้องเห็นทั้งหน้าหลังเพื่อนถึงจะบอกได้ว่าสวยไม่สวย ~ สรุปว่าจะให้ใครหันหน้ามาเจอ หรือ หันหลังกลับไปไม่ต้องมอง ใช้ "turn around"

3. ใครดูข่าวCNNช่วงสงกรานต์ไทย จะเจอข่าว Boston Bomb ระเบิดในงานมาราธอนของเมืองบอสตันที่อเมริกา ตำรวจวิ่งวุ่นจับผู้ร้ายที่หนีหัวซุกหัวซุนเลย จับไม่ได้ที ต้องถึงขนาดสั่งปิดเมืองถึงจะเจอ แต่กว่าจะเจอเล่นเอาเสียเวลาเป็นวันสองวัน แบบนี้ จะได้ยินตำรวจออกมาแถลงว่า "We're working around the clock to capture him alive." - พวกเราทำงานอย่างหนักตลอดทั้งวันทั้งคืนเพื่อที่จะจับเป็นมือวางระเบิดคนนี้ "around the clock" แปลว่า ทั้งวันทั้งคืน

***(Advanced English) อยากบอกว่า ช่วงนั้นลิงติดข่าวCNNแบบที่ว่านั่งดูยาว7ชั่วโมงยันเช้าเลยเรื่อง Boston Bombเนี่ย แล้วแบบว่าเจอสำนวนเยอะมากกกกกก อยากจะเอามาขยายสุดๆ แปะโป้งไว้ก่อนนะ เดี๋ยวมาพูดถึงแน่นอน***

การอธิบายแบบเห็นภาพของสำนวน "around the clock" ก็มีอยู่ในละครหรือหนังหลายๆเรื่องเหมือนกันนะ เวลาที่เค้าต้องการสื่อว่าเวลามันช่างผ่านไปรวดเร็ว โดยการเอากล้องไปจับที่ คนหรือเหตุการณ์ๆนึงก่อน แล้วมาหยุดที่ตัวนาฬิกา จากนั้นจะเห็นเข็มนาฬิกาวิ่งหมุนติ้วๆครบทั้ง12เลขเลย วนไปวนมา แบบนั้นคือ "around the clock" นั่นเอง

4. เรียนเสร็จอยากไปเดินห้าง เดินขำๆไม่ได้อยากจะไปซื้ออะไร เดินเข้าร้านนั้นร้านนี้ดูของไปเรื่อยเปื่อย จนพนักงานผู้ใจดีเดินเข้ามาทักว่า "Can I help you with anything?" มีอะไรให้ช่วยมั๊ยค่ะ ถ้าเจอแบบนี้ให้ยิ้มกว้างๆแล้วตอบว่า "No, thank you. I'm just looking around." อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ ดูก่อนค่ะ/ดูเรื่อยๆค่ะ (ภาษาไทยเค้าพูดกันแบบนี้ใช่มั๊ยอ่ะ!?) คือไม่ได้คิดจะซื้อนะมาเดินดูเล่นๆสำรวจไว้ก่อนเฉยๆอ่ะ

5. ใครชอบเดินเล่นออกกำลังกาย จะยามเช้าสายบ่ายเย็นก็แล้วแต่ ใช้ว่า  walk around/walking around ได้นะ เช่น Let's walk around here for 30 mins. เดินเล่นกันแถวนี้ซักครึ่งชั่วโมงเถอะ

เคยเจอคนคิดมากแล้วเดินวนไปวนมารอบตัวเราหรือหน้าเราป่ะ? เห็นแล้วเวียนหัวอ่ะช่วยหยุดเดินทีเถ๊อะ Can you just stop walking around? I am having a headache." >_<

โอ้ววววมายกอดดดด ตีสามครึ่ง เขียนอะไรนักหนาชั่วโมงนึงเนี่ย เผ่นละคับพี่น้องร่วมเพจ ไม่ติสต์แล้ว หวังว่าจะมีมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับ "around" มากขึ้นนะ เชิญชวนผู้มีน้ำใจทั้งหลาย ร่วมแชร์ "around" ในแบบอื่นๆได้ที่คอมเม้นข้างล่างนี่เลย

P.S. ข้อความต่อไปนี้ อายุ15+ ขึ้นไปเื่ท่านั้นนะ มีประโยคเด็ดอยู่ประโยคนึง "turn around and ...(1)... ...(2)..." เฉพาะพี่โก้เท่านั้นนะ ใครอยากรู้ เชิญหลังไมค์ กรุณาอย่าเขียนตอบหน้าเพจเด็ดขาดนะขอรับ ล่อเป้ามากมาย ไม่ดี ไม่ดี ถึงเขียนมาลิงก็ลบแน่นอน แฮะๆ หลังไมค์คับหลังไมค์ ~ ^_^

เจอกันใหม่ เมื่อหลังเริ่มสั้นลง!?

Sunday, January 27, 2013

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : แผ่นอะไรสั่นได้!?


เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : เหมือนจะลืม แต่ไม่ได้ลืมนะ เมื่อปีที่แล้วจำได้ว่าบินกับเพื่อนลูกเรือคนนึง ถามถึงเจ้าแผ่นวงกลมเหมือนขนมโก๋ แต่สั่นได้เมื่อมีคนกดเรียก ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่าอะไร!?

เจ้าแผ่นสั่นๆนี่นะ ส่วนใหญ่จะใช้กับร้านกาแฟ หรือ พวกร้านขายเครื่องดื่มทั้งหลายที่ต้องใช้เวลาทำ แต่ไม่อยากให้ลูกค้ามายืนรอนานๆ เมื่อสั่งเสร็จแล้วจ่ายเงินแล้ว ทางร้านก็จะแจกเจ้าแผ่นสั่นได้นี่มา ให้เราไปนั่งรอที่โต๊ะก่อน เมื่อเครื่องดื่มทำเสร็จแล้ว เจ้าแผ่นนี่จะสั่นเตือน แปลว่าให้เราเดินไปรับที่เค้าเต้อรับเครื่องดื่มได้เลย ลิงเห็นเจ้าแผ่นสั่นๆนี่ครั้งแรกเมื่อประมาณ4ปีที่แล้วที่เกาหลี ร้านกาแฟทุกร้านที่นั่นมีเจ้าแผ่นสั่นๆนี่หมด (ยกเว้น Starbucks นะ) บางร้านเดี๋ยวนี้ไฮเทคจัด ทำเจ้าแผ่นสั่นๆนี่เป็นรูปไอโฟน แถมมีโฆษณา มิวสิควีดีโอ ให้ลูกค้านั่งมองเล่นแก้เซ็งระหว่างรอด้วย โอ้วววว สุดยอดเทคโนโลยี ต้องเกาหลีเค้าหล่ะ (!?)

อยากรู้แล้วใช่มั๊ยว่าเค้าเรียกว่าอะไร ไอ้เจ้าแผ่นสั่นๆนี่ ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า "buzzer" อ่านว่า "บัสเซ่อ"

ิีbuzz คือ ลักษณะเสียงสั่นนั่นเอง หรือเสียงผึ้งบินอ่ะ ซซซซซซซ~ อะไรแบบนั้น เมื่อเติม -er เข้าไปข้างหลังกลายเป็น buzzer เป็นคำนาม หมายถึงเจ้าแผ่นสั่นๆนั่นเอง ใครไม่เคยเห็น ไม่คุ้น ดูได้ตามรูปนั่นเ้ลย จะคล้ายๆแบบนั้นแหละ การออกแบบแผ่นก็ขึ้นอยู่กับร้านร้านนั้นว่าอยากจะดีไซน์ออกมาแบบไหน ที่เห็นกันอยู่นี่คือ buzzer จากร้าน Azabu ของที่เกาหลี พอดีเพื่อนคนเกาหลีพาไปซื้อขนมโตเกียวชาเขียวสอดไส้ถั่วแดง อร่อยยยยย แต่ ต้องรอเค้าอบสดๆ ~ ^^

เราอาจจะได้ยินพนักงานพูดกับเราในขณะที่ยื่นเจ้า buzzer นี่ให้ว่า "please come back when the buzzer sounds." นี่ไม่ใช่ประโยคตายตัวในการพูดนะขอบอกไว้ก่อน แต่แค่ยกตัวอย่างขึ้นมาให้ดูว่ามันจะมีคำว่า buzzer อยู่ในนั้นด้วยนั่นเอง ~

หายสงสัยแล้วนะเพื่อนๆ เอิงชอบใจแน่ๆ อิอิ ใครนะถามลิง ไม่แน่ใจ คิดว่าแนนนะ ฝากไปบอกทีเน้อออ~

ป.ล. ในบาห์เรนก็มีนะ ใครไปเดินCity Center เชิญไปจับดูได้ที่ร้านขายพาสต้าพิซซ่าของอิตาลี ชั้น2 ถัดจากร้านรองเท้า Vincci นั่นแหละ แต่ต้องสั่งพิซซ่าเ้ท่านั้นนะ ถึงจะได้เจ้าตัว buzzer นี่มาจับเล่นอ่ะ ~ ^^

Wednesday, January 16, 2013

คุณขอมา (Requested Topic) : "trip up" ภาคตัดต่อ(แล้ว)

trip เป็นได้ทั้ง noun แล้วก็ verb วิธีดูง่ายๆ ถ้าเป็น noun จะมี a อยู่ข้างหน้า เช่น a trip to Korea คือ ทริบไปเกาหลี (สังเกตุคนไทยเดี๋ยวนี้ใช้ทับศัพท์แล้วคำนี้ ทริบ คือ การเดินทางนั่นเอง) หรือถ้าไม่มี a อยู่ข้างหน้า จะเห็นตัวอื่นมาขยายให้รับรู้ได้เองว่าเป็น noun เช่น business trip 

ตัวอย่างของ trip ที่เป็น noun :-
You must be tired after such a long trip.
I look forward to seeing you on my next trip to Korea.

***สรุปคือ trip ที่เป็น noun แปลได้ประมาณว่า เดินทางไปที่ไหนซักแห่งแล้วกลับมา ส่วนใหญ่จะใช้กับการไปเที่ยวพักผ่อนวันหยุดหรือเดินทางไปเรื่องของธุรกิจ

มาดู trip ที่เป็น verb แปลได้ว่า สะดุด,กระโดด,พูดผิดพลาด,เดินทา

trip ที่แปลว่า สะดุด นึกภาพเวลาเดินข้ามประตูเลื่อนนะ ถามว่าต้องยกเท้าขึ้นนิดหน่อย หรือว่า เดินลากเท้าข้ามไปเลย ประตูเลื่อนนะ แปลว่าต้องมีรางเล็กๆอยู่ข้างหน้า ยังไงก็ต้องยกเท้านิดเดียวเพื่อจะเดินข้ามไป ใครที่ไม่ยกเท้าหรือยกไม่ทัน กลายเป็นสะดุดกันไป จะล้มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการสามารถในการบาลานซ์ตัวเอง ถ้าสะดุดแล้วล้ม แบบนี้เรียก "trip and fall"

***สะดุดอีกแบบคือเอาไว้แกล้งเพื่อน ใครไม่เคยทำแสดงว่าชีวิตวัยเด็กนี่ไม่สนุกกันเลย (!?) คือการเอาเท้ายื่นออกไปตอนที่เพื่อนกะลังเดินผ่านไป แกล้งให้เพื่อนสะดุดแล้วล้ม อิอิ ขำๆนะ 

ส่วน trip up เป็นวลีที่แปลได้ประมาณว่า ทำพลาด หรือ จับผิด 

ถ้าจะให้อธิบายเป็นภาษาอังกฤษ trip up ที่แปลว่า ทำพลาด จะอธิบายได้ว่า It is when you trip up and add two numbers wrong. ในที่นี้คือทำพลาดโดยการใส่ตัวเลขผิดไปสองตัว

trip up ที่แปลว่า จับผิด อธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า It is when you try to trip someone or catch him in a mistake by repeatedly asking the same question in different ways. พยายามจับผิดโดยการถามคำถามเดียวกันหลายๆแบบ เหมือนสอบสวนอ่ะ ไม่ก็พวกนักข่าวถามนักการเมือง เคยเห็นมั๊ยในทีวี ถามย้ำ ไม่ตอบ ก็ถามอีก ถามนำ ถามวน เอาให้มั่นคั้นให้ตาย คายออกมาเดี๋ยวนี้ ประมาณนั้น -_-"

สำนวน ชวนฝัน (Idioms to go) : "Sometimes we try to trap a cow, but then catch a rat instead."


สำนวน ชวนฝัน (Idioms to go) : ตัดสินใจเปิดคอลั่มใหม่ซะเลย เพราะรู้สึกว่าในสำนวนภาษาอังกฤษ นอกจากจะคล้ายกับของไทยแล้ว ยังมีรายละเอียดหลายอย่างที่เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆเรื่องภาษาได้ด้วย แต่สำนวนพวกนี้ความหมายลึกล้ำชวนปวดหัวมากมาย แต่ถ้ารู้แล้ว มันก็อ่อออออเลยนะ งั้นมาลองดูกัน

เปิดตัวสำนวนแรก มาจากที่อิมถามไว้วันก่อน ที่แท้จริงจะต้องเป็น "Sometimes we try to trap a cow, but then catch a rat instead." จะเปลี่ยนเป็น "It's like we try to trap a cow, but manage to catch ourselves a rat." ก็ได้ สำนวนแบบนี้ ขึ้นอยู่กับผู้พูด ว่าจะพูดอธิบายให้คนฟังยังไง คนฟังเป็นใคร นักเรียน/เพื่อน/ผู้ใหญ่ ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่ แต่เหมือนเป็นการพูดอธิบายตามแนวเฉพาะของตัวเองมากกว่า เดี๋ยวจะร่ายยาวให้ดู อ่านไหวมั๊ย เค้าพิมพ์ไหวอ่ะ ~ ^^

ถ้าจับเอา cow(วัว) กับ rat(หนู) มาเปรียบเทียบกัน ถามว่าทุกคนมองที่อะไร มองที่ขนาดของวัวกับหนู วัวตัวใหญ่ หนูตัวเล็ก หรือมองที่มันสมองความคิด วัวกินแต่หญ้า แต่หนูมีมันสมองดีักว่า หาอาหารได้เก่งกว่า ... ใครอ่านภาษาไทยแล้วงง จะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า "It's like we go for big things, because we think big is better, but then get something smaller, which more valuable." ซึ่งในความหมายนี้ ตั้งใจจะไปจับวัว แต่ได้หนูมาแทน แสดงว่าได้กำไรแล้วหล่ะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องหาอาหารให้หนูมันกินก็แล้วกันอ่ะ

อีกตัวอย่างนึง ตำรวจวางแผนจับกุมหัวหน้าแก๊งมาเฟียคนสำคัญ แต่ดันไปจับได้ลูกน้องคนสำคัญมือซ้ายมือขวา ซึ่งจะว่ากันตามตรงแล้ว หัวหน้าแก๊งไม่เคยฆ่าใคร ฆ่าไม่เป็น สู้ไม่เก่ง สั่งให้2คนนี้ไปฆ่า ตัวเองเก่งแต่บริหารแก๊งอย่างเดียว การที่ตำรวจวางแผนไปจับหัวหน้าแก๊งมาเฟียคนนี้(cow) แต่ดันไปได้ลูกน้องคนสำคัญ2คนมาแทน(rat) งานนี้ถือว่าได้กำไร เพราะถ้าไม่มีลูกน้อง2คนนี้ หัวหน้าแก๊งคนนี้ถือว่าไม่มีแขนมีขาไปเลย อธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "It's like catching a criminal ... we want the no.1 big guy, but we get the smaller guy who is more important because he is more dangerous( doing the dirty work for No.1 guy that's why).

เพราะฉะนั้นสำนวนนี้ rat เป็นจุดสำคัญที่ผู้พูดต้องการจะเน้น แล้วสำนวนนี้ก็สามารถพูดไปได้อีกหลายแบบมากๆ แล้วแต่ผู้พูดจะเอาไปเปรียบกับอะไร สถาณการณ์แบบไหน แต่หลักๆแล้วคือความสำคัญของ rat ~

ความแตกต่างของ "Sometimes we try to trap a cow, but then catch a rat instead." กับ "It's like we try to trap a cow, but manage to catch ourselves a rat." จึงอยู่ที่สถานการณ์ที่ผู้พูดต้องการสื่อออกมาตอนนั้นมากกว่า พูดแบบออกความเห็น ("Sometimes we try to trap a cow, but then catch a rat instead.") หรือ พูดเพื่อ ยกตัวอย่าง ("It's like we try to trap a cow, but manage to catch ourselves a rat.") ~

พอจะเข้าใจสำนวนนี้กันแล้วเน้ออออ วันนั้นถึงถามอิมหลายคำถามเลยว่า สำนวนนี้เอามาจากไหน ใครพูด พูดในลักษณะไหน สถานการณ์ไหน ข้อมูลพวกนี้จะช่วยให้เราเข้าใจผู้พูดมากขึ้นว่าต้องการจะสื่ออะไร ในสถานการณ์ไหน และเพื่ออะไร พอจะเข้าใจนะ

คอลั่มนี้ค่อนข้างลึก ใครอ่านแล้วปวดหัว กรุณาข้ามไปอ่านคอลั่มอื่นๆได้ตามอัธยาศัยนะขอรับกระผม รอวันหยุดหน้าฟ้าใหม่ จะกลับมาปั่นคอลั่มนี้ให้คนชอบเรื่องลึกๆแต่ไม่ลับ ได้อ่านกันเด้อออ~ ^^

*** ส่วนใครที่งงตรง "catch ourselves a rat" (จับพวกเราหนูตัวหนึ่ง!?) ช่วยแสดงตัวด่วน เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง ถ้าไม่มี แสดงว่าผ่าน นะจ๊ะ

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "The reason why people give up so fast is because they tend to look at how far they still have to go, instead of how far they have gotten."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : ไหนๆก็นอนเช้าแล้ว เอาซักหน่อย คำคมเยอะเหลือเกิน เลือกไม่ถูก แต่เอาคำคมนี้ดีกว่า เข้ากับบรรยากาศในการเริ่มต้นวันใหม่ วันคุณครู ~^^

ขอยกคำคมมาจาก ihatequotes™ ‏@ihatequotes เจ้าเดิมนะขอรับกระผม

"The reason why people give up so fast is because they tend to look at how far they still have to go, instead of how far they have gotten."

"เหตุผลที่หลายๆคนล้มเลิกกลางคัน เพราะว่าพวกเค้ามักจะมองว่าหนทางนั้นยังอีกยาวไกลกว่าจะไปถึง แทนที่จะมองว่าตัวเองนั้นเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว"

ชัดๆตรงๆ "Don't give up." ครับท่านผู้อ่าน!!!~ ไม่ว่าใครจะทำอะไรอยู่หรือคิดว่าจะทำอะไร (ขอเป็นเรื่องดีๆนะ) ก็จงทำต่อไป ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อย ไม่คุ้ม ต้องดราม่า หลายสิ่ง แต่มันมีอะไรดีๆระหว่างการเดินทางนี้แน่นอน เผลอๆ เรื่องดีๆที่เกิดขึ้น (ไม่ใช่แพนเค้กนะ!?) อาจจะทำให้เรารู้สึกดีกว่า ประทับใจกว่า หรือได้เรียนรู้อะไรที่มากกว่าเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นแล้วซะอีก ว่ามั๊ย?

ขอยกมาพูด2ประเด็นสำหรับหลักภาษาอังกฤษในคำคมนี้ the reason why กับ give up

The reason why แปลว่า เหตุผลก็คือ ...
รูปประโยค จะเป็นแบบนี้ตลอด "The reason why ....... because ........"

The reason why I always go to Korea because I love Korean Boy Bands.
The reason why I don't like you because you don't like me.

เอ่ออออ ... ใครช่วยแต่งประโยคที่ดีกว่านี้มาให้หน่อย ดึกแล้ว สมองไม่แล่นเลย -_-"

Give up แปลว่า ล้มเลิก,หยุดทำ,ละทิ้ง,พลีชีพ,วางมือ

เน้นว่า give up ถ้าใช้กับ verb คือเอา verb มาตามหลัง จะต้องทำให้ verbนั้นเป็น V-ing เท่านั้น

Give up smoking if you want to live long. เลิกบุหรีซะถ้าอยากมีชีวิตอยู่ไปอีกนานๆอ่ะ

She gave up her life just to save the children. เธอสละชีวิตของเธอเพื่อช่วยเด็กๆ (ใครดูข่าวเรื่องการยิงกราดในโรงเรียนอนุบาลที่อเมริกาเมื่อปลายปีที่แล้ว มันคือตัวอย่างเรื่องจริงที่มาจากเหตุการณ์นั้น)

Do you normally give up your seat to old people when you are riding the bus? ปกติแล้วเธอสละที่นั่งให้ผู้สูงอายุหรือเปล่าเวลาเธอนั่งรถเมล์อ่ะ (อยากรู้ว่าเด็กไทยสมัยนี้ เค้าไปถึงไหนกันแล้ว แกล้งกลับ หรือ ลุกให้นั่งเลย!?)

Don't give up on him. อย่าเพิ่งหมดหวังในตัวเค้านะ

ใครสังเกตุประโยคตัวอย่างดีๆ จะเห็นว่า give up ถ้าตามหลังด้วยคำกริยา คำกริยานั้นจะต้องเติม-ing เสมอ  แต่ถ้า ตามหลังด้วยคำนาม ก็ต่อไปได้เลยขึ้นอยู่ว่าจะพูดว่าอะไร

ููู***ใครตาดี หรือ เป็นเจ้าหนูจำไม จะถามว่า ทำไม She gave up her life. แต่ Don't give up on him. ประโยคแรกไม่มี on แต่ประโยคหลังมี!?

เอาเป็นว่า ลิงทิ้งปริศนาเอาไว้แค่นี้นะขอรับกระผม ผู้อ่านท่านใดสามารถตอบได้ ขอเรียนเชิญได้ที่commentข้างล่างนี้ได้เลย แต่ถ้าเข้าใจกันแล้ว ผู้เขียนขอราตรีสวัสดิ์และนะ ตี4:51 ณ บัดนาว โอ้วมายก๊อดดดด >_<

"สุขสันต์วันครูค่ะทุกคน" ~ ^^

Wednesday, January 2, 2013

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "You might feel worthless to one person, but you are priceless to another."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : สวัสดีปีใหม่ 2556 ขอรับกระผม เนื่องจากอาจารย์ชมกรถามทุกกกกกวัน "เมื่อไหร่จะเอาภาษาอังกฤษลงอีกล่ะลูก แม่อยากอ่าน" อยากจะบอกแม่ว่า ไม่สามารถลงอะไรที่เป็นเรื่องของหลักภาษาอังกฤษหรือไวยากรณ์ได้ เพราะยังไม่มีใครถามเข้ามา ออกแนว demand(ความต้องการ)ไม่มา ตลาดไม่เกิด จะลงได้แต่เฉพาะคอลั่มคำคมเท่านั้น เพราะอ่านง่าย และแฝงเกร็ดภาษาอังกฤษเล็กๆน้อยๆอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จัดไปขอรับอาจารย์ชมกร~^^

อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่าคำคมดีๆมีเยอะมากวันละหลายสิบคำคม แต่เราจะมาเริ่มต้นกันที่คำคมแรกของปีนี้ รับขวัญปีใหม่นะขอรับ วันนี้เอามาจาก
ihatequotes™ @ihatequotes ใน Twitter นั่นเอง เค้าโพสเอาไว้ว่า ...

"You might feel worthless to one person, but you are priceless to another."

แปลเป็นไทยๆได้ว่า "คุณอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ากับคนๆนึง แต่จริงๆแล้วคุณมีค่าแบบหาที่เปรียบไม่ได้สำหรับคนอีกคนนึงต่างหาก"

ในที่นี้คิดว่าเป็นคำคมที่เน้นให้กำลังใจคนที่คิดว่าตัวเองไร้ค่าสำหรับคนอื่น คนอื่นในที่นี้ คือคนที่เรารู้สึกดีๆด้วย ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน หรือ คนรัก ... หารู้ไม่ว่าตัวเองนั้นก็มีความสำคัญ มีค่า กับคนอื่นเหมือนกัน และัถ้าจะให้เปรียบคนอื่นในที่นี้ คือ พ่อ แม่ พี่น้อง และ ครอบครัว รวมถึงเพื่อนฝูงผู้มีจิตใจ"ใฝ่ดี" และคิดดีๆกับเ้ราทั้งสิ้น

ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกด้อยค่า ไร้ค่า ไร้ความสำคัญ กับคนๆนึง จงระลึกไว้เถิดว่ามีคนที่เห็นเรามีค่า มีความสำคัญเยอะแยะมากแค่ไหน คำถามคือ มองเห็นรึเปล่าแค่นั้นเอง แล้วคำถามต่อไปที่ผุดขึ้นมาก็คือ จะไปคบทำไมคนที่ทำให้เรารู้สึกด้อยค่า ไร้ความสำคัญ ตรรกะง่ายๆขอรับกระผม แล้วชีวิตจะสบายขึ้นเยอะเชื่อลิงมั๊ย ~ ^^

ประโยคนี้มีหลักภาษาอังกฤษที่เอามาพูดได้อยู่เหมือนกัน ออกแนวเล่นคำด้วยซ้ำไป นั่นคือ "worthless" กับ "priceless"

worth แปลว่า คุณค่า, มูลค่า, ราคา
price แปลว่า ราคา, คุณค่า
less แปลว่า น้อย, เล็กน้อย


ใส่ less เข้าไปหลังคำว่า worth กับ price นี่ความหมายเปลี่ยนเลย กลายเป็น worthless ที่แปลว่า ไร้คุณค่า ไม่มีคุณค่า กับ priceless มีคุณค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ... มาอ่านจากเรื่องสั้นขำขันกัน แล้วจะเข้าใจ~

น้องๆเด็กๆแฟนคลับศิลปินนักร้องเกาหลี ไปยื่นต่อแถวยาวเหยียดข้ามคืน เพียงแค่อยากได้ตั๋วที่นั่งแถวหน้าในคอนเสิตร์ เพื่อนผู้รักการเรียนมากกว่าสิ่งอื่นใดจึงพูดขึ้นมาว่า "Are you guys crazy?" พวกแกบ้ารึป่าวนี่ มายืนต่อแถวอะไรข้ามคืน เพื่อนแฟนคลับจึงตอบกลับมาว่า "But it's worth it!!!" แต่มันคุ้มค่านะเฟร้ย ว่าแล้วก็ชูตั๋วคอนเสิตร์แถวแรกให้ดูด้วยความภูมิใจ เพื่อนผู้รักการเรียนเห็นแล้วก็พูดว่้า "Those tickets are worthless to me." ตั๋วพวกนั้นมันไม่เห็นจะมีค่าอะไรสำหรับชั้นเลย เพื่อนแฟนคลับเลยตอบว่า "It's worthless to you but it's priceless to me." มันไม่มีค่าสำหรับแก แต่มันมีค่า(อย่างหาที่เปรียบไม่ได้)สำหรับชั้นโว้ยยย ... จบข่าว ถ้ามองกลับกัน ให้เด็กเรียนไปยืนต่อแถวจองหนังสือที่อ่านแล้วเป็นอัลเิบิตร์ ไอน์สไตน์ไปเลยแบบนั้น เด็กๆแฟนคลับก็จะพูดทำนองเดียวกันกลับไปแน่นอน ... สรุปแล้วเด็ก2คนนี้ คนนึงโตขึ้นมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลก อีกคนเป็นศิลปินนักร้องดังไปทั่วโลก อิอิ ~

เอ่อ ... นอกเรื่องได้เก่งมาก แต่หวังว่าผู้อ่านจะเข้าใจความหมายของ worthless, priceless ได้ไม่มากก็น้อยนะขอรับกระผม ~ ^^

หากมีผู้ใดสงสัยเรื่อง worthless, priceless กรุณาทิ้งเบอร์โทรไว้ เอ้ยยยย ไม่ใช่ ทิ้งคอมเม้นไว้ได้เลยขอรับ เดี๋ยวจะกลับมาขยายความ เพราะคนที่สงสัยจริงๆจะมาแย้งเรื่อง "priceless" แน่นอน แต่ถ้าไม่มี อธิบายไปเท่านี้ ก็พอเข้าใจได้แล้วขอรับ ... แล้วเจอกันใหม่คำคมหน้า วันหน้า  ฟ้าใหม่ ~ ^^