Sunday, January 27, 2013

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : แผ่นอะไรสั่นได้!?


เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : เหมือนจะลืม แต่ไม่ได้ลืมนะ เมื่อปีที่แล้วจำได้ว่าบินกับเพื่อนลูกเรือคนนึง ถามถึงเจ้าแผ่นวงกลมเหมือนขนมโก๋ แต่สั่นได้เมื่อมีคนกดเรียก ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่าอะไร!?

เจ้าแผ่นสั่นๆนี่นะ ส่วนใหญ่จะใช้กับร้านกาแฟ หรือ พวกร้านขายเครื่องดื่มทั้งหลายที่ต้องใช้เวลาทำ แต่ไม่อยากให้ลูกค้ามายืนรอนานๆ เมื่อสั่งเสร็จแล้วจ่ายเงินแล้ว ทางร้านก็จะแจกเจ้าแผ่นสั่นได้นี่มา ให้เราไปนั่งรอที่โต๊ะก่อน เมื่อเครื่องดื่มทำเสร็จแล้ว เจ้าแผ่นนี่จะสั่นเตือน แปลว่าให้เราเดินไปรับที่เค้าเต้อรับเครื่องดื่มได้เลย ลิงเห็นเจ้าแผ่นสั่นๆนี่ครั้งแรกเมื่อประมาณ4ปีที่แล้วที่เกาหลี ร้านกาแฟทุกร้านที่นั่นมีเจ้าแผ่นสั่นๆนี่หมด (ยกเว้น Starbucks นะ) บางร้านเดี๋ยวนี้ไฮเทคจัด ทำเจ้าแผ่นสั่นๆนี่เป็นรูปไอโฟน แถมมีโฆษณา มิวสิควีดีโอ ให้ลูกค้านั่งมองเล่นแก้เซ็งระหว่างรอด้วย โอ้วววว สุดยอดเทคโนโลยี ต้องเกาหลีเค้าหล่ะ (!?)

อยากรู้แล้วใช่มั๊ยว่าเค้าเรียกว่าอะไร ไอ้เจ้าแผ่นสั่นๆนี่ ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า "buzzer" อ่านว่า "บัสเซ่อ"

ิีbuzz คือ ลักษณะเสียงสั่นนั่นเอง หรือเสียงผึ้งบินอ่ะ ซซซซซซซ~ อะไรแบบนั้น เมื่อเติม -er เข้าไปข้างหลังกลายเป็น buzzer เป็นคำนาม หมายถึงเจ้าแผ่นสั่นๆนั่นเอง ใครไม่เคยเห็น ไม่คุ้น ดูได้ตามรูปนั่นเ้ลย จะคล้ายๆแบบนั้นแหละ การออกแบบแผ่นก็ขึ้นอยู่กับร้านร้านนั้นว่าอยากจะดีไซน์ออกมาแบบไหน ที่เห็นกันอยู่นี่คือ buzzer จากร้าน Azabu ของที่เกาหลี พอดีเพื่อนคนเกาหลีพาไปซื้อขนมโตเกียวชาเขียวสอดไส้ถั่วแดง อร่อยยยยย แต่ ต้องรอเค้าอบสดๆ ~ ^^

เราอาจจะได้ยินพนักงานพูดกับเราในขณะที่ยื่นเจ้า buzzer นี่ให้ว่า "please come back when the buzzer sounds." นี่ไม่ใช่ประโยคตายตัวในการพูดนะขอบอกไว้ก่อน แต่แค่ยกตัวอย่างขึ้นมาให้ดูว่ามันจะมีคำว่า buzzer อยู่ในนั้นด้วยนั่นเอง ~

หายสงสัยแล้วนะเพื่อนๆ เอิงชอบใจแน่ๆ อิอิ ใครนะถามลิง ไม่แน่ใจ คิดว่าแนนนะ ฝากไปบอกทีเน้อออ~

ป.ล. ในบาห์เรนก็มีนะ ใครไปเดินCity Center เชิญไปจับดูได้ที่ร้านขายพาสต้าพิซซ่าของอิตาลี ชั้น2 ถัดจากร้านรองเท้า Vincci นั่นแหละ แต่ต้องสั่งพิซซ่าเ้ท่านั้นนะ ถึงจะได้เจ้าตัว buzzer นี่มาจับเล่นอ่ะ ~ ^^

Wednesday, January 16, 2013

คุณขอมา (Requested Topic) : "trip up" ภาคตัดต่อ(แล้ว)

trip เป็นได้ทั้ง noun แล้วก็ verb วิธีดูง่ายๆ ถ้าเป็น noun จะมี a อยู่ข้างหน้า เช่น a trip to Korea คือ ทริบไปเกาหลี (สังเกตุคนไทยเดี๋ยวนี้ใช้ทับศัพท์แล้วคำนี้ ทริบ คือ การเดินทางนั่นเอง) หรือถ้าไม่มี a อยู่ข้างหน้า จะเห็นตัวอื่นมาขยายให้รับรู้ได้เองว่าเป็น noun เช่น business trip 

ตัวอย่างของ trip ที่เป็น noun :-
You must be tired after such a long trip.
I look forward to seeing you on my next trip to Korea.

***สรุปคือ trip ที่เป็น noun แปลได้ประมาณว่า เดินทางไปที่ไหนซักแห่งแล้วกลับมา ส่วนใหญ่จะใช้กับการไปเที่ยวพักผ่อนวันหยุดหรือเดินทางไปเรื่องของธุรกิจ

มาดู trip ที่เป็น verb แปลได้ว่า สะดุด,กระโดด,พูดผิดพลาด,เดินทา

trip ที่แปลว่า สะดุด นึกภาพเวลาเดินข้ามประตูเลื่อนนะ ถามว่าต้องยกเท้าขึ้นนิดหน่อย หรือว่า เดินลากเท้าข้ามไปเลย ประตูเลื่อนนะ แปลว่าต้องมีรางเล็กๆอยู่ข้างหน้า ยังไงก็ต้องยกเท้านิดเดียวเพื่อจะเดินข้ามไป ใครที่ไม่ยกเท้าหรือยกไม่ทัน กลายเป็นสะดุดกันไป จะล้มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการสามารถในการบาลานซ์ตัวเอง ถ้าสะดุดแล้วล้ม แบบนี้เรียก "trip and fall"

***สะดุดอีกแบบคือเอาไว้แกล้งเพื่อน ใครไม่เคยทำแสดงว่าชีวิตวัยเด็กนี่ไม่สนุกกันเลย (!?) คือการเอาเท้ายื่นออกไปตอนที่เพื่อนกะลังเดินผ่านไป แกล้งให้เพื่อนสะดุดแล้วล้ม อิอิ ขำๆนะ 

ส่วน trip up เป็นวลีที่แปลได้ประมาณว่า ทำพลาด หรือ จับผิด 

ถ้าจะให้อธิบายเป็นภาษาอังกฤษ trip up ที่แปลว่า ทำพลาด จะอธิบายได้ว่า It is when you trip up and add two numbers wrong. ในที่นี้คือทำพลาดโดยการใส่ตัวเลขผิดไปสองตัว

trip up ที่แปลว่า จับผิด อธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า It is when you try to trip someone or catch him in a mistake by repeatedly asking the same question in different ways. พยายามจับผิดโดยการถามคำถามเดียวกันหลายๆแบบ เหมือนสอบสวนอ่ะ ไม่ก็พวกนักข่าวถามนักการเมือง เคยเห็นมั๊ยในทีวี ถามย้ำ ไม่ตอบ ก็ถามอีก ถามนำ ถามวน เอาให้มั่นคั้นให้ตาย คายออกมาเดี๋ยวนี้ ประมาณนั้น -_-"

สำนวน ชวนฝัน (Idioms to go) : "Sometimes we try to trap a cow, but then catch a rat instead."


สำนวน ชวนฝัน (Idioms to go) : ตัดสินใจเปิดคอลั่มใหม่ซะเลย เพราะรู้สึกว่าในสำนวนภาษาอังกฤษ นอกจากจะคล้ายกับของไทยแล้ว ยังมีรายละเอียดหลายอย่างที่เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆเรื่องภาษาได้ด้วย แต่สำนวนพวกนี้ความหมายลึกล้ำชวนปวดหัวมากมาย แต่ถ้ารู้แล้ว มันก็อ่อออออเลยนะ งั้นมาลองดูกัน

เปิดตัวสำนวนแรก มาจากที่อิมถามไว้วันก่อน ที่แท้จริงจะต้องเป็น "Sometimes we try to trap a cow, but then catch a rat instead." จะเปลี่ยนเป็น "It's like we try to trap a cow, but manage to catch ourselves a rat." ก็ได้ สำนวนแบบนี้ ขึ้นอยู่กับผู้พูด ว่าจะพูดอธิบายให้คนฟังยังไง คนฟังเป็นใคร นักเรียน/เพื่อน/ผู้ใหญ่ ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่ แต่เหมือนเป็นการพูดอธิบายตามแนวเฉพาะของตัวเองมากกว่า เดี๋ยวจะร่ายยาวให้ดู อ่านไหวมั๊ย เค้าพิมพ์ไหวอ่ะ ~ ^^

ถ้าจับเอา cow(วัว) กับ rat(หนู) มาเปรียบเทียบกัน ถามว่าทุกคนมองที่อะไร มองที่ขนาดของวัวกับหนู วัวตัวใหญ่ หนูตัวเล็ก หรือมองที่มันสมองความคิด วัวกินแต่หญ้า แต่หนูมีมันสมองดีักว่า หาอาหารได้เก่งกว่า ... ใครอ่านภาษาไทยแล้วงง จะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า "It's like we go for big things, because we think big is better, but then get something smaller, which more valuable." ซึ่งในความหมายนี้ ตั้งใจจะไปจับวัว แต่ได้หนูมาแทน แสดงว่าได้กำไรแล้วหล่ะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องหาอาหารให้หนูมันกินก็แล้วกันอ่ะ

อีกตัวอย่างนึง ตำรวจวางแผนจับกุมหัวหน้าแก๊งมาเฟียคนสำคัญ แต่ดันไปจับได้ลูกน้องคนสำคัญมือซ้ายมือขวา ซึ่งจะว่ากันตามตรงแล้ว หัวหน้าแก๊งไม่เคยฆ่าใคร ฆ่าไม่เป็น สู้ไม่เก่ง สั่งให้2คนนี้ไปฆ่า ตัวเองเก่งแต่บริหารแก๊งอย่างเดียว การที่ตำรวจวางแผนไปจับหัวหน้าแก๊งมาเฟียคนนี้(cow) แต่ดันไปได้ลูกน้องคนสำคัญ2คนมาแทน(rat) งานนี้ถือว่าได้กำไร เพราะถ้าไม่มีลูกน้อง2คนนี้ หัวหน้าแก๊งคนนี้ถือว่าไม่มีแขนมีขาไปเลย อธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "It's like catching a criminal ... we want the no.1 big guy, but we get the smaller guy who is more important because he is more dangerous( doing the dirty work for No.1 guy that's why).

เพราะฉะนั้นสำนวนนี้ rat เป็นจุดสำคัญที่ผู้พูดต้องการจะเน้น แล้วสำนวนนี้ก็สามารถพูดไปได้อีกหลายแบบมากๆ แล้วแต่ผู้พูดจะเอาไปเปรียบกับอะไร สถาณการณ์แบบไหน แต่หลักๆแล้วคือความสำคัญของ rat ~

ความแตกต่างของ "Sometimes we try to trap a cow, but then catch a rat instead." กับ "It's like we try to trap a cow, but manage to catch ourselves a rat." จึงอยู่ที่สถานการณ์ที่ผู้พูดต้องการสื่อออกมาตอนนั้นมากกว่า พูดแบบออกความเห็น ("Sometimes we try to trap a cow, but then catch a rat instead.") หรือ พูดเพื่อ ยกตัวอย่าง ("It's like we try to trap a cow, but manage to catch ourselves a rat.") ~

พอจะเข้าใจสำนวนนี้กันแล้วเน้ออออ วันนั้นถึงถามอิมหลายคำถามเลยว่า สำนวนนี้เอามาจากไหน ใครพูด พูดในลักษณะไหน สถานการณ์ไหน ข้อมูลพวกนี้จะช่วยให้เราเข้าใจผู้พูดมากขึ้นว่าต้องการจะสื่ออะไร ในสถานการณ์ไหน และเพื่ออะไร พอจะเข้าใจนะ

คอลั่มนี้ค่อนข้างลึก ใครอ่านแล้วปวดหัว กรุณาข้ามไปอ่านคอลั่มอื่นๆได้ตามอัธยาศัยนะขอรับกระผม รอวันหยุดหน้าฟ้าใหม่ จะกลับมาปั่นคอลั่มนี้ให้คนชอบเรื่องลึกๆแต่ไม่ลับ ได้อ่านกันเด้อออ~ ^^

*** ส่วนใครที่งงตรง "catch ourselves a rat" (จับพวกเราหนูตัวหนึ่ง!?) ช่วยแสดงตัวด่วน เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง ถ้าไม่มี แสดงว่าผ่าน นะจ๊ะ

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "The reason why people give up so fast is because they tend to look at how far they still have to go, instead of how far they have gotten."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : ไหนๆก็นอนเช้าแล้ว เอาซักหน่อย คำคมเยอะเหลือเกิน เลือกไม่ถูก แต่เอาคำคมนี้ดีกว่า เข้ากับบรรยากาศในการเริ่มต้นวันใหม่ วันคุณครู ~^^

ขอยกคำคมมาจาก ihatequotes™ ‏@ihatequotes เจ้าเดิมนะขอรับกระผม

"The reason why people give up so fast is because they tend to look at how far they still have to go, instead of how far they have gotten."

"เหตุผลที่หลายๆคนล้มเลิกกลางคัน เพราะว่าพวกเค้ามักจะมองว่าหนทางนั้นยังอีกยาวไกลกว่าจะไปถึง แทนที่จะมองว่าตัวเองนั้นเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว"

ชัดๆตรงๆ "Don't give up." ครับท่านผู้อ่าน!!!~ ไม่ว่าใครจะทำอะไรอยู่หรือคิดว่าจะทำอะไร (ขอเป็นเรื่องดีๆนะ) ก็จงทำต่อไป ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อย ไม่คุ้ม ต้องดราม่า หลายสิ่ง แต่มันมีอะไรดีๆระหว่างการเดินทางนี้แน่นอน เผลอๆ เรื่องดีๆที่เกิดขึ้น (ไม่ใช่แพนเค้กนะ!?) อาจจะทำให้เรารู้สึกดีกว่า ประทับใจกว่า หรือได้เรียนรู้อะไรที่มากกว่าเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นแล้วซะอีก ว่ามั๊ย?

ขอยกมาพูด2ประเด็นสำหรับหลักภาษาอังกฤษในคำคมนี้ the reason why กับ give up

The reason why แปลว่า เหตุผลก็คือ ...
รูปประโยค จะเป็นแบบนี้ตลอด "The reason why ....... because ........"

The reason why I always go to Korea because I love Korean Boy Bands.
The reason why I don't like you because you don't like me.

เอ่ออออ ... ใครช่วยแต่งประโยคที่ดีกว่านี้มาให้หน่อย ดึกแล้ว สมองไม่แล่นเลย -_-"

Give up แปลว่า ล้มเลิก,หยุดทำ,ละทิ้ง,พลีชีพ,วางมือ

เน้นว่า give up ถ้าใช้กับ verb คือเอา verb มาตามหลัง จะต้องทำให้ verbนั้นเป็น V-ing เท่านั้น

Give up smoking if you want to live long. เลิกบุหรีซะถ้าอยากมีชีวิตอยู่ไปอีกนานๆอ่ะ

She gave up her life just to save the children. เธอสละชีวิตของเธอเพื่อช่วยเด็กๆ (ใครดูข่าวเรื่องการยิงกราดในโรงเรียนอนุบาลที่อเมริกาเมื่อปลายปีที่แล้ว มันคือตัวอย่างเรื่องจริงที่มาจากเหตุการณ์นั้น)

Do you normally give up your seat to old people when you are riding the bus? ปกติแล้วเธอสละที่นั่งให้ผู้สูงอายุหรือเปล่าเวลาเธอนั่งรถเมล์อ่ะ (อยากรู้ว่าเด็กไทยสมัยนี้ เค้าไปถึงไหนกันแล้ว แกล้งกลับ หรือ ลุกให้นั่งเลย!?)

Don't give up on him. อย่าเพิ่งหมดหวังในตัวเค้านะ

ใครสังเกตุประโยคตัวอย่างดีๆ จะเห็นว่า give up ถ้าตามหลังด้วยคำกริยา คำกริยานั้นจะต้องเติม-ing เสมอ  แต่ถ้า ตามหลังด้วยคำนาม ก็ต่อไปได้เลยขึ้นอยู่ว่าจะพูดว่าอะไร

ููู***ใครตาดี หรือ เป็นเจ้าหนูจำไม จะถามว่า ทำไม She gave up her life. แต่ Don't give up on him. ประโยคแรกไม่มี on แต่ประโยคหลังมี!?

เอาเป็นว่า ลิงทิ้งปริศนาเอาไว้แค่นี้นะขอรับกระผม ผู้อ่านท่านใดสามารถตอบได้ ขอเรียนเชิญได้ที่commentข้างล่างนี้ได้เลย แต่ถ้าเข้าใจกันแล้ว ผู้เขียนขอราตรีสวัสดิ์และนะ ตี4:51 ณ บัดนาว โอ้วมายก๊อดดดด >_<

"สุขสันต์วันครูค่ะทุกคน" ~ ^^

Wednesday, January 2, 2013

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "You might feel worthless to one person, but you are priceless to another."


คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : สวัสดีปีใหม่ 2556 ขอรับกระผม เนื่องจากอาจารย์ชมกรถามทุกกกกกวัน "เมื่อไหร่จะเอาภาษาอังกฤษลงอีกล่ะลูก แม่อยากอ่าน" อยากจะบอกแม่ว่า ไม่สามารถลงอะไรที่เป็นเรื่องของหลักภาษาอังกฤษหรือไวยากรณ์ได้ เพราะยังไม่มีใครถามเข้ามา ออกแนว demand(ความต้องการ)ไม่มา ตลาดไม่เกิด จะลงได้แต่เฉพาะคอลั่มคำคมเท่านั้น เพราะอ่านง่าย และแฝงเกร็ดภาษาอังกฤษเล็กๆน้อยๆอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จัดไปขอรับอาจารย์ชมกร~^^

อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่าคำคมดีๆมีเยอะมากวันละหลายสิบคำคม แต่เราจะมาเริ่มต้นกันที่คำคมแรกของปีนี้ รับขวัญปีใหม่นะขอรับ วันนี้เอามาจาก
ihatequotes™ @ihatequotes ใน Twitter นั่นเอง เค้าโพสเอาไว้ว่า ...

"You might feel worthless to one person, but you are priceless to another."

แปลเป็นไทยๆได้ว่า "คุณอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ากับคนๆนึง แต่จริงๆแล้วคุณมีค่าแบบหาที่เปรียบไม่ได้สำหรับคนอีกคนนึงต่างหาก"

ในที่นี้คิดว่าเป็นคำคมที่เน้นให้กำลังใจคนที่คิดว่าตัวเองไร้ค่าสำหรับคนอื่น คนอื่นในที่นี้ คือคนที่เรารู้สึกดีๆด้วย ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน หรือ คนรัก ... หารู้ไม่ว่าตัวเองนั้นก็มีความสำคัญ มีค่า กับคนอื่นเหมือนกัน และัถ้าจะให้เปรียบคนอื่นในที่นี้ คือ พ่อ แม่ พี่น้อง และ ครอบครัว รวมถึงเพื่อนฝูงผู้มีจิตใจ"ใฝ่ดี" และคิดดีๆกับเ้ราทั้งสิ้น

ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกด้อยค่า ไร้ค่า ไร้ความสำคัญ กับคนๆนึง จงระลึกไว้เถิดว่ามีคนที่เห็นเรามีค่า มีความสำคัญเยอะแยะมากแค่ไหน คำถามคือ มองเห็นรึเปล่าแค่นั้นเอง แล้วคำถามต่อไปที่ผุดขึ้นมาก็คือ จะไปคบทำไมคนที่ทำให้เรารู้สึกด้อยค่า ไร้ความสำคัญ ตรรกะง่ายๆขอรับกระผม แล้วชีวิตจะสบายขึ้นเยอะเชื่อลิงมั๊ย ~ ^^

ประโยคนี้มีหลักภาษาอังกฤษที่เอามาพูดได้อยู่เหมือนกัน ออกแนวเล่นคำด้วยซ้ำไป นั่นคือ "worthless" กับ "priceless"

worth แปลว่า คุณค่า, มูลค่า, ราคา
price แปลว่า ราคา, คุณค่า
less แปลว่า น้อย, เล็กน้อย


ใส่ less เข้าไปหลังคำว่า worth กับ price นี่ความหมายเปลี่ยนเลย กลายเป็น worthless ที่แปลว่า ไร้คุณค่า ไม่มีคุณค่า กับ priceless มีคุณค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ... มาอ่านจากเรื่องสั้นขำขันกัน แล้วจะเข้าใจ~

น้องๆเด็กๆแฟนคลับศิลปินนักร้องเกาหลี ไปยื่นต่อแถวยาวเหยียดข้ามคืน เพียงแค่อยากได้ตั๋วที่นั่งแถวหน้าในคอนเสิตร์ เพื่อนผู้รักการเรียนมากกว่าสิ่งอื่นใดจึงพูดขึ้นมาว่า "Are you guys crazy?" พวกแกบ้ารึป่าวนี่ มายืนต่อแถวอะไรข้ามคืน เพื่อนแฟนคลับจึงตอบกลับมาว่า "But it's worth it!!!" แต่มันคุ้มค่านะเฟร้ย ว่าแล้วก็ชูตั๋วคอนเสิตร์แถวแรกให้ดูด้วยความภูมิใจ เพื่อนผู้รักการเรียนเห็นแล้วก็พูดว่้า "Those tickets are worthless to me." ตั๋วพวกนั้นมันไม่เห็นจะมีค่าอะไรสำหรับชั้นเลย เพื่อนแฟนคลับเลยตอบว่า "It's worthless to you but it's priceless to me." มันไม่มีค่าสำหรับแก แต่มันมีค่า(อย่างหาที่เปรียบไม่ได้)สำหรับชั้นโว้ยยย ... จบข่าว ถ้ามองกลับกัน ให้เด็กเรียนไปยืนต่อแถวจองหนังสือที่อ่านแล้วเป็นอัลเิบิตร์ ไอน์สไตน์ไปเลยแบบนั้น เด็กๆแฟนคลับก็จะพูดทำนองเดียวกันกลับไปแน่นอน ... สรุปแล้วเด็ก2คนนี้ คนนึงโตขึ้นมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลก อีกคนเป็นศิลปินนักร้องดังไปทั่วโลก อิอิ ~

เอ่อ ... นอกเรื่องได้เก่งมาก แต่หวังว่าผู้อ่านจะเข้าใจความหมายของ worthless, priceless ได้ไม่มากก็น้อยนะขอรับกระผม ~ ^^

หากมีผู้ใดสงสัยเรื่อง worthless, priceless กรุณาทิ้งเบอร์โทรไว้ เอ้ยยยย ไม่ใช่ ทิ้งคอมเม้นไว้ได้เลยขอรับ เดี๋ยวจะกลับมาขยายความ เพราะคนที่สงสัยจริงๆจะมาแย้งเรื่อง "priceless" แน่นอน แต่ถ้าไม่มี อธิบายไปเท่านี้ ก็พอเข้าใจได้แล้วขอรับ ... แล้วเจอกันใหม่คำคมหน้า วันหน้า  ฟ้าใหม่ ~ ^^