Sunday, November 16, 2014

คุณขอมา (Requested Topic) : What time is it?

***This post was since January 9, 2012 on the page "แม่ชมกรให้สอนภาษา" on Facebook.

คุณขอมา (Requested Topic) : เป็นรีเควสที่มาจากน้องหมาป่า ถามมาว่า อ่านเวลาเป็นภาษาอังกฤษยังไง มันงงๆ น่ารักมากน้องหมาป่า ถามมาแบบนี้พี่ชอบตอบ น้องๆคนไหนที่กะลังงงกับเรื่องเวลาเป็นภาษาอังกฤษ มาที่โพสนี้ได้เลย~

ถ้ามีคนมาถามเราว่า "What time is it?" วิธีตอบที่ง่ายที่สุด(เน้นว่าง่ายที่สุด) คือให้ตอบเป็นตัวเลขที่เห็นจากนาฬิกาตัวเอง ณ ตอนนั้น เช่นเวลา 10.15 (10โมงเช้ากับอีก15นาที คนไทยตอบสั้นๆว่า 10โมง15ด้วยเหอะ) ให้ตอบเป็น "It's 10.15." อ่านได้ว่า It's ten fifteen. วิธีการตอบแบบนี้ง่ายที่สุดแล้ว ถามมาอีกว่า อ่าวแล้วมันกลางคืนหรือกลางวันหล่ะเนี่ย!? ตอบแบบง่ายๆคือตอนที่ถามอ่ะ มันตอนกลางวันหรือตอนกลางคืนหล่ะ!? ถ้าตอนกลางวัน งั้นก้อ10โมงเช้า ถ้าตอนกลางคืน ก้อ4ทุ่ม เป็นอันรู้กัน

ส่วนการอ่านเวลาแบบยากๆ(ในแบบของคนที่งงเรื่องการอ่านเวลาอยู่แล้วนะ) จะแบ่งได้หลายแบบ คือแบบ "am/pm (12 hour clock)" กับแบบ "24 hour Clock" ดังต่อไปนี้ :

แบบam/pm(12 hour clock) นี่ก่อนอื่นบอกก่อนว่า ...
AM = ante meridiem คือเวลาหลังเที่ยงคืนถึงเที่ยงวัน
PM = post meridiem คือเวลาหลังเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน

วิธี"เขียน"ของเค้าคือจะเติมไม่amก้อpmตามหลังเวลาเสมอ เช่น 01.00am คือ "ตีหนึ่ง" ภาษาไทย แต่เวลา"อ่าน"เป็นภาษาอังกฤษอ่าน "one o'clock in the morning" แต่ 01.00pm คือ "บ่ายโมง" ภาษาไทย แต่เวลาอ่านเป็นภาษาอังกฤษอ่าน "one o'clock in the afternoon"

06.00am = หกโมงเช้า(ไทย) , six o'clock in the morning (ภาษาอังกฤษ)
06.00pm = หกโมงเย็น(ไทย) , six o'clock in the evening (ภาษาอังกฤษ)

***สังเกตุได้ว่าเวลาอ่านจะต้องมีคำว่า ...in the morning, ...in the afternoon, ...in the evening, ...at night ตามหลังมากำกับด้วยตลอดเวลาเพื่อที่จะบอกว่ามันเช้าสายบ่ายเย็นกลางคืนนั่นเอง

แบบ"24 hour clock" จะสังเกตุได้ว่าตัวเลขบอกเวลาจะเริ่มจาก 00.00-23.59 (เที่ยงคืนไปยันห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที) ตัวเลขทั้ง24ตัวจะบอกเวลาได้เองว่าตอนนั้นเช้าสายเที่ยงบ่ายเย็นดึกเป็นต้น เวลาที่ใช้เป็นทางการส่วนใหญ่จะใช้แบบ24hour clockนี่แหละ ไม่ต้องเติมam/pmให้ยุ่งยาก โดยเมื่อนาฬิกาถึงเที่ยงวันแล้วจะเดินต่อไปที่เลข1ซึ่งก้อคือบ่ายโมง ถ้าเขียนแบบ"24 hour clock" จะเป็น 13.00 เขียนเลขเรียงต่อไปเรื่อยๆจนไปถึง5ทุ่มไทย นั่นก้อคือ 23.00

09.00 คือ เก้าโมงเช้า
13.00 คือ บ่ายโมง(ไทย)
16.00 คือ สี่โมงเย็น
20.00 คือ สองทุ่ม

มาถึงเรื่องที่น้องหมาป่าสงสัย คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่พูดมาทั้งหมดนี้หรอก แต่เป็นเรื่องการอ่านเวลาที่มีคำว่า to,past, a quarter past, a quarter to, half to, half past อะไรพวกนี้มากกว่า พี่เดาถูกมั๊ยน้อง!?

ตามนี้นะน้องหมาป่า ก่อนอื่นเลยมาทำความเข้าใจกับ to,past, a quarter past, a quarter to, half to, half past กันก่อนนะ เอากันแบบไทยๆเลยนะ

to แปลว่า "อีก...จะ..."
past แปลว่า "ผ่าน/เลย...มาแล้ว..."

***a quarter นี่แปลได้อย่างเดียวว่า 15นาที (เฉพาะเรื่องของเวลานะ)
a quarter past แปลว่า "ผ่าน...มาแล้ว15นาที"
a quarter to แปลว่า "อีก15นาทีจะ..."

***half นี่แปลได้อย่างเดียวว่าครึ่ง หรือ30นาที

้half to แปลว่า "อีกครึ่งชั่วโมงจะ..." หรือ "อีก30นาทีจะ..."
half past แปลว่า "ผ่าน/เลย...มาแล้วครึ่งชั่วโมง" หรือ "ผ่าน/เลย...มาแล้ว30นาที"

เมื่ิอเอาเข้าตัวอย่างแล้วจะออกมาแบบนี้ ...

A : What time is it?
B : It's 09.50.
***It's nine fifty. เวลา9โมง50นาที
***It's 10 minutes to 10. อีก10นาทีจะ10โมง

A : What time is it?
B : It's 09.15.
***It's nine fifteen เวลา9โมง15นาที
***It's a quarter past nine. ผ่าน/เลย9โมงมาแล้ว15นาที

A : What time is it?
B : It's 09.45.
***It's nine forty-five. เวลา9โมง45นาที
***It's a quarter to ten. อีก15นาทีจะ10โมง

A : What time is it?
B : It's 10.15.
***It's ten fifteen. เวลา10โมง15นาที
***It's a quarter past ten. ผ่าน/เลย10โมงมาแล้ว15นาที

A : What time is it?
B : It's 11.30
***It's half past eleven. เวลา11โมงครึ่ง
***It's thirty minutes to twelve. อีกครึ่งชั่วโมงเที่ยง

พอจะเข้าใจยังน้องหมาป่า? พี่จะตอบดักไว้ก่อนเผื่อมีคนถามว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่ใช้ to เมื่อไหร่ใช้ past!? ตามหลักแล้ว ถ้าเวลามันเลยโมงมาไม่ถึง30นาทีก้อให้ใช้ past แล้วถ้ามันเลยโมงมามากกกว่า30นาทีแล้วให้ใช้ to แต่ถ้าเอากันจริงๆ จะพูดยังไงก้อพูดกันไปเถอะ เพราะจุดประสงค์คือการบอกเวลา แต่วิธีอ่านที่ง่ายที่สุดคือการอ่านตัวเลขออกไปเลยคับพี่น้องคับ~

น้องหมาป่าคิดว่าเข้าใจรึยัง ถ้าเข้าใจแล้วต้องทำไง รู้ใช่มั๊ย ฮ่าๆๆๆ แต่งมา พี่รออ่านอยู่~ ^^


Wednesday, November 12, 2014

แนะแนวข้ามทวีป : What's next?

แนะแนวข้ามทวีป : What's next?

แนะแนวข้ามทวีปตอนนี้น่าจะเหมาะกับน้องๆม.6 ที่กำลังจะจบการศึกษาในปีหน้านี้ รวมไปถึงน้องๆม.4 ม.5 ที่เริ่มวางแผนอนาคตกันบ้างแล้ว หรือใครกำลังจะจบปริญญาตรีเร็วๆนี้ก็ได้เหมือนกัน เพราะ "What's next?" ในที่นี้คือ จบแล้วไปทำอะไรต่อนั่นเอง ~

พูดแล้วก็พูดอีกว่าน้องๆที่เกิดมาในยุคนี้โชคดีมากๆ ในเรื่องของการที่โลกย่อขนาดลงมาเล็กนิดเดียวเพราะความเจริญก้าวหน้าของไอทีนี่แหละ ทำให้การสื่อสารไร้ขีดจำกัด การศึกษาก็ไร้ขีดจำกัดไปด้วย พูดถึงเรื่องของการศึกษานี่ สมัยก่อนเท่าที่จำได้ มีแต่โครงการแลกเปลี่ยนAFS ให้น้องๆม.4 ม.5ได้ไปใช้เวลา1ปีเต็มที่ต่างประเทศ ไปดูไปเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติ ประสบการณ์ล้วนๆ

พี่เลยอยากจะบอกน้องๆ เริ่มตั้งแต่ม.4 ม.5 ก่อนว่าให้ลองสมัครทุนแลกเปลี่ยนทั้งหลายแหล่ สมัยนี้ไม่น่าจะมีแค่AFSอย่างเดียวแล้ว ใครที่เริ่มรู้ตัวเองว่า ชอบชีวิตแบบลุยๆ ไม่กลัวการออกไปสำรวจโลกกว้าง อยากไปเห็นด้วยตาตัวเอง พี่แนะนำให้สมัครทุนซะ เพราะถ้าน้องเกิดได้ไปขึ้นมา มันจะเป็นประสบการณ์ชีวิตแบบหาที่ไหนไม่ได้เลยนะ น้องยังไม่ต้องคิด ว่า โอยยยพี่ คนสมัครเยอะแยะ หนูไม่ได้หรอกค่ะพี่ น้องอาจจะลืมไปอย่างหนึ่งว่า สมัครไป ถือว่ามีสิทธิ์ได้ จะกี่เปอเซนต์ได้ก็ถือว่ามีสิทธิ์ได้ แต่ถ้าไม่สมัครเลย โอกาสเป็นศูนย์นะ จบข่าว หลักการนี้ ขอใช้เฉพาะเรื่องสมัครทุนนะ อย่าได้เอาไปรวมกับเรื่องซื้อลอตเตอรี่ ซื้อหวย แบบมาดักคอพี่ว่า อ่าวพี่ ไม่ซื้อลอตเตอรี่ โอกาสถูกก็เป็นศูนย์เหมือนกันนา เออนะ ย้อนเร๊อะ!? -_-

น้องๆม.6 ตัวเลือกอาจจะไม่เยอะมาก เพราะยังไงซะก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยก่อน แต่สมัยนี้ก็มีทุนเรียนปริญญาตรีเหมือนกัน พี่เห็นผ่านตาเยอะมากกกก เห็นจนแบบว่า อิจฉาเด็กๆสมัยนี้มาก ตัวเลือกเยอะจัด แต่เดี๋ยวนะ น้องๆอย่าเพิ่งเข้าใจพี่ผิด คิดว่าพี่เป็นเด็กเรียน มาเขียนอะไรเรื่องทุนๆนี่ ไม่มีทาง ฮาาาาา ยังรักเล่นแต่เรียนจนจบเหมือนเดิม ตอนเรียนม.ปลาย พี่ไม่ได้มานั่งคิดไรแบบนี้หรอก เล่นไปวันๆขำๆ แต่เมื่อผ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วรู้เลยว่า ถ้าย้อนเวลาได้ การตั้งใจเรียนนี่มันน่าจะสนุกไปอีกแบบนะ ถึงพี่เป็นแอร์ ได้ท่องโลกเองด้วยเนื้องาน แต่ประสบการณ์นักเรียนทุนแลกเปลี่ยนนี่ได้หลายมุมกว่าเป็นแอร์เยอะ อย่างน้อยๆน้องอาจจะค้นพบสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นอยากทำตอนที่อยู่ในprocessของการเติบโตด้วยการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนี่แหละ ใครจะไปรู้

ส่วนใครที่กำลังจะจบมหาวิทยาลัย แล้วยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ ลองสมัครทุนเรียนต่อได้นี่ มีเป็นแบบ Internshipด้วย คือเป็นทุนแบบไปทำงานด้วยเรียนไปด้วย หรือแบบไปทำงานตามสายงานที่เรียนมาอย่างเดียว สมัยพี่อยู่มหาลัย เปิดร้านขายกาแฟขำๆหน้าบ้าน ในพระราชวังสนามจันทร์ ตรงข้ามคอรท์แบตคอรท์เทนนิส มีฝรั่งมาวิ่งๆ วิ่งไปวิ่งมา มาเป็นเพื่อนกันได้ไงไม่รู้ เพื่อนคนนี้เป็นคนอเมริกัน เพิ่งจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ สมัครทุนแบบ Internship มา คือมาเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยอะไรซักอย่างตรงแยกพระประโทน ตรงข้ามวิทยาลัยเทคนิค นครปฐม เข้าไปทางนั้นแหละ นึกชื่อไม่ออกซะแล้!? เพื่อนมาอยู่1ปีเต็มๆ รักเมืองไทยมาก พี่เพิ่งได้เจอเพื่อนคนนี้อีกครั้งเมื่อต้นปีที่แล้ว เค้ากลับมาเมืองไทยอีกครั้ง พาแฟนมาด้วย แฟนเป็นนักกฎหมาย สมกับเป็นอเมริกันฝั่งวอชิงตันดีซี ดูดีมีความคิดสุดๆ ตอนนี้ทั้งสองคนแต่งงานกันแล้ว  เพื่อนฝรั่งคนอื่นๆที่รู้จักพร้อมๆกันก็ไปเดินตามสายที่ตัวเองถนัดกันหมด แต่มีหลายคนมากๆที่มาเจอสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นอยากทำตอนมาแลกเปลี่ยนอยู่เมืองไทยนี่แหละ

แล้วจะไปรู้เรื่องทุนแลกเปลี่ยนนี่จากไหนได้บ้าง? นอกจากป้ายประกาศทุนแลกเปลี่ยนที่มักจะเห็นกันตามโรงเรียนกับมหาลัยแล้ว พี่มีเพจมานำเสนอหล่ะ

"Scholarship.in.th ทุนเรียนต่อต่างประเทศ" เป็นเพจในเฟซบุคนี่แหละ ไปกดไลค์กันได้ แล้วก็ตามข่าวเรื่องทุน
จากทางเพจนี้เอา ขอบอกว่า เยอะมากกกก มีมาทุกวันทุกประเทศทั่วโลก นับถือคนทำมาก ไปหามาจากไหน สุดยอด
ไม่ได้นำเสนอเรื่องทุนอย่างเดียวด้วยนะ บางทีเค้าก็มีเกร็ดเล็กๆน้อยๆมานำเสนอเหมือนกัน ลองไปติดตามกันดู

Scholarship.in.th ทุนเรียนต่อต่างประเทศ 
Link : https://www.facebook.com/scholarshipthai

แนะแนวข้ามทวีปตอนนี้ มาฝากเรื่องทุนแลกเปลี่ยนนี้โดยเฉพาะ เอามาเป็นทางเลือกให้น้องๆลองคิดกันดูเน้อ
หวังว่าคงจะมีซักคนสองคนที่คิดจะลองเปลี่ยนชีวิตตัวเองดูกับการสมัครทุนพวกนี้ ขอให้โชคดีนะทุกคน ~  ^_^  

Saturday, November 1, 2014

A Letter to myself : 2014

"I have come this far. Yet long way to go. Don't ask me to look back. Because I can only see the road ahead of me." - Skulligram

"Happy Birthday to YOU" ~