Sunday, February 22, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 Who do you think you are?

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 Who do you think you are?

ปิดโหวตตตต!!! จัดให้ตามขอ กับหัวข้อที่ได้คะแนนมากที่สุด "Who do you think you are?" ส่วนหัวข้อที่ได้คะแนนรองลงมา "A War Zone" กับ "It's all about the money" จะจัดให้เป็นตอนที่ 8 และ 9 ตามลำดับนะ แตร๊งกิ้วเพื่อนๆทั้ง 3 คนที่ร่วมโหวต ลิงปลื้มมมมม เรื่องที่จะเขียนจะเล่า มีเยอะเข้าขั้นมหากาพย์อย่างที่เคยบอกไว้ในตอนที่ 1 ยังไงก็ค่อยๆอ่านค่อยๆติดตามกันไปนะ เท่าที่สังเกตุดู อาทิตย์นึงจะจัดมาลงซักตอนนึง เพราะติดบินเลยมานั่งปั่นให้ได้อ่านกันเฉพาะวันหยุด แต่ถ้าวันไหนมีบินแต่ลิงเกิดบ้าพลังขึ้นมา ก็มาจัดให้ได้อีกเหมือนกัน ยังไงก็ต้องกราบขอบพระคุณมิตรรักแฟนเพจทั้งหลายที่คอยให้การสนับสนุนทั้งทางตรงทางอ้อมและทางเงียบไว้ ณ ที่นี้ด้วย

งานแอร์นี่นะ ถือเป็นงานที่ต้องเจอผู้คนมากที่สุดในการทำงาน 1 วัน จะมากขนาดไหน ลองมานับกันดูเล่นๆดีกว่าว่าใน 1 วันของการบินนี่ พวกพี่จะต้องเจอคนทั้งหมดกี่คน เรามาไล่กันจากบินเครื่องเล็กกันก่อน ผู้โดยสารทั้งลำ 136 คน ไป-กลับรวมแล้ว 272 คน ในที่นี้คือถ้าไฟลท์เต็มทั้งไปทั้งกลับ รวมไปถึงเพื่อนลูกเรือและนักบินที่ร่วมชะตากรรมไฟลท์นั้นๆอีก 6-7 คน  เครื่องขนาดกลาง ผู้โดยสารทั้งหมด 169 คน บวกเพื่อนลูกเรือและนักบิน 6-8 คน ถ้าเป็นเครื่องใหญ่ รวมผู้โดยสารทั้งลำก็ 214 คน รวมเพื่อนลูกเรือและนักบินด้วยก็อีก 11 คน 

***อย่าลืมว่าแต่ละสายการบินเลือกใช้เครื่องบินต่างรุ่นกัน แบ่ง cabin ไม่เท่ากัน โหลดลูกเรือขึ้นไปทำงานจำนวนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น ขึ้นไปอ่านใหม่ดีๆ ว่าทำไมพี่ถึงต้องเขียน Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant ขึ้นมา***

เมื่อได้เวลา board ผู้โดยสารแล้ว ลูกเรือจะได้ยิน PA (Public Announcement คือประกาศที่ใช้บนเครื่องไว้ให้ลูกเรือ และผู้โดยสารได้รับทราบข้อมูลโดยถ้วนหน้ากัน) ว่า "Crew to Boarding position" เอาแบบสั้นๆ "Crew to Boarding" เอาสั้นกว่านี้มั๊ย แบบว่า CSM ขี้เกียจพูดมาก เลยพูดว่า "Boarding" ยังมีการพูดอีกแบบที่ออกแนวฮาแตก เรียกเสียงหัวเราะของลูกเรือได้มากเลยทีเดียว PA ที่ว่านี้คือ "Enemies are here" แปลเป็นไทยๆได้ว่า "ข้าศึกบุก"!!!~ ขำๆนะ อย่าได้ซีเรียส เพราะเป็นเวลาเดียวที่ลูกเรือจะยิ้มได้ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสงครามในไฟลท์นั่นเอง!?

ช่วงเวลา boarding นี่นะ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่ง "Love at first sight" หรือ รักแรกพบ เดี๋ยวๆ อย่าหลงไปไกลคิดว่าจะเขียนเรื่องรักๆอะไรแถบนี้ NO NO NO ไอ้ "Love at first sight" นี่นะ ไม่ได้เกี่ยวกับความรักอะไรเลย แต่มันคือ "First impression" (ความประทับใจครั้งแรก) ที่พวกพี่จะสร้างให้กับผู้โดยสาร และตัวผู้โดยสารสร้างให้กับพวกพี่ด้วยนั่นเอง อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะ พี่บอกให้เลย ไฟลท์นั้นๆจะดีหรือแย่ อยู่ที่ช่วง boarding นี่แหละน้อง น้องต้องรู้ไว้อย่างนึงว่า คนเรามีชีวิตต่างกัน คิดต่างกัน อะไรหลายๆอย่างต่างกัน อาจจะเพิ่งเจอเรื่องร้ายๆหรือดีๆมาก่อนขึ้นเครื่อง ขึ้นไปไล่ดูใหม่ดีๆ ว่าแต่ละเครื่องมีผู้โดยสารทั้งลำกี่คน ตัวเลขนั้นหน่ะ คือตัวเลขของเรื่องราวทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นบนไฟลท์นั้นๆ เพราะอะไร เพราะทุกคนในที่นี้ถือว่า "Unique" หมด ไม่เว้นแม้แต่ลูกเรือไฟลท์นั้นๆ 

ผู้โดยสารคนนึง บินมาไกลจากอเมริกา 15 ชั่วโมง ต้องมาต่อเครื่องเพื่อไปต่อ เดินขึ้นเครื่องมาเจอ CSM รอรับอยู่ด้วยรอยยิ้มที่ฉีกไปถึงหูพร้อมกับคำทักทายว่า "Hello, welcome on board. How are you today?" พูดเสร็จก็ฉีกยิ้มอีก แบบนี้ พี่ขอถามว่า น้องคิดว่าผู้โดยสารคนนี้ตอนนี้รู้สึกอย่างไร? เดินต่อเข้าไปในตัวเครื่อง เจอลูกเรือยืนอยู่ 1 คนทางฝั่งขวา และ อีก 1 คนทางฝั่งซ้าย ที่นั่งของผู้โดยสารคนนี้อยู่ทางฝั่งซ้าย จึงเดินตรงไปยังที่นั่ง แล้วก็ได้รับการทักทายพร้อมรอยยิ้มเหมือน CSM เป๊ะ แถมยังพาไปถึงที่นั่งด้วย พี่ขอถามอีกว่า น้องคิดว่าผู้โดยสารคนนี้ตอนนี้รู้สึกอย่างไร? เพราะเดินเข้าตัวเครื่องมาก่อน เลยนั่งมองอะไรเพลินๆ สายตาพลันไปเห็น ลูกเรือที่ยืนอยู่ฝั่งขวา ยืนกอดอกเฉยๆ มองผู้โดยสารแต่ละคนหัวจรดเท้า ไม่ทักไม่ทาย ไม่พาไปหาที่นั่ง คือยืนเป็นรูปปั้นนางแอร์อยู่ตรงนั้นแหละ สาธุ ได้คำตอบนะ ว่า "First impression" ของผู้โดยคนนี้ที่มีต่อลูกเรือที่ยืนอยู่ฝั่งขวานั้น เป็นอย่างไร? 

ในทางกลับกัน เวลาพวกพี่ยืน board ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง พี่บอกได้เลยว่า "Experienced Crew" หรือ ลูกเรือที่บินมานานๆไม่ต่ำกว่า 4 ปี สามารถมองผู้โดยสารแล้วบอกได้เลยว่า คนนี้ "Troublemaker" (ตัวปัญหา) หรือไม่ ขนาดนั้นกันเลยน้อง พี่ถึงต้องเริ่มเรื่องด้วยการบอกจำนวนผู้โดยสารที่พวกพี่ต้องเจอในแต่ละวัน บินอย่างมาก 7 วันติดกัน(สายการบินอะไรเนี่ยยยยย!?) บินอย่างน้อย 3-4 วัน ใครเก่งเลขแถวนี้ ช่วยบวกเลขหน่อย อาทิตย์นึงเจอผู้โดยสารกี่คน เดือนนึงกี่คน ปีนึงกี่คน!? ความ "unique" ทั้งหลายของทั้งผู้โดยสารและเพื่อนลูกเรือที่เราได้พบได้เจอทุกครั้ง เรื่องซ้ำๆย้ำๆที่ทำให้ประโยคที่ว่า "ไม่มีอะไรใหม่ใต้ท้องฟ้าใบนี้" นั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ไม่ยากเลย พวก "Trick" (กลลวง) ทั้งหลายที่ผู้โดยสารจะเอามาใช้กับพวกพี่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร พูดแบบไหน แค่ผู้โดยสารเอ่ยมา พวกพี่ก็รู้กันไปถึงไหนต่อไหนแล้วน้อง ว่าผู้โดยสารคนนี้ต้องการอะไร เคสแบบนี้ขอสงวนเอาไว้ใช้สำหรับผู้โดยสารที่ไม่น่ารักทั้งหลายนะ คนดีๆไม่เกี่ยว เพราะพวกพี่จริงๆแล้ว รักผู้โดยสารทุกคน ฮาาาาาาาาาาาา

ใครอ่านความคิดลิงออกบอกมานะ!!!~ "Who do you think you are?" นี้ ต้องการจะสื่อความหมายไปในทางไหน? พี่ต้องการสื่อออกมา 3 ความหมาย มาดูกันว่าจะตรงตามที่คนหัวไวแถวๆนี้คิดไว้หรือป่าว

เคสแรก จากใจผู้โดยสาร ถึง ลูกเรือ "Who do you think you are?"

เคสนี้ไม่ค่อยหนักเท่าไหร่ แต่จะเจอเยอะมากตามไฟลท์ไปอินเดีย/ปากีสถาน เพราะอะไร!? ก่อนจะอ่านต่อ พี่ขอติดแท็กก่อน ***Parental Advisory ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ*** ใครอายุไม่ถึง18+ อย่าได้อ่านคนเดียว ควรเรียกผู้ปกครองมาให้คำแนะนำด้วย เพราะสิ่งที่พี่จะเขียนให้อ่านนั้น ฟังๆดู อาจจะออกแนว "racist" (เหยียดผิว) นิดส์ๆ ถ้าน้องไม่อ่านให้ดีๆใช้วิจารณญาณให้ดีๆ น้องอาจจะมองไม่เห็นสิ่งที่พี่ต้องการจะสื่ออย่างแท้จริงก็เป็นได้ ใครมีญาติเป็นแอร์เบสอยู่แถบตะวันออกกลาง ให้ลองไปถามดูว่าจริงมั๊ย ลูกเรือเจอบ่อยมากกับปัญหานี้ ปัญหาที่ว่าคือผู้โดยสารที่แสดงอาการ "Who do you think you are?" (เธอคิดว่าเธอเป็นใคร?) กับลูกเรือ 99.99% ของผู้โดยสารที่จะทำแบบนี้ เป็นผู้โดยสารเชื้อชาติอินเดีย/ปากีสถาน แต่อพยพไปอยู่อเมริกาหรืออังกฤษนั่นเอง ความพิเศษของผู้โดยสารชนิดนี้ คือเป็นพวกที่คิดว่าตนเองด้อยอยู่ตลอดเวลา เลยต้องประกาศให้โลกรู้ ว่าฉันนี่นะ "British Passport" , "American Passport" นะเธอรู้มั๊ย พี่เจอเคสนี้ทีไร เพลีย และไม่เข้าใจอย่างมากว่า เกิดเป็นอินเดียเป็นปากีสถานแล้วมันผิดตรงไหน!? เป็นบริทิช เป็นอเมริกันแล้วมันดีตรงไหน!? งง อย่าง แรงงงงงงงงงงงงงง

น้องจะรู้ได้เองว่าเจอผู้โดยสารชนิดนี้แล้ว 1. สำเนียงอเมริกัน/อังกฤษจ๋าาาา (แนะว่าให้ฟังเค้าพูดให้ตลอด ฟังนานๆ แล้วจะรู้ว่าเค้าจะกลับไปสำเนียงบ้านเกิดเองเมื่อเค้าเหนื่อย) 2. เวลาเสริฟอาหาร พวกพี่เสริฟให้บนโต๊ะกินข้าวอย่างดี แต่เวลาพวกพี่มาเก็บถาด มันจะลงไปอยู่ที่พื้น 3. มักจะนั่งอยู่แถวแรกๆของขั้นประหยัด

พูดถึงข้อ 2 แล้วก็ขอเล่าถึงลูกเรือไทยใจกล้าหาญคนนึง ขอเรียกว่าน้อง K ไฟลท์นี้บินไปเมืองลาฮอ ประเทศปากีสถาน เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว น้องคนนี้ไปเสริฟอาหารแถวแรก ขากลับมาเก็บถาด ถาด 3-4 ถาดพวกนี้ถูกกองกันระเนระนาดที่พื้น น้องคนนี้ไม่ก้มลงไปเก็บ แต่หันไปเก็บถาดของฝรั่งที่นั่งอยู่ทางซ้าย ผู้โดยสารฝั่งขวาเห็นก็โวยขึ้นมาว่า "ยู เก็บถาดด้วยนะ อยู่ที่พื้นหน่ะ" น้อง K ตอบไป "ช่วยหยิบถาดขึ้นมาด้วยค่ะ" อ่ะ เข้าแผนของการประกาศอิสระภาพของผู้โดยสารชนิดนี้กันเลยทีเดียว He โวยวายเสียงดังแล้วพูดว่า "มันเป็นงานของยู งานเก็บถาด ยูต้องเก็บมันขึ้นมาเอง!!!" น่านนนนน รู้จักคนไทยน้อยไป เพลงชาติไทยก็บอกอยู่ "ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด" น้อง K ยืนตัวตรง หันไปมองผู้โดยสารคนนี้แล้วพูดว่า "ขอโทษนะค๊ะ ตอนเสิรฟอาหาร ดิฉันมั่นใจว่าเสริฟคุณบนโต๊ะ ไม่ได้เสริฟให้คุณทานบนพื้นนะค๊ะ กรุณาหยิบถาดขึ้นมาด้วยค่ะ" ผู้โดยสารโมโหหน้าแดง แล้วตอบว่า "ยูรู้มั๊ย ไอหน่ะนะ "American Passport" เชียวนะ!!! ส่วนเธอหน่ะเป็นแค่แอร์เก็บถาดอาหาร!!!" โอ้ววววว ต่อยกันมั๊ยเพ่ (อันนี้พี่ลิงเติมเอง) น้อง K ตอบฉะฉาน "ใช่เหรอค๊ะ ผู้โดยสารท่านนี้ (ผายมือไปยังฝรั่งฝั่งซ้าย) ก็เป็นอเมริกันเหมือนกัน แต่เค้าทานอาหารเสร็จบนโต๊ะ ไม่ใช่ที่พื้นนะค๊ะ" ฝรั่งคนนี้ได้ยินแล้วถึงกับหัวเราะออกมาไม่หยุดเลยทีเดียว จบข่าวววว น้อง K คนนี้ ปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นแอร์แล้ว ลาออกไปแต่งงานมีลูกตัวน้อยๆแล้ว 

ไหนๆก็ตบหัวแล้ว พี่ขอลูบหลังนิดส์นึงนะ ว่าไม่ใช่ผู้โดยสารทุกคนจะเป็นแบบนี้ บอกเลยว่าเปอร์เซนต์ดีกับไม่ดีมี 50-50 เท่ากัน กับผู้โดยสารเชื้อชาติอินเดีย/ปากีสถานที่ถือ "British Passport" หรือ "American Passport" คนที่ดีก็ดีใจหาย อย่างกับออกมาจากวังท่านชายพจน์บ้านทรายทอง(เกิดทันมั๊ย!?) สุภาพ ดูดี อ่อนน้อม ถ่อมตน ไปอยู่อเมริกาอังกฤษแล้วรับแต่สิ่งดีๆเข้ามา แบบนี้น่าชื่นชม มาถึงตอนนี้ น้องๆอาจจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ถึงต้องเขียน Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant ข้อที่ 3 ขึ้นมา?

เคสที่สอง จากใจลูกเรือ ถึง ผู้โดยสาร "Who do you think you are?"

เคสนี้ใครเป็นลูกเรือ อ่านแล้วจะบอก YES!!!~ จะอยู่ cabin ไหน ชั้นธุรกิจหรือชั้นประหยัด ไม่ว่าจะไฟลท์ไหน จะต้องมีผู้โดยสารอย่างน้อย 1 คน ที่ทำให้พวกพี่อยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่า "Who do you think you are?"

ก่อนจะอ่านพารท์นี้ กรุณาขึ้นไปอ่านใหม่ดีๆถึงตัวเลขผู้โดยสารที่พวกพี่ต้องเจอใน 1 วัน 1 อาทิตย์ 1 เดือน 1 ปี เคสที่เจอทุกครั้งเมื่อตอน board ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง คือการยกกระเป๋าผู้โดยสารเก็บขึ้นไปไว้ที่ overhead stowage (ที่เก็บกระเป๋าเหนือศรีษะ) พี่ไม่แน่ใจสายการบินอื่น แต่สายการบินพี่ ไม่อนุญาติให้ลูกเรือยกกระเป๋าเก็บให้ผู้โดยสาร น้อง พวกพี่ไม่ใช่ Iron Man นะ ที่จะยกกระเป๋าขึ้นเก็บให้ทุกคนทุกวันทุกไฟลท์ โดยที่หลังไม่เป็นอะไรเลย คำถามง่ายๆเลยคือ ถ้าผู้โดยสารยกขึ้นเองไม่ได้เพราะหนักมาก แล้วพวกพี่จะยกได้ยังไง!? เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องบอบบาง เพราะมันเกี่ยวกับ Customer Service โดยตรง สายการพี่เลยบอกเลย ให้ "assist" คำว่า assist คือช่วยผู้โดยสารยก ไม่ใช่เรายกคนเดียว ผู้โดยสารบางคน เหมือนขนมาทั้งบ้านทั้งตู้เซฟ กระเป๋าหนักมาก หนักขนาดที่ว่า Iron Monkey อย่างพี่ ยังไม่ยกเวทหนักขนาดนี้เลย พี่บอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่า กับบางสายการบินหน่ะ ไม่มีประกันให้นะถ้าหลังเราเป็นอะไรขึ้นมา ถึงแม้จะในหน้าที่ก็เถอะ บางสายการบินหน่ะ ต้องพูดกันตรงๆ ว่าถ้าลูกเรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา คิดคำนวณขึ้นมาแล้วสายการบินจะต้องเสียเงินเยอะ เค้าจะไม่รับผิดชอบเราเลย ปล่อยเราลอยแพเลย พวกสายการบินแบบนี้เห็นลูกเรือเป็นแค่ "number" ไม่ใช่ "asset" ที่ควรค่าแก่การรักษา จบนะ

พี่เจอบ่อยไป ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ลากกระเป๋า Cabin Bag ขึ้นมา ยี่ห้อดังๆทั้งนั้น แต่ไม่สามารถยกขึ้น overhead stowage เองได้ แล้วก็วางไว้ตรงทางเดินนั่นแหละ ขอฉันนั่งกด iPhone 6 กับ Samsung 5 เล่นเพลินๆ อ่ะ คุณแอร์โฮสเตส ช่วยยกขึ้นไปหน่อยซิ แอร์คนไหนไม่กล้ามีปากมีเสียง ก็ยอมเอาอนาคตสันหลังตัวเองมาแลกกับการยกกระเป๋าพวกนี้ แอร์คนไหนมีหลักการดีๆ จะพูดเลยว่า "Let me assist you with the bag." เน้นแรงๆตรงคำว่า assist คือพูดให้ผู้โดยสารรู้ตัวว่า เราจะไม่ยกคนเดียว แต่จะช่วยผู้โดยสารยกกระเป๋าขึ้นไปพร้อมกัน แอร์คนไหนฉลาดเป็นกรด ก็จะเดินหนีเลย ไปเรียกลูกเรือผู้ชาย หรือกราวสต๊าฟที่เป็นผู้ชายแล้วอยู่แถวนั้นพอดี ให้มาช่วยยก แต่พี่บอกเลย เรื่องกระเป๋าเนี่ย ไม่มีใครอยากยกขึ้นไปคนเดียวนะ เพราะถ้ามันหนัก อันตรายมาก ถ้าระหว่างยกแล้วพลาดหล่นลงมาโดนมือเราหัก หรือโดนขาเราแพลง ไม่คุ้มอย่างแรงงง ของในกระเป๋าที่เสียหายหน่ะ มีเงินก็ซื้อใหม่ได้ แต่หลังเนี่ย หักแล้วหักเลย ต่อให้มีเงินล้นฟ้าแค่ไหน ก็ต่อหลังให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้นะ

พี่ขอดักความคิดบางคนในที่นี้ไว้ก่อนว่า ลูกเรือหน่ะนะ มี common sense พอสมควรเรื่องยกกระเป๋า ในที่นี้คือ ถ้าเป็นผู้โดยสารสูงวัยตายายเดินทาง นั่งรถเข็น แม่ลูกอ่อนเดินทางคนเดียว คนป่วย อะไรแบบนี้ พวกพี่ช่วยแน่นอนไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ แต่ถึงพวกพี่จะช่วย พวกพี่ก็ไม่ยกขึ้นคนเดียวถ้ามันหนัก ยังไงก็ต้องขอให้เพื่อนลูกเรือมาช่วยกันอยู่ดี เข้าใจตามนี้นะ

เคสที่สาม จากใจลูกเรือ ถึง ลูกเรือ "Who do you think you are?"

มาถึงตอนสำคัญ เพราะตอนนี้คือที่มาของหัวข้อ "Who do you think you are?" นี่แหละน้องงงงงงง ได้เวลาเล่าประสบการณ์ตรงของแท้ที่มาจากตัวพี่เองไม่ผ่าน case study ใดๆทั้งสิ้น พี่ขอออกตัวไว้ ณ ที่นี้ก่อนว่า พี่เติบโตมากับปู่กับย่านะ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะฉะนั้นพี่รักและเคารพผู้หลักผู้ใหญ่มาก อีกอย่างพวกเราคนไทย มีขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีที่ดีงามเรื่องการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่มีชาติไหนในโลกแล้วนะเป็นแบบนี้ เกาหลีที่พี่บ้านักบ้าหนาก็ยังเทียบกับของไทยไม่ได้ตรงนี้นะ บอกไว้ก่อนเลย

ไฟลท์ที่เจอผู้สูงวัยมากที่สุด หลักๆไม่พ้นไฟลท์ที่เข้า-ออก เจ้ดด้า ประเทศซาอุดิอะเรเบีย, ลาฮอ ประเทศปากีสถาน และอีกหลายๆไฟลท์ที่มีชาวมุสลิมทั้งหลายที่มักจะเดินทางมาแสวงบุญเมกกะ บางคนมาในช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว ถึงกับนั่งรถเข็นกันมาบ้างหล่ะ ถือไม้เท้ากันมาบ้างหล่ะ คือทั้งไฟลท์เป็นผู้สูงวัยหมดเลย เดินช้า ของเยอะ บางคนป่วยไอแค่กๆ บางคนเป็นโรคผิวหนัง ไฟลท์ที่พี่จะเล่าให้ฟังคือไฟลท์ไปลาฮอ ประเทศปากีสถาน 

เริ่มจาก boarding เลย อย่างที่บอกว่า "love at first sight" เกิดขึ้น ณ จุดนี้ ลูกเรือไฟลท์นี้รวมหลายชาติ แต่ดันมีชาติแขกตะวันออกกลาง กับชาติหัวทองบางชาติอยู่บนไฟลท์ด้วย (ขอไม่เขียนเรื่องรายละเอียดของลูกเรือแต่ละชาติ เจอกันแน่นอนตอนต่อๆไป แฉแน่ๆ เอ้ยยยย วิทยาทานนนนนน) ผู้โดยสารสูงวัยเดินขึ้นเครื่องมา ลูกเรือชาติแขกตะวันออกกลางที่ board ผู้โดยสารอยู่อีกฝั่งนึง ยืนเฉย กอดอกมองผู้โดยสารสูงวัยก้มๆเงยๆมองหาที่นั่งโดยที่ไม่ทำอะไรเลย อ่านสายตาดูก็รู้ว่าคุณเธอมองผู้โดยสารสูงวัยแบบเหยียดมากกกกก โทนเสียงที่ใช้พูดกับผู้โดยสารสูงวัยเป็นโทนเสียงแบบตะคอก อ่ะ นับ 1

ระหว่างเสริฟอาหาร พี่ออกคารท์กับเธอคนนี้ เสริฟไปได้ 2 แถวรู้มั๊ยเธอพูดกับพี่ว่าอะไร ยูๆ เสริฟน้ำแค่แก้วเดียวพอ ขออะไรกันเยอะแยะ ทั้งน้ำเปล่า น้ำส้ม กาแฟ จะกินอะไรกันนักหนา!!! อ่ะ นับ 2 พี่ไม่พูดตอบไร แค่ยิ้มบางๆไปทีนึงแล้วเสริฟต่อตามที่ผู้โดยสารอยากจะกินจะดื่ม จะกี่แก้วกี่ชนิดพี่จัดหมดไม่ตกหล่น เสริฟๆไปถึงกลางลำ โค้ก-สไปรท์ หมด พี่ถามเธอไปว่า ยูๆ ฝั่งยูยังมี โค้ก-สไปรท์อีกมั๊ย เธอตอบ ไม่มี เหลืออะไรก็เสริฟๆไปเถอะ!!! อ่ะ นับ 3 พี่ไม่ว่าไร ยิ้มบางๆเหมือนเดิม แต่พี่หันหลังเดินกลับไปที่ Galley ไปเอา โค้ก-สไปรท์ มาเพิ่ม เสริฟต่อไปเรื่อยๆ คุณเธอเริ่มทนไม่ไหวกับผู้โดยสารสูงวัยที่พูดไม่รู้เรื่อง คิดช้า ตอบช้า เธอตะคอกใส่ผู้โดยสารสูงวัยตายายคู่นึง ขอเน้นว่า "ตะคอก" คราวนี้พี่หยุดเลย ไม่นับแล้ว 4 มองหน้าเธอคนนี้ชัดๆ มองลึกเข้าไปในดวงตา สื่อความหมายไปให้เธอว่า "ต่อยกันมั๊ย?"

ไฟลท์ขากลับจากลาฮอ เธอผู้นี้ได้กลายเป็น dead girl walking สำหรับพี่ พี่ไม่มองแม้แต่หน้า ไม่พูดด้วย ไม่ทำงานด้วยเลย "Who do you think you are?" เธอคิดว่าเธอเป็นใครถึงไปแสดงกริยากับผู้โดยสารสูงวัยใกล้ฝั่งแบบนั้น คิดแล้วก็ส่ายหัว รับไม่ได้อย่างแรง ผู้โดยสารที่ไม่สูงวัย มองการเสริฟคารท์พี่กับเธอคนนี้ไฟลท์ขาไปแล้วรู้สึกได้เลยว่าเหมือนดู Devil กับ Angel กำลังต่อสู้กัน เพราะเธอแสดงความ Devil ใส่ผู้โดยสารออกมาแค่ไหน พี่ก็ Angel ใส่ผู้โดยสารกลับไปมากเท่านั้น CS ที่บินกับพี่มานาน รู้จักพี่ดี เข้ามาถามเลยว่า ยูเป็นอะไรรึป่าว ทำไมจู่ๆถึงมีรังสีอำมหิตปล่อยออกมาทางสายตา CS คนนี้บอกว่า พี่เวลาไม่ยิ้มแล้วน่ากลัวอย่างแรง ไม่น่าเข้าใกล้ ดูๆแล้วเหมือนจะทำร้ายคนได้ น่ากลัวๆ เกิดไรขึ้นบอกมานะ พี่ไม่พูดไร แต่เหมือน CS รู้ทุกอย่างแล้วเพราะได้ยินที่เธอตะคอกผู้โดยสารเป็นระยะๆ สุดท้าย CS เรียกลูกเรือคนนี้ไปตักเตือน 

ช่วงก่อน Top of descent ของไฟลท์ขาไป พวกพี่เดิน secure cabin กัน พี่กับลูกเรือชาติหัวทองชาตินึงกำลังเดินผ่าน cabin ไปด้านหลังเพื่อเอาคารท์อาหารคันใหม่ขึ้นไปข้างหน้า ระหว่างทางมีผู้โดยสารสูงวัยเอ่ยขอน้ำแก้วนึงจากลูกเรือคนนี้ เธอตอบไปยาวเลยว่า "ไม่มีแล้ว จบเซอวิสแล้ว เครื่องกำลังจะลงแล้ว ไม่ทันแล้ว" แล้วก็เดินไปเลยไม่ฟังอะไรอีกเลย ห๊ะ!? แค่น้ำแก้วเดียว!? อีกตั้ง 30 กว่านาที เครื่องจะแตะพื้นเนี่ยนะไม่ทันแล้ว!? พี่ได้แต่กัดกราม แล้วส่ายหัว เดินตามไปที่ Galley ด้านหลังรอคุณเธอไปเปลี่ยนเอาคารท์ใหม่มาเพื่อจะได้เอาไปไว้ข้างหน้ากัน ระหว่างรอพี่ก็เปิดตู้เย็นหยิบเลย น้ำขวดใหญ่ แก้ว 7 ใบ พอพวกพี่ลากคารท์ขึ้นไป พอถึงผู้โดยสารสูงวัยที่ขอน้ำ พี่ยื่นเลยทั้งขวดพร้อมแก้ว เพราะรู้เลยว่าที่นั่งกันอยู่แถวนั้นหน่ะหิวน้ำกันทั้งนั้น ผู้โดยสารสูงวัยยิ้มดีใจบอก Thank you มาให้พี่ คุณเธอหน้าเสียเลย แต่พูดอะไรกับพี่ไม่ได้ เพราะพี่ senior กว่าคุณเธอเยอะ หรือถ้าจะคิดพูดขึ้นมาจริงๆ คุณเธอจะพูดว่าอะไรได้ ในเมื่อแค่น้ำแก้วเดียวยังเดินไปเอาแค่นี้ยังไม่ได้!? 

"Who do think you are?" นี่แหละที่อยากจะถามลูกเรือ 2 ชาตินี้ แต่ก็ได้แต่ใช้สายตาสื่อความหมาย ที่ใครๆก็อ่านออกว่า "ต่อยกันมั๊ย?" พี่ไม่เริ่มนะ แต่พี่จบให้แน่นอน "try me" ~ บอกก่อนว่าไม่เคยคิดเน้นใช้กำลัง แต่ใช้สายตาเตือนก่อนว่าให้หยุด แล้วก็คิดใหม่ ส่วนใหญ่คิดได้นะ กลับตัวทัน 

พี่ขอฝากไว้นะ "Who do you think you are?" ให้หมั่นถามตัวเองบ่อยๆ จะคิด จะพูด จะทำอะไรกับใคร คิดให้ดีๆ อ่านคนคนนั้นให้ออก เพราะทุกคนที่เจอ ส่วนใหญ่แล้วถือมีดไว้ข้างหลังเกือบหมด แต่ตราบใดที่เราไม่ชักมันออกมาก่อน มือที่จับกันไว้อย่างดี ก็จะจับกันอยู่อย่างนั้นตลอดไป แต่ถ้าเค้าชักมันออกมาก่อน เราควรจะตั้งรับแล้วก็ป้องกันตัวเองให้ได้เป็นพอ แล้วเจอกันตอนหน้านะ กับ แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone




................................................................

"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly 








Tuesday, February 17, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly

**Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................



แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly 

ตามสัญญา อย่างช้าวันที่ 17 กุมภา แต่สงสัยกว่าจะเขียนเสร็จพร้อมเอาลง จะยังเป็น 17 กุมภาที่นี่ แต่ 18 กุมภาที่ไทยนะ ไม่ถือว่าผิดสัญญาแต่อย่างใด ฮิ้วววว บินกันให้มึน หยุดวันนี้วันเดียวเอง อ่ะจัด!!!~ I believe I can fly เป็นตอนหลังจากที่เทรน 2 เดือนกว่าๆเสร็จแล้วก็ติดปีกขึ้นบินกันได้เลย ก่อนขึ้นบินวันแรกประมาณซัก 2-3 วันได้ จะเป็นช่วงย้ายที่อยู่จากโรงแรมเข้าไปที่ตึกที่พักของลูกเรือ (สมัยก่อนลูกเรือที่มาใหม่แล้วอยู่ในช่วงเทรนจะอยู่คนละตึกกับลูกเรือที่บินแล้ว สมัยนี้รวมตึกแล้วใหม่เก่าอยู่ด้วยกัน ฉันท์พี่น้อง!?) แต่ละตึกก็จะมีลิสห้องว่างมาให้เราเลือกกันเอง ใครอยากอยู่กับใครก็จัดเลย 

ตึกที่พักของลูกเรือ หรือที่เรียกกันว่า "Crew Accommodation" มันก็คือคอนโดดีๆนี่เอง เป็นห้องชุดมาให้ แล้วแต่ว่า 2  ห้องนอนหรือ 3 ห้องนอน ห้องน้ำในตัวหรือแยกต่างหาก ก็เลือกกันไป มีห้องครัวกับห้องรับแขกที่ใช้ร่วมกัน พี่เลือกตึกที่เป็นห้องชุดแบบมี 3 ห้องนอน ห้องน้ำอยู่ในห้องนอนทั้ง 3 ห้อง แถมมีห้องน้ำสำหรับแขกด้วยรวมเป็นห้องน้ำ 4 ห้อง ห้องชุดนี้มีลูกเรือชาวบัลแกเรียเค้าอยู่ก่อนแล้ว แต่ห้องยังว่างอยู่ 2 ห้อง พี่กับเพื่อนคนไทยที่เทรนด้วยกันคนนึงตกลงกันว่าจะเลือกตึกนี้แหละ ส่วนคนไทยอีกคนนึงเลือกไปอยู่อีกตึกนึงกับเพื่อนลูกเรือต่างชาติที่สนิทกัน 

ลูกเรือใหม่ที่เทรนเสร็จแล้วพร้อมขึ้นบิน ไฟลท์ 2 ไฟลท์แรกที่เริ่มบิน(ตามชนิดของเครื่องบิน) จะเรียกว่าเป็น "fam flight" อ่านว่า แฟมไฟลท์ คือย่อมาจากคำว่า "familiarization flight" ซึ่งก็แปลว่าให้เราขึ้นไปทดลองบินครั้งแรก กับเครื่องบินทั้งลำใหญ่ลำเล็กแล้วแต่สายการบินเค้าใช้บิน พวกแฟมไฟลท์นี่ ไม่ต้องทำไรมาก ยังไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นบนเครื่อง แค่ขึ้นไปดูว่าลูกเรือทำงานกันยังไง เริ่มตั้งแต่เหยียบขึ้นเครื่องยันออกจากเครื่องกันเลยทีเดียว ไฟลท์ขาไปเราดูลูกเรือเค้าทำงาน คือให้ "observe" การทำงานของลูกเรือ ไฟลท์ขากลับเราถึงลองทำเอง ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ หรือแล้วแต่หัวหน้าลูกเรือจะสั่งการว่าอยากได้แบบไหนยังไง อาจจะให้ลองเล่นดูเลยตั้งแต่ไฟลท์แรก อันนี้แล้วแต่ความบ้าบิ่นของ CSM แต่ละคน

มาดูศัพท์ลูกเรือเบื้องต้นกัน คำว่า หัวหน้าลูกเรือ เรียกได้หลายแบบแล้วแต่สายการบินจะเรียก มีทั้ง "Purser" , "Cabin Manager" เรียกย่อๆว่า CM, "Cabin Service Manager" เรียกย่อๆว่า CSM สายการบินพี่เรียกหัวหน้าลูกเรือว่า CSM เรียกรองหัวหน้าลูกเรือว่า Cabin Senior หรือ CS แต่ละสายการบินเรียกไม่เหมือนกัน แล้วแต่ละ cabin ก็มีหัวหน้าดูแลรับผิดชอบต่างกันไป อย่างที่บอกว่าแล้วแต่สายการบินเค้าจัดเค้าเรียก การจัดการหรือการบริหารต่างกันไป จบนะ

"Fam flight" แรกของพี่ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นบินครั้งแรก เริ่มจากเครื่องเล็ก A320 คือเป็นชื่อรุ่นเครื่องของ Airbus ลำนี้จุผู้โดยสารชั้นธุรกิจ 16 คน ชั้นประหยัด 120 คน ก็อีกนั่นแหละ แล้วแต่สายการบินเค้าจะแบ่ง Cabin ของเค้ายังไง บางที่อาจจะเป็นชั้นประหยัดทั้งลำเลยเริ่มตั้งแต่แถวแรกมาเลยก็ได้ เครื่องบินพวกนี้ พบได้แน่ๆที่ไทย บินแบบ Domestic คือแบบในประเทศ มีอยู่หลายสายการบิน อย่างสายการบินนกบินได้ เป็นต้น (สายการบินนกบินได้!? อ่าว ก็เครื่องมันเป็นรูปนกเลยอ่ะ มีปากมีหูมีจมูกกกกกก บางลำใส่แว่นกันแดดด้วย คือ? Angry Bird?) 

กลับมาก่อน เข้าเรื่อง "Fam flight" แรกของพี่ ไปไหนรู้ป่าว? นี่เล้ย Karachi Pakistan รู้จักมั๊ย? ภาษาไทย เมืองคาราชี ประเทศปากีสถาน ไฟลท์นี้นะ เป็นไฟลท์ข้ามคืน หรือที่เรียกกันว่า "night flight turn around" คือบินไปส่งผู้โดยสารตอนกลางคืน แล้วกลับมาอีกทีตอนเช้า Flying time ขำๆ ไปไม่ถึง 3 ชั่วโมง กลับก็ไม่ถึง 3 ชั่วโมง ความรู้สึกตอนนั้น ก็ต้องตื่นเต้นแหละ เห็นเครื่องบินอยู่ตรงหน้า เดินขึ้นเครื่องในชุดแอร์โฮสเตส ไม่ใช่ชุดผู้โดยสาร ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิงน้อง ตอนเทรน มีบ้างที่เค้าพาไปดูเครื่องจริงๆ ขึ้นไปบนเครื่องดูอุปกรณ์ทุกอย่างด้วยตาจริงๆไม่ใช่จาก "mockup" (ม๊อกอัพ) เหมือนทุกที ("mockup" เป็นศัพท์ที่โรงเรียนสอนการเป็นลูกเรือใช้เรียกเครื่องบินจำลอง หรือ cabin จำลองเอาไว้เฉพาะสอนเท่านั้น) 

แล้วพี่บอกเลย ใครที่ชอบความเร็ว จะแข่งรถหรือกีฬาเอกซ์ตรีมทั้งหลาย อาจจะถูกใจ เพราะช่วงเครื่อง "take off" นี่ เหมือนนั่งอยู่ข้างๆ Michael Schumacher กันเลยทีเดียว เร็วและแรง สะใจพี่ลิงเค้าหล่ะ(สาบานว่าเป็นแอร์) ฮาาาาาา แฟมไฟลท์แรกของพี่ ไม่ต้องเสียเวลา observe ลูกเรือให้ยุ่งยาก เพราะ CSM ไฟลท์พี่สั่งเลย ยูจัดเลยหนึ่งคารท์ (cart) Cart ที่ว่านี้คือ "Meal Cart" คือเป็นคารท์เสริฟอาหารให้ผู้โดยสารนั่นเอง เอากันตรงๆนะน้อง แค่ให้ถาดอาหารผู้โดยสารเนี่ย มันจะไปยากอะไร!? ถามผู้โดยสารว่าจะรับทานไรค๊ะ ไก่ เนื้อ หรือ ปลาค๊ะ? แค่เนี๊ยะ ชีวิต ลูกเรือรุ่นพี่อีกคนที่ออกมาด้วยมาช่วยกันเสริฟจนหมดคารท์ พอกลับเข้าแกลลี่ (Galley คือส่วนครัวของตัวเครื่อง) ไปก็ถามพี่เลย ยูๆ ยูเคยทำงานเป็นแอร์กับสายการบินอื่นมาก่อนเรอ ห๊ะ!? ไม่นะ นี่สายการบินแรกของฉันจ้ะ อ้าว? แล้วทำไมยูดูคล่องแคล่ว ไม่เกร็งเลยหล่ะเวลาเสริฟผู้โดยสารหน่ะ ห๊ะ!? เกร็ง!? เสริฟอาหารผู้โดยแค่นี้ต้องเกร็งด้วยเร๊อะ!? ป้าดดดด พี่ยังงงกับคำถามนั้นมาจนถึงทุกวันนี้แหละน้อง -_-

มาดูแฟมไฟลท์เครื่องใหญ่กันบ้าง วันถัดไปพี่ต้องไป มะนิลา ฟิลิปปินส์ ใช้เครื่องใหญ่ คือเครื่อง A340 อย่าถามว่าจุกี่คน พี่ไม่จำและ แล้วเครื่องนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่และ ถูกส่งไปสุสานเครื่องบินที่อเมริกาหมดแล้ว ฮาาาาาาาาาาาาาา เอาเป็นว่าผู้โดยสารชั้นประหยัดมีประมาณ 200 กว่าคน (อ่ะ my colleagues ทั้งหลาย ใครซุ่มอ่านอยู่มาบอกหน่อย Lima Crab เอ้ยยย Lima Charlie มีกี่ seat!?) CSM ไฟลท์นี้สอนพี่หลายเรื่องมาก Flying time ไปมะนิลาจากที่นี่คือ 9 ชั่วโมงได้ เปิดคู่มืออ่านจนหมดท่องไปท่องมาแล้วยังไม่ถึงเลยเชื่อป่าว? แต่เพราะว่าเป็นเครื่องใหญ่ ลูกเรือก็จะมีเยอะกว่าเครื่องเล็ก เราก็จะได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ทั้งดีทั้งไม่ดี เก็บข้อมูลกันไปแล้วค่อยว่ากัน แต่ CSM คนนี้นะ พี่จำแม่น เค้าก็จำพี่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ เจอหน้ากันทีไรเค้าจะเรียกพี่ว่า "You, crazy monkey!!!" โอ้ววว ขอบคุณค่ะที่ชม 

ตามปกติแล้วพวกแฟมไฟลท์เนี่ย จะมีสิทธิ์พิเศษอยู่อย่างนึง คือการได้เข้าไปนั่งในห้องนักบินตอนเครื่องขึ้น-ลง ดูการ take off แล้วก็ landing ของนักบิน อันนี้แล้วแต่สายการบิน พี่ไม่แน่ใจสายการบินอื่น แล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวนักบินแล้วก็ CSM ด้วยว่าให้มั๊ย ไม่ใช่ใครจะเข้าไปนั่งได้ง่ายๆ แต่เพราะพวกพี่เป็นหนึ่งในลูกเรือของสายการบินนี้แล้ว การจะเข้าไปนั่งดูการ take off/landing ของนักบินในช่วงเวลา fam flight แรกนั้นเลยไม่ใช่เรื่องยาก ตอนกำลังจะลงที่มะนิลา กัปตันเลยบอก CSM ให้เรียกพี่เข้าไปนั่ง กับตันใจดีจัดที่นั่งให้ดิบดี วิวสวยซะ สวยจริงๆนะพวกวิวเมืองใหญ่ๆที่มองจากด้านบนลงมาหน่ะ เสริฟผู้โดยสารไม่เกร็ง แต่เข้าห้องนักบินที่มีปุ่มไรเยอะแยะระโยงระยางนี่ทำเอาพี่เกร็งนั่งนิ่งตัวแข็งเลย กัปตันหันมาหัวเราะบอกยูๆ "relax" เดี๋ยวไอเอาเครื่องลงนิ่มๆ ไม่ต้องกลัวววววว อ่ะนะกัปตัน -_- 

เนื่องจาก flying time ไปมะนิลานี่นะมันยาวววว ลูกเรือต้องพักค้างคืนที่มะนิลาอย่างน้อย 1 คืน (อันนี้แล้วแต่ flight นะ บางไฟลท์ได้พักเยอะกว่านั้น) ไฟลท์มะนิลาแรกแฟมไฟลท์ของพี่นี่คือ 34 ชั่วโมง คือไปถึงตอนเช้ามะนิลา แล้ววันรุ่งขึ้นตอนเย็นก็บินกลับเลย โรงแรมที่พวกพี่อยู่ตอนนั้น เป็นโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมืองมะนิลา มีห้างสร้างติดกับโรงแรมเลย ไปมาสะดวก แต่ไฟลท์มะนิลากับประเทศฟิลิปปินส์นี่ขัดใจพี่อยู่ 2 อย่าง คนชอบคิดว่าคนไทยคือคนฟิลิปปินส์ ไปไหนๆใครก็พูดภาษาตากาล็อกใส่ มึนกันไป ไม่ไหวขอเคลียร์!? แล้วใครที่ชอบทานอาหารรสชาติหวานมดไม่กล้าขึ้น ขอเชิญไปเที่ยวมะนิลา เพราะอาหารทุกอย่างมีอยู่รสชาติเดียว หวานนนนนนนนนน้ำตาลเรียกคุณย่า 

กลับจากมะนิลา พี่ได้วันหยุด 2 วัน จำแม่นม๊ะ นี่ 8 ปีแล้วนะ ต้องแม่นสิ เพราะของพวกนี้มีผลกับความทรงจำของเรา พวกครั้งแรกทั้งหลาย ยกเว้นรักครั้งแรก!? ไม่มีผลกับพี่ ฮาาาาาาาาาา เป็นวันหยุด 2 วันที่หมดไปกับการจัดห้อง ตกแต่งห้อง ซื้อของเข้าบ้าน โอยยยย ข้าวใหม่ปลามันมากน้อง ช่วงแรกๆของการบิน บอกได้เลยว่าน้องจะ alert มาก เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างแรง บินไปไหน เครื่องไหน อะไรอยู่ตรงไหน เราต้องทำอะไรบ้าง เรียกได้ว่าต้องมีสติให้มากถึงมากที่สุด ตอนเทรนสติอาจมีหลุดกันได้บ้างบางเวลา แต่พอมาขึ้นบินแล้ว สติหลุดไม่ได้นะ เพราะมันคือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า เริ่มจากปัญหาที่ไม่น่าจะใช่ปัญหา ยันปัญหาที่ออกแนวซีเรียสและอาจจะกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของคนทั้งเครื่อง แล้วเราต้องจัดการกับปัญหานั้นๆให้ได้ พี่บอกเลย เราจะรู้จักตัวเองมากขึ้นก็ตอนมาเป็นแอร์เบสต่างประเทศนี่แหละน้อง อ่านต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้เอง 

หลังจากหยุด 2 วันแล้ว ก็มาถึงไฟลท์ประวัติศาสตร์ไฟลท์แรกในชีวิตพี่ ที่ว่ามันเป็นไฟลท์ประวัติศาสตร์ เพราะมันคือไฟลท์แรกที่พี่ต้องoperate เรียกว่า "first operating flight" พี่จะได้เป็นหนึ่งในลูกเรือที่มีที่นั่งเป็นของตัวเอง มี duty ต่างๆมากมายให้รับผิดชอบเริ่มตั้งแต่การเช็คพวกอุปกรณ์นิรภัยทั้งหลายที่อยู่ใน area ของพี่ การ secure cabin ก่อนเครื่องขึ้น คือการตรวจสอบว่าผู้โดยสารทุกคนนั่งรัดเข็มขัดหมดแล้ว กระเป๋าเก็บเข้าที่เรียบร้อยแล้ว เป็นต้น First Operating Flight ของพี่คือ "London" ประเทศอังกฤษนั่นเอง แล้วบังเอิญมากที่มันดันไปตรงกับวันเกิดพี่พอดิบพอดีเลย ทั้งไฟลท์ผ่านไปได้ด้วยดี CSM เป็นผู้หญิงอังกฤษใจดีมาก CS เป็นคนไทย เพื่อนๆลูกเรือทุกคนให้การต้อนรับดี ตอนนั่งรถออกจากสนามบินไปโรงแรม CS คนไทยคนนี้ก็เรียกพี่ให้ไปยืนข้างหน้า แล้วก็ยื่นของ 2 สิ่งให้ นั่นคือ การด์อวยพรวันเกิดที่เขียนโดย กัปตัน ผู้ช่วยกัปตัน CSM CS และลูกเรือไฟลท์นั้นทุกคน (ไม่รู้ไปเขียนกันตอนไหน) พร้อมกับน้ำหอมยี่ห้อ DKNY รุ่น Delicious ขวดสีแดง(จำแม่น อีกแล้วคับท่าน) ที่ลูกเรือทั้งไฟลท์รวมเงินกันซื้อเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้พี่ เอ่ออออ ลิงกินจุด!? แปลว่า อึ้งคับอึ้ง พูดขอบคุณกันไม่ถูกเลยทีเดียวเพราะไม่คิดว่าจะได้รับอะไรแบบนี้จากคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก จนถึงวันนี้ การด์ใบนี้ยังอยู่ดี แล้วพี่ก็จะเก็บมันไว้ตลอดไป 

ผ่าน 3 ไฟลท์นี่ไป พี่มั่นใจว่า "I believe I can fly" ทุกไฟลท์ทุกวันที่บิน มันตอกย้ำประโยคนี้ให้ชัดขึ้นไปเรื่อยๆ พวกพี่ผ่านการเทรนมาเหมือนกัน บินด้วยกัน เจอเรื่องดีๆร้ายๆมาด้วยกัน พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ขนาดที่ว่า เครื่องบินคือบ้านที่แท้จริง ส่วนไอ้ crew accommodation ที่ว่านั่น เป็นได้แค่โรงแรมที่พักแค่นั้นแหละ!? (พวกแปลโค้ดลับของลิงออกนี่ ไม่พ้น my colleagues ทั้งหลาย ฮาาาาาาาาาา) ประเด็นที่พี่จะบอกคือ สำหรับบางสายการบิน น้องอาจจะต้องบินเยอะกว่าอยู่บ้านหน่ะ เรียกได้ว่าชีวิตวันๆนึงอยู่บนเครื่องมากกว่าอยู่บ้านอีก ให้ตายเถอะโรบิ้น!? แต่จะยังไงก็เถอะ จะบินหนักบินเบา ขอให้ "I believe I can fly" ให้ตลอดทุกไฟลท์ แล้วจะดีเอง สุดท้ายนี้ ใครมีบิน จะบินแบบoperateเป็นลูกเรือ หรือ บินแบบผู้โดยสาร ก็ "Have a safe flight" นะ!!!~ 

***[Spoiled]*** แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 
อ่ะใครชอบเล่นเกม ยกมือขึ้น!!! เพราะ "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 นี้ จะเป็นการเขียนตามโพลหัวข้อที่มิตรรักแฟนเพจทั้งหลายอยากให้เขียนเป็นตอนที่ 7 มากที่สุด เลือกมา 1 หัวข้อ จากทั้งหมด 5 ข้อข้างล่างนี้ ข้อไหนได้โหวตมากที่สุดถึง 3 ครั้งก่อน ลิงจัดให้เป็นตอนที่ 7 เลย ส่วนหัวข้อที่ไม่ชนะ ก็ต้องเขียนออกมาเหมือนกัน ไม่ต้องห่วง ช้าหรือเร็ว ก็ต้องเขียนอยู่ดี มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง 

Vote : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7

1. What time is it?
2. Who do you think you are?
3. It's all about the money.
4. A war zone.
5. iRule

เลือกได้ยัง? อ่ะ comment มาด่วน เดี๋ยวลิงปั่นให้!!! ~ 

................................................................

"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 


Tuesday, February 10, 2015

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส่ (A Quote A Day) : "Life is too short to waste your time thinking about someone who doesn't treat you right."

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส่ (A Quote A Day) มาช้ายังดีกว่าไม่มา รับปากแล้วยังไงก็ต้องเขียน จะได้นอนตาหลับเสียทีไม่ติดหนี้สัญญาเพื่อน ฮาาาา 3 เดือนรอนานมั๊ย!? 

"Life is too short to waste your time thinking about someone who doesn't treat you right." - ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าที่จะไปเสียเวลาคิดถึงคนที่เค้าไม่ได้ ดูแล/ปฏิบัติ/ใส่ใจ กับเราดีเลย

คำคมนี้เอามาเรียกสติพวกชอบฝากหัวใจไว้กับชาวบ้านเค้า เค้าไม่รักก็จะรักเค้า เค้าพยายามจะเลิกก็ไปรั้งเค้าไว้ อะไรพวกนี้ แบบนี้ถือว่า "waste of time" แปลว่า เสียเวลา หารู้ไม่ว่าจริงๆแล้วตัวเองก็มีดี แต่ดันมองไม่เห็น เพราะความรักบังตา ไปรักเค้ามากกว่ารักตัวเอง เวลาเค้าจากไป แล้วใครจะรักเรา!? เพราะฉะนั้น กรุณารักตัวเองให้มากกว่ารักคนอื่น จะดี สาาาาาธุ ~

...................................

เนี่ย เขียนได้ถึงแค่นี้แหละ พอเขียนต่อไปแล้วเจอ negative energy เล่นงานซะ เลยหยุดเขียนเลย เพราะอ่านเองแล้วมันไม่ใช่ มันออกป่า หาสาระไม่เจอ ลบเหลือแค่ข้างบนนี้อย่างที่เห็นแค่นั้นแหละ ผ่านไป 3 เดือน เขียนแนะแนวข้ามทวีปไปได้ 5 ตอนแล้ว พลังทางบวกเริ่มเข้าที่เข้าทาง เพราะฉะนั้นขอจัดให้เพื่อนดารณี ณ บัดนาว!!!~

เข้าเรื่องเลยนะ เท่าที่จำได้ คิดว่าเพื่อนน่าจะงงตรงคำว่า "right"

"right" นี่นะ แปลได้หลายอย่าง ในคำคมนี้ right แปลว่า อย่างดี อย่างถูกต้อง ที่แปลอย่างนี้ก็เพราะคำว่า "treat" นั่นเอง

มาดูความหมายของคำว่า "right" ในแบบอื่นๆกัน

*** ใครชอบอ่านเองศึกษาเอง ขอเรียนเชิญคลิ๊กโลด --> http://dict.longdo.com/search/right

แต่ที่จะอธิบายให้ฟังง่ายๆตรงนี้คือ ความหมายของคำว่า "right" เปลี่ยนไปตามรูปประโยคหลักที่ผู้พูดอยากจะสื่อ อธิบายให้งงกว่านี้ก็คือ "right" เป็นได้ทั้ง Noun/Adjective/Adverb ขึ้นอยู่กับการวางตำแหน่งของ "right" ในประโยค

ขอยกตัวอย่างขยายความคำคมนี้เป็นเหตุการณ์สมมุติเหตุการณ์หนึ่ง ว่า เพื่อนสนิทของเรามาปรึกษาเราตลอดเวลาเรื่องแฟนของเค้า ว่าไม่มีเวลาให้เลย ไม่เคยพาไปกินข้าวข้างนอก ดูหนัง ไม่เคยเทคแคร์ และอะไรอีกหลายอย่างที่ฟังแล้วส่ายหัว เราเป็นเพื่อนพอฟังแล้วก็โมโหแทนเพื่อนถูกมั๊ย ก็เลยแนะนำไปว่าให้เลิกซะ จะไปคบทำไมคนแบบนี้ ไม่ได้ดูแลเราดีเลย "You should break up with him. He's not a good guy. He doesn't treat you right."

"right" ที่แปลว่า ขวา หรือ ด้านขวา หรือ ขวามือ นึกประโยคออกมั๊ย?

อ่ะ ไปกินข้าวบ้านเพื่อน เพื่อนทำกับข้าวให้กิน อยากช่วยเพื่อนจัดโต๊ะกินข้าว แต่ไม่รู้ไอ้จานชามนี่มันอยู่ตรงไหนในครัว เดินดุ่มๆเข้าไป เพื่อนหันมาเห็นพอดี เลยรู้ว่าเรากะลังหาอะไร เลยพูดบอกว่า อยู่ทางขวาหน่ะ "It's on the right." หรือจะพูดว่า "It's on your right." ก็ได้เหมือนกัน

"right" ที่แปลว่า ถูกต้อง 

นักเรียน 2 คนยกมือตอบคำถามครูในห้องเรียน ครูหันไปทางคนที่ตอบถูกแล้วพูดว่า "You're right."

หรือไปเล่นบ้านเพื่อนซะจนดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วกลับบ้านไม่ทันแล้ว เพื่อนชวนนอนค้างด้วยกันเสียที่บ้าน เช้าค่อยกลับก็ได้ เพราะดึกแล้วมันอันตรายแต่ตัวเราไม่แน่ใจเอาไงดี แม่เพื่อนเดินเข้ามาได้ยินพอดี เลยบอก "She's right. You should sleep here tonight." คือบอกว่าเพื่อนเรา(ลูกสาวเค้า)พูดถูกแล้ว อยู่ค้างที่นี่คืนนี้แหละ

"right" ที่แปลว่า ถูกมั๊ย, ใช่มั๊ย?

อันนี้ง่ายเลย แค่เอาใส่หลังประโยคคำถามที่เราถามเพื่อต้องการความแน่ใจว่าใช่ไม่ใช่แค่นั้นเอง "Am I right?" ชั้นพูดถูกมั๊ย

Bangkok is the capital city of Thailand, right? กรุงเทพคืือเมืองหลวงของประเทศไทยใช่มั๊ย จะเขียนอีกแบบนึงที่ความหมายเหมือนกันเลยก็ได้ว่า "Is Bangkok the capital city of Thailand?"  อยู่ที่การเขียนหน่ะ เพราะถามเรื่องเดียวกันเลย

"right" ที่แปลว่า สิทธิ

ถ้าจำไม่ผิด ดารณีแปล right ในคำคมนี้ว่า สิทธิ ใช่ป่าว? แสดงว่าคำว่า right ในประโยคนี้ อาจจะทำให้ดารณีคิดถึงคำว่า "Human rights" ที่แปลว่า สิทธิมนุยษ์ชน แนะนำว่าให้ไปคลิ๊กลิงค์ข้างบนแล้วลองอ่านดู ตัวอย่างมีเยอะพอสมควร ทำให้เราเข้าใจความหมายต่างๆของคำว่า "right" ได้ไม่ยาก

เพื่อนร่วมงานคนนึงถูกใช้งานอย่างทาส เงินโอทีก็ไม่ได้ เพราะผู้จัดการเห็นว่าเป็นคนหัวอ่อน สั่งอะไรก็ทำ ไม่กล้ามีปากมีเสียง คนอื่นๆเห็นแล้วทนไม่ได้ เลยพากันมาบอกเพื่อนร่วมงานคนนี้ว่า นี่เธอ เธอมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่ทำงานที่หัวหน้าสั่งนะ เพราะมันไม่ใช่งานในหน้าที่รับผิดชอบของเธอเลย "You have the right to say no. It's not your job at all."

ยังมีรูปแบบประโยค "right" อีกเยอะ แต่ออกแนว Advanced Grammar โน้นเลย เราคงไม่ต้องไปกันถึงขนาดนั้นชิมิเพื่อน!? แต่ถ้าอยากได้บอก เดี๋ยวจัดให้ ตัวอย่าง รูปแบบประโยค "right" ที่ออกแนว Advanced Grammar เริ่มจากง่ายไปยาก ที่พอจะนึกได้ก็มี "right now", "right away", "right on", "right over" และอีกมากมายหลาย "right" ลิงขอมึนแปร๊บบบบ สงสัยคำไหนบอก เดี๋ยวมาขยายต่อ ~


"Life is too short to waste your time thinking about someone who doesn't treat you right." คำคมนี้คือเอามาพูดเตือนใจเรามากกว่า ใครที่ปฏิบัติกับเราไม่ดี ทำกับเราไม่ดี อย่าได้ไปเสียเวลาใส่ใจ เพราะชีวิตคนเรามันสั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่น กับคนอื่นที่เค้าปฏิบัติกับเราดี ทำกับเราดี ดีกว่ามั๊ย นี่คือสิ่งที่คำคมนี้ต้องการจะบอกหน่ะ

แถมนิดส์นึง สิ้นเดือนเมื่อไหร่ เงินเต็มกระเป๋าถูกป่ะ เลยชวนเพื่อนไปกินข้าว พอถึงเวลาจ่ายเงิน เพื่อนกำลังหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาหารกัน ทำแมนซะ ยกมือปางห้ามญาติพร้อมขยับนิ้วชี้ส่ายไปมา "No No No" บอกเพื่อนว่าไม่ต้อง "My treat!!!" แปลว่า ชั้นเลี้ยงเอง!!! แหม่ ป๋าาาาาาาาาาาาาา จะเลี้ยงก็ไม่บอก จะได้สั่งมาอีกเยอะๆ!?

ป.ล. รีเควสคำคมมาอีกนะ ชอบๆ สัญญาไม่ดองและ แต่ถ้าไม่กล้ารีเควสมาอีกก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเลือกเอาที่ตัวเองชอบมาเขียนเองได้ ลิงสามารถ ฮาาาาาาาา จะเอาคอลั่มนี้มาแทรก "แนะแนวข้ามทวีป" เป็นระยะๆ ถือเป็นโฆษณาขั้นละครกันไปก็แล้วกันนะ ~










Sunday, February 8, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................

 แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

ครบ 1 อาทิตย์พอดีเลยยย รอกันนานม๊ายยย!? บินมึน แต่ยังมีสติมาเขียน ขอบอกกกกก อ่ะพร้อมยัง? จะเริ่มดีกรีความแรงตั้งแต่ตอนที่ 5 นี้เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นพี่ขอความร่วมมือพวกเราอีกรอบ และจะขอมันทุกรอบเริ่มจากตอนที่ 5 นี้ไป ว่าให้ขึ้นไปอ่านใหม่ดีๆกับ Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant ทั้ง 3 ข้อด้านบน ตามนั้นนะ เตือนแล้วนะ ~ 

เป็นใครก็เดาได้ ว่าตอนที่ 5 นี้เกี่ยวกับอะไร นั่นแหละตามนั้น "Back to school" คือช่วงเวลา 2 เดือนกับการเทรนการเป็นลูกเรือนั่นเอง แล้วการเทรนลูกเรือนี้นะเค้าจะแบ่งเป็น 2 ช่วง 2 เรื่องด้วยกัน ว่าด้วยเรื่องของ safety และเรื่องของ service  เรื่อง safety นี่ร่ายกันยาวเดือนกว่า เพราะต้องเรียนรู้เครื่องบินทุกรุ่นที่สายการบินใช้ รายละเอียดมีเยอะกว่าเรื่องของการเทรน service ที่ใช้เวลาไม่ถึงเดือนดีด้วยซ้ำในการเทรน 

ทุกๆเช้าตอน 7 โมง พวกลูกเรือใหม่ที่มาเทรนทั้งหมดจะต้องลงมารอรถที่บริษัทจะส่งมารับไปที่ Training School หรือโรงเรียนสอนการเป็นลูกเรือนั่นเอง ช่วงนั้นจำได้ เป็นช่วงที่มีลูกเรือใหม่เข้ามาเยอะมาก นอกจากลูกเรือเก่าลาออกไปเยอะมาก ลูกเรือกลุ่มที่มาจอยใหม่แต่ละกลุ่มเค้าเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า "Batch"(แบช) แปลว่า กลุ่ม กลุ่มที่พี่มาจอย(join)นั่นเรียกว่าเป็น แบช 3 ที่เรียกกันแบบนี้เพราะว่าเป็นคนไทยกลุ่มที่ 3 ที่บินมาจอย พวกพี่จะเริ่มเทรนกันช้าไปกว่าแบช 2 หนึ่งอาทิตย์ แล้วก็ตามหลังแบช 1 ไปสองอาทิตย์ตามลำดับ เท่าที่จำได้ แบช 2 ที่มาจอย เป็นคนไทยทั้งหมดเลย10กว่าคน(!? ชิมิ แบชสอง ถ้าเข้ามาอ่าน ช่วยคอนเฟิมหลังไมค์ด้วยว่ามีกี่คน) การเทรนด้วยกันทั้งกลุ่มคนไทย เป็นอะไรที่ดูน่าสนุกนะพี่ว่า แต่แบชของพี่มีคนไทยแค่ 3 คน คนฟิลิปปินส์ 2 คน คนอินเดีย 1 คน คนอียิปต์ 4 คน รวมแล้วแบชพี่มีทั้งหมด 10 คน 

เรื่องแรกที่จำแม่นมากในวันแรกของการเทรน เรียกได้ว่าเป็นช่วง "Introduction" ของการเข้าเรื่องการเทรนการเป็นลูกเรือในภาพรวมๆที่บริษัทเค้าจำกัดความมาให้ อาจารย์ที่สอนมีทั้งฝรั่งคนอังกฤษ คนแขก คนอินเดีย คนสิงค์โปร์ มีคนไทยด้วย แต่ในช่วงวันแรกนี้ อาจารย์ที่เข้ามาสอนมีแค่อาจารย์ฝรั่งผู้หญิง กับอาจารย์แขกผู้ชาย พูดไปเรื่อยๆจนไปถึงเรื่องๆนึงที่อาจารย์แขกผู้ชายเน้นมากย้ำมากเหลือเกินว่า ให้ระวังพวกแขกซาอุดิที่จะเข้ามาเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกอาทิตย์ ห๊ะ!? ระวัง? คือ? ขยายความได้ว่า พวกซาอุดินี่นะ เป็นแขกที่แบบว่า "อันตราย" ในที่นี้คือ มองเห็นผู้หญิงเป็นแค่เครื่องแสวงความใคร่อย่างนึงเท่านั้น ***(Parental Advisory - ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ)*** พี่ขอคุยกันตรงๆแบบนี้แหละ จะแฉนี่เน๊อะ เอ้ยยย ไม่ใช่ จะตีแผ่ความจริงเฉยๆหน่ะ ช่วยอ่านกันเป็นความรู้ก็พอนะ

อาจารย์แขกผู้ชายท่านนี้ก็ออกโรงเตือนด้วยความหวังดีไปตามเรื่องตามราวแกนั่นแหละ เพราะแกเห็นมาเยอะ ไม่อยากให้ลูกเรือสาวๆรุ่นๆสวยเซกซ์เอกซ์แตก ต้องมามีอันจบอนาคตแอร์อันสวยหรูด้วยเหตผลบางประการไปก่อน การเตือนครั้งนี้ ดูแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เลยแม้แต่น้อย อันนี้แล้วแต่คนนะ ใครแพ้หน้าแขกๆ ตากลมผมดำขนดกก้นงอนงามยิ่งกว่าผู้หญิง(!?) ก็ว่ากันไป แต่สำหรับพี่ มองยังไงก็ไม่พิศวาสเลยแม้แต่น้อย เจ้าพวกแขกตี้เอ้ยยยยยย แต่เดี๋ยวก่อนนะน้อง อย่าเพิ่งไปเข้าใจแขกอาหรับผิด แน่นอน แขกอาหรับไม่ได้แย่ไปซะทุกคน 8 ปีของการอยู่ที่นี่ พี่บอกได้เลยว่า ในบรรดาชนชาติแขกระแวกนี้ แขกซาอุ เป็นแขกชาติที่มีความเป็น "generous" มากที่สุด นี่จัดอันดับกันเองโดยคนแขกท้องถิ่นนะ พี่ไม่ได้นั่งเทียนเขียนเองแต่อย่างใด ความ "generous" ของแขกซาอุในที่นี้คือ เงินเยอะ พี่แกเงินเยอะล้นฟ้า เลยเอามาฟาดหัวคน เอ้ยยย เอามาแบ่งให้ผู้หญิงใช้ ประมาณนั้นนะ สปอรต์แมนสุดๆต้องแขกซาอุคับน้อง เอ่ออออ...อ ก่อนจะไถลไปไกลกว่านี้ พี่ว่าเรากลับมาเข้าเรื่องการเทรนกันต่อดีกว่ามั๊ย!? สำหรับใครที่ชอบอ่านอะไรแบบนี้ ไม่ต้องกลัว มีมาอีกเรื่อยๆตามเนื้อเรื่องนะ 

หลังจาก "Introduction" กันทั้งหมด 2-3 วันถ้าจำไม่ผิด พวกพี่ก็เริ่มการเทรน safety กันเลย ใครที่ชอบเรียน ชอบฟังอาจารย์สอน ชอบนั่งหน้าห้องสมัยเรียน รับรองได้เปรียบ เพราะจะเรียนอย่างสนุกสนานกันเลย  แต่เรียนไปเรียนมา อาจมีมึนงงกันบ้างตามประสา เพราะเรื่องที่เรียนมันคือเรื่องที่เกียวกับเครื่องบินทุกรุ่นที่สายการบินใช้บิน พวกพี่ก็ต้องจำlocation ของ emergency equipment ต่างๆให้ได้ คือพวกอุปกรณ์นิรภัยทั้งหลายที่ใช้ยามฉุกเฉินหน่ะ ข้อมูลเยอะจริงๆ มีการสอบด้วย สอบไม่ผ่านก็ต้องสอบใหม่ แต่เรื่องเรียนๆพวกนี้ พี่บอกเลย คนไทยเก่งสุดทำคะแนนได้ดีสุด แต่พูดน้อยสุด เออแปลกดี พวกนักเรียนบางชาติ ขอพูดตรงๆว่า "drama queen" มาเกิดของแท้ ชนิดที่ เลดี้กาก้ายังตามไม่ทันกันเลยทีเดียวเชียว โอยยยย มึนมากพวกนี้ พูดเยอะ สาระหามิได้ แต่เวลาสอบนี่หน้าถอดสีเลย นะ สาธุ 

แต่ถึงจะ "drama queen" กันยังไง พวกพี่อยู่ด้วยกันเทรนด้วยกันเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม มันก็มีความผูกพันธ์กันระดับนึงนะ ชนิดที่ว่า เวลาอาจารย์ถามคำถาม หรือเวลานั่งสอบ ลอกกันได้ช่วยกันได้ ว่ากันไป พี่ถึงว่าแบชที่เป็นคนไทยทั้งกลุ่มนี่ได้เปรียบนะ ถึงจะมีข้อเสียเปรียบอยู่บ้างก็เถอะ เพราะคนไทยบางครั้งหากรวมตัวกันเยอะๆ แถมเป็นผู้หญิงหมดด้วยแล้วนี่ เอ่ออออ...อ โชคดีนะทุกคน ฮาาาาา แต่แบชพี่มีทั้งหมด 4 ชาติ ดูแล้วหลากหลายกว่า ได้เรียนรู้อะไรเยอะกว่า แค่ในบางเรื่องเท่านั้นนะ 

อีกเรื่องนึงที่พี่จำได้ไม่เคยลืมตอนเทรน safety ... คนไทยเราเป็นชาติยิ้มตลอดเวลาถูกมั๊ย สุขก็ยิ้ม ทุกข์ก็ยิ้ม แต่บางทีเวลาที่เรายิ้ม คนชาติอื่นเค้าไม่ได้แปลการยิ้มของเราไปในทางที่ถูกต้องในบางครั้ง วันนั้นพวกพี่เทรนเรื่องการ "evacuate" คือการอพยพคนออกจากเครื่องบินเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่แน่ใจว่าอากาศช่วงนั้นร้อน หรืออาจารย์หิวข้าว (พวกพี่เทรนกันช่วง Ramadan หรือช่วงถือศีลอดของชาวมุสลิม) เพราะอาจารย์แขกที่เทรน ดุมากเป็นพิเศษวันนั้น เรียนก็หนัก ข้อมูลให้จำมีก็เยอะ พอถึงช่วงปฏิบัติ พวกพี่เกิดอาการล้า ท้อ เหนื่อย การยิ้มออกมาผิดจังหวะ กลับกลายเป็นว่าอาจารย์แขกมองว่าพวกพี่ทำเป็นเล่นกันซะงั้น ว๊ากพวกพี่ใหญ่เลย ว่าห้ามยิ้ม พวกเรากำลังซีเรียสกันอยู่ ยิ้มไม่ได้ อ่อออออ เกท กับชาติแขกนี่เวลาคุยเรื่องซีเรียสเครียดๆ ห้ามยิ้ม อ่อๆ ช่างขัดกับ nature ของคนไทยเสียนี่กระไร!? มารู้ทีหลังว่าอาจารย์จริงๆแล้วไม่ได้อะไรหรอก ตีหน้าดุไปงั้น เพราะอยากให้พวกพี่ซีเรียสกับเรื่อง safety ให้มากๆแค่นั้นเอง เทรน safety เสร็จได้นะ โล่งงง เหลือเทรน service ชิวๆสบายๆสนุกๆ ไม่มีอะไรมาก ตามน้ำกันไป  

อย่างที่บอกว่าช่วงที่พวกพี่เทรนเป็นช่วงถือศีลอดของชาวมุสลิม ในโรงเรียนก็จะไม่มีอะไรขายเลย อาหารการกินทั้งหมดต้องเอามาจากบ้านกันเอง ตรงนี้แหละ แบชที่เป็นคนไทยทั้งหมดที่เทรนด้วยกัน ได้เปรียบสุดๆ เพราะต้องมีไม่หมึกแดงก็อาจารย์ยิ่งศักดิ์อยู่ในกลุ่มด้วยแน่ๆ เสบียงเพียบน้องเอ้ยยยย พี่ล่ะอิจฉา แต่อิจฉาไปก็เท่านั้น เพราะยังไงพี่ก็กินไม่เหมือนชาวบ้านเค้าอยู่ดี นะ อาหารไม่มีขายตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ลับฟ้านี่ไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้อากาศร้อนตับแตกแสบผิวนี่มันคืออะไร ทรมานพี่สุดๆแล้ว ขอบอก วันๆนึงกว่าจะเทรนเสร็จกันก็ปาเข้าไป 3 โมงเย็นโดยประมาณ พี่ละดีใจ เพราะว่าได้กลับไปที่โรงแรม แอร์เย็นๆ แถมมีฟิตเนสให้เข้าด้วย กลับมาก็เปลี่ยนชุดลงไปจัดเลย 

จำได้ว่ามีอยู่ครั้ง2ครั้งนี่แหละ ที่แบชของพวกพี่ตกลงกันจัดงานปาร์ตี้ริมสระน้ำกัน แต่ละชาติก็พร้อมใจกันทำอาหารของชาติตัวเองเอาไปแชร์กัน เป็น pool party ที่สนุกมาก ความทรงจำพวกนี้ยังอยู่กับพี่มาตลอด 8 ปีไม่เคยลืม ต้องบอกว่าเพื่อนๆทั้ง 3 ชาติ ฟิลิปปินส์ อินเดีย อียิปต์ ให้อะไรพี่เยอะมากในเรื่องของวัฒนธรรมที่แตกต่าง เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดความอ่าน สิ่งพวกนี้แหละที่พี่อยากจะบอกว่า แบชคนไทยทั้งแบชอาจจะไม่ได้ในช่วงเทรนทั้ง2เดือนนั้น 

กลับมา ณ ปัจจุบันนี้ อาจารย์ฝรั่ง อาจารย์แขก ที่เคยสอนพวกพี่เมื่อ 8 ปีที่แล้วไม่ได้อยู่ที่สายการบินนี้แล้ว เพื่อนๆในแบชของพี่ทั้ง 10 คน ตอนนี้ เหลือกันอยู่แค่ 4 คนเท่านั้น มีฟิลิปปินส์ 2 คน อียิปต์ 1 คน รวมพี่ด้วยเป็น 4 อีก 6 คนนั้นลาออกกันไปหมดแล้ว บางคนไปแต่งงาน บางคนไปเรียนต่อ บางคนไปหางานใหม่ บางคนก็ย้ายสายการบิน กลุ่มแบชคนไทยทั้งแบชนั่นก็เหลือกันอยู่ไม่กี่คนเหมือนกัน อันนี้แล้วแต่แผนชีวิตของแต่ละคนแหละนะ ก็ต้องเดินกันต่อไป ไม่ว่าทางไหนก็ต้องเดินเหมือนกัน 

ตอนที่ 5 Back to School นี้ จึงเป็นตอนที่พี่อยากบอกอยากเล่าถึงช่วงเวลาที่น่าประทับใจ กับเพื่อนใหม่ๆ ความผูกพันธ์ใหม่ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ว่าให้อะไรเราได้เยอะกว่าที่คิด ย้ำกันอีกรอบว่า ชีวิตวัยเรียน เป็นอะไรที่สนุกที่สุดของช่วงชีวิตคนแล้วนะ น้องใช้มันให้ดีๆ สร้างความทรงจำดีๆให้เยอะๆ โตมาเข้าสู่วัยทำงานแล้ว น้องจะเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีประสิทธิภาพคนนึงเลยทีเดียวหล่ะ แล้วเจอกันตอนหน้านะ กับ แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly




................................................................

"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East