Friday, April 17, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 9 It's all about the money.

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................


แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 9 It's all about the money.

มาเข้าเรื่องเงินๆทองๆกันบ้าง จะงานหนักงานเบา งานบนฟ้างานบนดิน ทุกคนต้องได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนหรือเงินค่าจ้างถูกมั๊ย สิ้นปีบริษัทไหนใจดีก็จะมีโบนัสให้พนักงาน ถือเป็นการตอบแทนที่ทำงานหนักกันมาทั้งปี จะมากหรือน้อยก็คือเงิน จะเก็บหรือจะใช้ก็อยู่ที่การวางแผนชีวิตของแต่ละคนจัดการกันไป

หลายคนคิดว่างานแอร์นี่ได้เงินค่าตอบแทนสูง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันสูงจริงๆนั่นแหละ เพราะงานแอร์คืองานเสี่ยง พูดกันแบบตรงๆเลยคือ เสี่ยงเครื่องบินตก เสี่ยงต่อสุขภาพร่างกาย อย่าลืมว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร บินๆไปแล้วป่วย หนักถึงขั้นต้องออกจากงาน เงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ ก็เอามาใช้รักษาจนหมด นี่คือความเสี่ยงที่มากับค่าตอบแทนที่สูงของงานแอร์

ถามว่าเป็นแอร์เบสไทยหรือเบสนอก(แถบตะวันออกกลาง) ที่ไหนเงินดีกว่ากัน ถ้าให้พี่ตอบให้ตรงคำถามนะ ขอตอบว่าแอร์เบสแถบตะวันออกกลางเงินดีกว่า แต่ไม่ใช่ทุกสายการบินของแถบตะวันออกกลางนะ ต้องขอจำกัดอยู่ที่บางสายการบินเท่านั้น ซึ่งก็คงไม่พ้นสายการบินใหญ่ๆทั้งหลายที่ก็คุ้นหูกันดีอยู่แล้ว พวกสายการบินทั้งหลายที่เห็นลูกเรือเป็น "asset" เนี่ย พี่บอกเลย เงินดี แต่หากสายการบินไหนเห็นลูกเรือเป็นแค่ "number" เงินส่วนที่ควรจะมาให้ลูกเรือ อาจจะมาไม่ถึง โดนระดับบริหารจัดการทั้งหลายรับประทานไปก่อน ซึ่งเรื่องแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าที่ไหนๆในโลกต้องมีอยู่แล้ว ต้องยอมรับว่ามีทุกที่ทุกวงการ เพราะฉะนั้น ย้ำกันอีกรอบว่าให้หาข้อมูลดีๆก่อนจะตัดสินใจร่วมงานด้วย

ทำไมถึงตอบว่าแอร์เบสแถบตะวันออกกลางเงินดีกว่า แอร์เบสไทยเงินน้อยขนาดนั้นเชียว!? พี่ว่าเอากันจริงๆอาจจะไม่ได้ต่างอะไรกันมากมายขนาดนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างในตัวเงินเดือนที่จะได้รับคือ Daily expense (ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน) ทั้งหลายนี่แหละ แอร์เบสไทย อยู่บ้านตัวเอง ไม่ก็เช่าบ้านเช่าคอนโดอยู่ เสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์(บ้าน) ค่าน้ำมันรถ อะไรแบบนี้เป็นต้น จ่ายเองหมดถูกมั๊ย ยังไม่พอ เงินเดือนที่ได้มีการหักภาษีด้วยเพราะเบสไทย แต่แอร์เบสแถบตะวันออกกลาง ไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์(บ้าน) หรือแม้แต่เสียภาษีอะไรเลย เงินเดือนที่จะได้ เป็นเงินเดือนล้วนๆที่ไม่โดนหักอะไรออกไปทั้งสิ้น

แต่จุดเปลี่ยนที่จะทำให้ดูๆไปแล้ว แอร์เบสไทยจะได้เงินเยอะกว่า ก็ตรงที่การจัดการบริหารการเงินของแต่ละคนนี่แหละ จะเบสไทยเบสนอก หากไม่มีการจัดการบริหารเงินของตัวเองดีพอ ทำที่ไหนก็อาจจะเก็บเงินไม่ได้เลย อันนี้ก็แล้วแต่ "จุดประสงค์" ของการมาเป็นแอร์ของแต่ละคน ก็ว่ากันไป เพราะเท่าที่รู้มา แอร์เบสไทยก็มีทั้งบ้านมีทั้งรถ แถมเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวอีกต่างหาก 

เพื่อนลูกเรือคนไทยที่อยู่ในแบชเดียวกันกับพี่ มาทำงานเป็นแอร์ที่นี่ 3 ปี พอครบ 3 ปีแล้วลาออกเลย คือเค้ามาเป็นแอร์เพื่อเอาเงินไปจ่ายค่ารถ ค่าประกันอะไรต่างๆให้หมดภายใน 3 ปี เห็นว่ากลับไปก็ไปทำกับบริษัทเก่าที่ลาออกมา แต่ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น นี่คือตัวอย่างของคนที่วางแผนชีวิตดี ขอแสดงความนับถืออย่างแรง มีเพื่อนของเพื่อนลูกเรือชาวบัลแกเรียที่ทำอยู่อีกสายการบินหนึ่งในตะวันออกกลางนี่แหละ เป็นชาวโรมาเนีย เป็นแอร์อยู่ทั้งหมด 6 ปี มาเพื่อเอาเงินไปซื้อคอนโดซื้อรถที่ประเทศโรมาเนียบ้านเกิดเค้า พอผ่อนทุกอย่างหมด เก็บเงินได้ก้อนนึงก็ลาออกกลับไปอยู่ประเทศโรมาเนียเลย เห็นว่าบ่นกับเพื่อนชาวบัลแกเรียว่าเป็น 6 ปีที่ทรมานที่สุดที่อยู่สายการบินนี้ แต่คือทนทำเพราะว่ามีแพลนอนาคตที่แน่นอนอยู่แล้ว น่ายกย่องอีกเหมือนกัน

มาดูข้อได้เปรียบของการเป็นลูกเรือกัน อย่างแรกเลยคือเรื่องตั๋วลดราคา หรือที่เรียกกันว่า "crew ticket" บ้าง "staff ticket" บ้าง หรือ "standby ticket" ก็ได้เหมือนกัน  ตั๋วID90 (ไอดี ไนน์ตี้) เป็นตั๋วราคาแค่ 10% จากราคาจริง คือลดราคาไป 90% นั่นเอง ฟังดูดีแต่ว่าถ้าไฟลท์เต็ม ตั๋วID90 พวกนี้ก็ไม่ได้ไปนะน้อง ตกเครื่องเลื่อนไฟลท์กันให้วุ่นวาย ใครแพลนพักร้อนจองโรงแรมไว้อย่างดี มีอันต้องปวดกระบาล  เพราะถือเป็นตั๋วแสตนบาย ต้องรอเช็คอินทีหลังสุด ต้องมีที่นั่งเหลือเท่านั้นถึงจะได้ไป ถ้าเป็นตั๋ว ID50 (ไอดี ฟิฟทิ่) ถือเป็นตั๋วคอนเฟิร์ม เป็นตั๋วราคา 50% จากราคาจริงนั่นเอง บางสายการบินใจดีให้ตั๋ว ID90 กับครอบครัวด้วย บางสายการบินก็ให้ตั๋ว ID90  กับเพื่อนด้วย คำเรียกของ crew ticket พวกนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละสายการบิน บางสายการบินที่ดู premium หน่อย จะเริ่มราคาตั๋วลูกเรือที่ ID75 ไม่มี ID90 ทั้งนี้ แต่ละสายการบินอาจมีคำเรียกตั๋วลูกเรือต่างกัน ไม่ใช่ทั้ง ID90, ID50, และ ID75 แต่โดยรวมแล้วคือเป็นตั๋วลดราคาที่ให้เฉพาะลูกเรือและครอบครัวของลูกเรือนั่นเอง 

มาดูข้อได้เปรียบอย่างที่สองกัน เป็นเรื่องของการซื้อของใน Duty Free ต่างๆทั่วโลก เพราะจะได้รับส่วนลดไป10-15% เมื่อซื้อสินค้าต่างๆใน Duty Free รวมไปถึงร้านอาหารต่างๆที่อยู่ในสนามบิน(ขาออก)ด้วยเช่นกัน ถ้าน้องอยู่ในชุดแอร์โฮสเตส แบบนี้ลดเลยไม่ต้องบอก แต่ถ้าวันไหนเกิดเดินทางเป็นผู้โดยสารธรรมดาขึ้นมา ก็เอาบัตรประจำตัวแอร์โฮสเตสหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ไอดี (ID) ยื่นเพื่อขอรับส่วนลดได้ สำหรับบางสนามบิน จะลดให้เฉพาะลูกเรือที่อยู่ในเครื่องแบบเท่านั้น ถ้ามาในชุดเดินทางธรรมดานี่ไม่ลดให้ แต่สำหรับที่ไทย สนามบินสุวรรณภูมิ ลดให้ทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบและไม่อยู่ในเครื่องแบบ เพียงแค่แสดงบัตรประจำตัวลูกเรือแค่นั้นเอง

ข้อได้เปรียบอย่างที่สามนี้ ต้องขอพูดถึงการได้รับส่วนลดในการซื้อเหล้าและบุหรี่ จำกัดอยู่ที่อาทิตย์ละ 1 ครั้งต่อลูกเรือ 1 คน ซึ่งใน 1 อาทิตย์นี้ ลูกเรือสามารถซื้อเหล้าได้ 1 ขวด บุหรี่ได้ 200 มวน หรือ 10 ซอง ใครที่รักในการทำธุรกิจที่เรียกกันว่า "รายได้เสริม" ก็จะมีชีวิตที่วุ่นวายวิ่งซื้อของพวกนี้ทุกอาทิตย์หลังจากกลับจากบิน หนักๆเข้า อยากได้ของอีก แต่ยังไม่ครบ 1 อาทิตย์ที่ตัวเองจะซื้อได้ ก็จะไปขอให้เพื่อนลูกเรือคนอื่นๆช่วยหิ้วให้หน่อย ในที่นี้คือให้ช่วยถือออกมาจาก custom หรือ ตม. นั่นเอง อะไรแบบนี้คือติดใจ "รายได้เสริม" ที่ได้มาง่ายๆกับการเป็นแอร์ 


แต่บางที "รายได้เสริม" พวกนี้ ก็กลายเป็นยาเสพติด ที่ไม่ทำไม่ได้ รู้สึกชีวิตไม่ตื่นเต้น มีหลายเคสมากที่ลูกเรือโดน ตม. จับ เสียค่าปรับกันไป ร้ายแรงหน่อยก็อาจจะถูกให้ออกจากงาน เพราะดันไปถูกจับในประเทศที่เคร่งอย่างอังกฤษ หรือแถบยุโรปบางประเทศ เค้าบอกไว้ชัด เอาบุหรี่เข้าได้กี่มวนกี่ซอง เหล้าเข้าได้กี่ขวดกี่ลิตร แต่ก็ยังมีลูกเรือหัวใสลักลอบเอาเข้าไปมากกว่าที่เค้ากำหนด เพียงแค่ว่าจะได้ "รายได้เสริม" เพิ่มขึ้นมาแค่ไม่กี่พันบาท แลกกับอนาคตงานแอร์ มันใช่เรอน้อง!? 

ลูกเรือบางคนที่ติดใจการซื้อเหล้าซื้อบุหรี่ ที่รอให้ครบ 1 อาทิตย์ไม่ได้ จะซื้อไปขายต่อ หรือเอาไปเติมบาร์เหล้าที่บ้านตัวเองเพื่อรอจัดปาร์ตี้สุดสวิงทุกวีคเอนท์ก็เถอะ พวกนี้จะคอยถามลูกเรือในไฟลท์ว่า วันนี้ยูซื้อเหล้า/บุหรี่ไปยัง ถ้ายังงั้นช่วย "declare" ให้ไอหน่อยนะ การ declare คือการแสดงตัวต่อ custom (ต.ม) ว่าเรามีเหล้ามีบุหรี่มา 

***ใครคุ้นๆเวลาจะเดินออกจากสนามบินหลังจากได้กระเป๋าตัวเองแล้ว จะมีช่องทางออก 2 ช่อง คือช่องสีแดง เป็นช่องที่มีของบางอย่างที่ต้องแสดง (declare) ต่อเจ้าหน้าที่ตม. กับช่องสีเขียว คือไม่มีของที่ต้องแสดง เดินออกไปได้เลย แต่บางทีช่องสีเขียว เค้าก็มีการตรวจเอกซ์เรย์กระเป๋าของเราก่อนออกนะ เป็นการตรวจเช็คแบบ random คือสุ่มตรวจ ใครมีของที่ควรจะเดินไปออกช่องแดง แต่มาออกช่องเขียวนี่ก็แจ็คพอตกันไปนะ ***

การให้ช่วย declare เหล้า/บุหรี่ของลูกเรือนี่ ทำกันเป็นธรรมเนียม เพราะลูกเรือทุกคนมีสิทธิ์ซื้อ ถ้าน้องไม่ใช้สิทธิ์ ก็จะมีคนมาช่วยน้องใช้สิทธิ์ ออกแนวบังคับขู่เข็นให้ช่วย ทำไมหล่ะ ไหนๆยูก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์แล้ว ก็ช่วยไอหน่อยไม่ได้หรือไง พี่เคยโดนถามบ่อยมากช่วงแรกๆที่บิน คนยังไม่รู้จักแนวเรา แต่หิ้วเหล้าหิ้วบุหรี่เนี่ยนะ พี่ไม่ต้องคิดมาก ปฏิเสธโลด เพราะไม่ใช่แนวพี่ ปฏิเสธไปมากๆเข้า คนเริ่มถาม ทำไมไม่ช่วย ยูเป็นมุสลิมเหรอ? เคร่งเหรอ? พี่ก็งง เอ้า ถ้าคนเป็นมุสลิมเค้าไม่หิ้วกัน แล้วยูหิ้วทำไมเนี่ย!? ยูไม่ได้เป็นมุสลิมเรอ!? จบข่าว พี่เคยเจอแม้กระทั่งกัปตันบางคนเดินมาบอกแกมบังคับให้หิ้วให้ พี่มองหน้าแล้วตอบอย่างมั่นใจ "over my dead body" ชัดนะ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีใครมาถามเลย มองหน้าก็รู้แล้วว่า "ข้ามศพชั้นไปก่อนนะ" 


ข้อได้เปรียบที่พี่จะขอกล่าวถึงเป็นอย่างสุดท้าย ยังคงอยู่ในเรื่องของคนชอบค้าขาย เพราะการเป็นแอร์ จะได้ไปตามประเทศต่างๆทั่วโลก ธุรกิจ "การหิ้วของ" ที่ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนม รองเท้า เครื่องประดับ อะไรทั้งหลายแหล่ จะหิ้วให้เพื่อนให้ญาติพี่น้องให้ครอบครัว ให้ "คนรู้จัก" หรือหิ้วกลับไทยไปใส่ร้านค้าเล็กๆน้อยๆของตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งใน "รายได้เสริม" ที่มากับงานแอร์เช่นกัน 

สมัยตอนพี่เทรนแอร์ใหม่ๆ มีการเตือนกันถึงเรื่อง "หิ้วของ" ให้กัน Instructor สมัยนั้นบอกเลยว่าห้ามเด็ดขาด จะหิ้วให้ใครก็ห้ามเด็ดขาด เพราะมันมีกรณีกันมาแล้ว ประเภทยัดยา หรือของผิดกฏหมายทั้งหลายแหล่ ไม่มีใครตอบได้หรอกว่าเราจะแจ็คพอตเมื่อไหร่ พี่เข้าใจ ว่า "รายได้เสริม" เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญสำหรับลูกเรือบางคน จะช่วยเรื่องการเงินของที่บ้าน หรือจะเอาเงินไปใช้ส่วนตัว หรือจะทำเพื่อความตื่นเต้นเร้าใจให้ชีวิต หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าคิดจะทำ ขอให้แน่ใจ ว่าของที่ขนที่หิ้วให้หน่ะ ปลอดภัยจากสิ่งผิดกฏหมาย จะเอาเข้าประเทศไหน ควรศึกษารายละเอียด custom ของประเทศนั้นให้ดีๆ อะไรขนได้ อะไรขนไม่ได้ ข้อจำกัดในการขนมีแค่ไหน ถ้าน้องคิดจะหัวไส ขอให้แพลนให้ดีๆ อย่าให้โดนจับได้ เสียชื่อ เสียงาน ทำให้ที่บ้านเป็นห่วง แบบนี้พี่ไม่แนะนำ อย่างแรงงงงงง ~

ขึ้นชื่อว่า "เงิน" มันไม่เข้าใครออกใคร แต่จะทำยังไงไม่ให้เงิน มาปิดปาก ปิดตา ปิดหู แล้วทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ส่งผลร้ายต่อทั้งตัวเองและผู้อื่นนั้น ขึ้นอยู่ที่ตัวเองตัดสินใจทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น "Good luck everybody" กลับมาเจอกันตอนหน้า กับ แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 10 What time is it? 





"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly 




No comments:

Post a Comment

Thank you for your comment. ^^