Sunday, October 12, 2014

แนะแนวข้ามทวีป : High School Love On

แนะแนวข้ามทวีป : High School Love On

ระหว่างรอผู้หวังดีมาแนะนำหัวข้อในการเขียนคอลั่มแนะแนวข้ามทวีปแบบจ๊าบๆ จะหน้าไมค์หลังไมค์ก็เถอะ ขอพี่เริ่มมหากาพย์ลิงพูดไม่หยุดด้วยการย้อนเวลากลับไปสมัยพี่อยู่ม.ปลายก่อนก็แล้วกันนะ นับเป็นกี่ปีแล้วนี่ที่จบมา!? 20กว่าปีแล้วโอ้วโน -_-

ชีวิตม.ปลายของพวกพี่สมัยก่อนต่างจากของพวกน้องๆสมัยนี้แน่นอนล้านเปอเซนต์ สมัยนี้น้องๆมีทั้ง iPhone 6, iPad เลขอะไรแล้วหว่า!? สุดจะไฮเทค สมัยพวกพี่ต้องนี่เลย Pager รู้จักม๊ายยยยย!? เปล่า พี่ไม่ได้จะมาเขียน Pros and Cons* ของวัยรุ่นสมัยปี 2538 กับ 2557 หรอกน้อง มิบังอาจ ดูชื่อตอนก่อน "High School Love On" นี่ บ้านใครมีช่อง KBSWolrd จะร้องอ๋อ อิอิ ใครนั่งอยู่ในห้องเรียนวันนั้นที่พี่ไป ถ้าจำกันได้ก่อนพี่จะออกจากห้องเรียนไป พี่ทิ้งคำพูดไว้ว่าอะไร ระลึกชาติด่วน ~

ชีวิตสมัยม.ปลายของพี่ ต้องขอสารภาพว่า 80% เพลง+เพื่อน 20% เรียน ครบแล้ว100% ใครที่คิดว่า แนะแนวข้ามทวีปตอนนี้ "High School Love On" จะเป็นตอนรักๆฉบับสงครามนางฟ้าสมัยยังเด็ก ผิดและ!? ตั้งแต่เด็กยันโต พี่ก็ยังคง 80% นั้นอย่างเหนียวแน่นมาก น้องๆคนไหนเริ่มมีความรักปิ๊งๆฟรุ๊งฟริ๊งแล้วก็นะ พี่พูดได้คำเดียว "โชคดีนะน้อง" ~

High School Love On เป็นความรักของเพื่อน ความรักบริสุทธิ์แบบเพื่อนๆกัน จะผิดเพศไม่ผิดเพศแต่คือพวกเราเพื่อนกันรักกัน สมันนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ตรงที่ทุกคนยังบริสุทธิ์อยู่!!! อ่ะน้องงงง กรุณาอย่าคิดไปไกลเดี๋ยวเพจพี่ติดเรท -_- บริสุทธิ์ในที่นี้คือจิตใจบริสุทธิ์ สังคมสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ ไม่ค่อยมีสิ่งชักนำอะไรไปในทางเสียๆมากซะเท่าไหร่เหมือนสมัยนี้ วันๆมีแต่เรื่องมาโรงเรียน เรียนไม่เรียนเรื่องนึง(ฮาาาาา) แต่คือมาโรงเรียน เลิกเรียนแล้วไปไหน!? กลับบ้านเปลี่ยนชุดออกมาแว๊นสนามจันทร์ กินนมเย็นร้านตี๋หน้าองค์พระ โอยยยย สวรรค์ น้องๆวัยรุ่นยุคนี้ ทำอะไรกัน!? พี่หล่ะสงสัยมากกกกกก ~

น้องจะทำอะไรก็ทำไป แต่สิ่งที่น้องควรทำที่สุดคือ "เรียนให้จบ" เรียนยังไงก็ได้ ให้จบ เกรดอะไรก็ได้ ให้จบ อย่าได้คิดทิ้งการเรียน พี่เป็นหนึ่งในวัยรุ่นไทยหลายแสนคน(!?)ที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร รู้อย่างเดียว ชอบภาษาอังกฤษมาก อะไรก็ได้ขอให้เป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็ชอบดนตรีมาก ติดเพื่อนมาก ส่วนคนที่รู้มาแต่เกิดเลยว่าโตขึ้นจะเป็นหมอ เป็นนักบิน ต่อเลยวิทย์-คณิตพวกนี้ พี่ขอนับถือจากใจจริง คนที่ไม่รู้อะไรเลย ขอให้เดินต่อไป เพราะน้องๆเชื่อมั๊ย ยังไงซะ วันนึง น้องต้องเป็นอย่างนึงนั่นแหละ หนึ่งในนั้น คือไม่พ้นเป็นแม่ของลูก เป็นหญิงโสดบ้างาน เป็นคนมุ่งมั่นเรียนจนถึงปริญญาเอก อะไรพวกนี้ มันจะขึ้นมาตามเวลาและโอกาสของแต่ละคน ข้อแม้มีอยู่ข้อเดียว "เรียนให้จบ" ~

พี่ไม่เก่งเลข มี trauma* (อ่านว่า ทรอม่า) มาจากสมัยเด็กๆ อาจารย์สอนเลขสมัยประถมไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิตเท่าไหร่ ดุมาก เอะอะก็ตี ตะคอกเด็ก เรียนเลขแล้วไม่สนุกไม่มีความสุข จิตตก พี่เลยขยาดเลย ถึงขนาดยอมทิ้งความฝันว่าอยากเป็น Psychiatrist (นักจิตวิทยา) แค่เพราะว่าต้องเรียนเลขหลายวิชามาก แค่นั้นเอง ก็เพราะไม่เอาเลขเลยนี่แหละ เลยต้องมาลำบากอาจารย์เกรียงไกรสมัยนั้น เพราะพี่และเพื่อนๆอีกหลายคนอยู่ที่เลือกมาเรียนศิลป์ภาษาเพื่อหนีเลข เด็กห้อง 4/5 สมัยนั้นมีไม่ถึงครึ่งห้องที่เจิดจรัสด้านภาษาฝรั่งเศสและเอาจริงเอาจังที่จะเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่าที่เหลือไม่เรียนนะ ทุกคนเรียน เพราะไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วตัวเองจะเป็นอะไร ไปทางไหน พี่ถึงเน้นน้องๆมาก ว่าให้เรียน เรียนไป เรียนยังไงก็ได้ "ให้จบ" ~

ตอนสอบพูดตัวต่อตัวกับอาจารย์เกรียงไกร จำไม่ได้แล้วว่า ตอนนั้นอยู่ชั้น 4/5, 5/5, หรือ 6/5 แต่พี่จำได้แม่นมากพอถึงตาพี่ เข้าไปที่ห้องพักครู อาจารย์เกรียงที่ดูจะมึนกับการสอบเพื่อนๆพี่ก่อนหน้านี้มาแล้วหลายคน เจอหน้าพี่ อาจารย์ไม่เริ่มการสอบพูด อาจารย์ถามคำเดียว "เธอมีอะไรในหัวเธอบ้าง ยัยศุลีมาศ" พี่ลิงคนซื่อ ตอบอย่างฉะฉาน "il fait beau" "Tres Bian" "Tres Mal" จบข่าว :D จำแม่น อาจารย์เกรียงคงไม่ไหวและ ไอเด็กพวกนี้ มันอะไรกัน เอาไป เกรด 0 เกือบยกห้อง ฮาาาาาาาาาา เป็นความทรงจำที่บริสุทธิ์มาก ณ สมัยนั้น วันที่พี่ไปเยี่ยมอาจารย์วันนั้น พี่ถึงถามอาจารย์เกรียงไปว่า น้องๆที่เลือกมาเรียนศิลป์ฝรั่งเศสนี่หนีเลขมาหรือมาเรียนภาษาฝรั่งเศสกันจริงๆ แต่ถึงน้องจะหนีมาหรือมาเรียนจริงๆ ประโยคเด็ดของพี่ในวันนี้คือ "เรียนอะไรยังไงก็ได้ ขอให้เรียนให้จบ" ~

อ่ะ มาเข้าเรื่องกัน!? ใช่ เข้าเรื่อง ที่พูดมาทั้งหมดนี่ แค่เกริ่นหน่ะน้องงงง อ่านไหวมั๊ยมหากาพย์ลิงพูดไม่หยุด!?

High School Love On เป็นเรื่องที่พี่อยากจะพูดถึงเรื่องเพื่อนๆที่น้องคบอยู่ จะชวนกันเรียน ชวนกันเล่นก็เถอะ คบกันดีๆ รักกันๆมั่นคง อย่าทำร้ายกัน เพื่อนๆพวกนี้อาจจะไม่อยู่กับน้องไปจนจบมหาวิทยาลัยไปจนถึงชีวิตช่วงทำงานและแต่งงานมีลูก จะมีอยู่แค่2-3คนหรือกลุ่มเล็กๆที่น้องๆ *keep in touch* กันเองหลังเรียนจบแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป20กว่าปี น้องๆจะได้กลับมาเจอกันอีกแน่นอน เหมือนที่พี่ๆได้กลับมาเจอกันแล้วรวมตัวกันไปหาอาจารย์ ยังไงต้องมีเพื่อนคนนึงที่คิดรวมตัว เชื่อพี่ (ไอปุ้ม แกได้เครดิตไป ตลอดชีวิต จบนะ) แล้วเมื่อน้องได้กลับมาเจอกันอีก น้องจะรู้เลย ไอ้เรื่องราวทั้งหลายแหล่สมัยม.ปลาย จะดีหรือร้าย มันคือความทรงจำที่มีค่ามากที่สุด น้องหาไม่ได้แล้วแหละ พี่บอกตรงๆ เพราะฉะนั้น กรูณาใช้ชีวิตช่วงม.ปลายให้คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเองและคนอื่น อย่าให้เหมือนชีวิตวัยรุ่นคนญี่ปุ่นและเกาหลีนะ เราคนไทย ไม่ใช่ญี่ปุ่น และเกาหลี

อ่าวเฮ้ยเพ่!? ทำไมต้องพาดพิงประเทศเพื่อนบ้าน!? ก็เพราะว่าระบบการศึกษาของพวกเค้า มีการแข่งขันกันสูงมาก มากจนกระทั่ง moral* ไม่มี (ในบางประเทศ) พูดให้ตายยังไง คนไทยก็ดีที่สุด แค่คนไทยไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีดี แค่นั้นเอง ตอนพี่อยู่เอแบค เพื่อนสนิทพี่เป็นคนญี่ปุ่น เค้าพูดเองเลยว่า เค้าแปลกใจ เด็กไทยทำไมแชร์ความรู้กัน ช่วยกันติวก่อนเข้าห้องสอบ ที่ญี่ปุ่นไม่มีนะ ต่างคนต่างเรียน รู้อะไรมาไม่บอกเพื่อนด้วย เดี๋ยวเพื่อนได้คะแนนเยอะกว่า!? 2-3 ปีก่อนจบเอแบค เพื่อนสนิทพี่เป็นคนเกาหลี เป็นเพื่อนเกาหลีคนที่ 2 หลังจากเคยเห็นคนเกาหลีครั้งแรกในชีวิตสมัยอยู่ออสเตรเลีย เพื่อนสนิทต่างชาติพี่มีเยอะ มาเองทุกช่วงของชีวิต ไม่รู้มาได้ไง แต่ยังไงก็ทำให้พี่ได้เรียนรู้เยอะมากถึงทั้งวัฒนธรรมความเป็นอยู่ความนึกคิดของเพื่อนแต่ละชาติ ถ้าถามว่ารู้เยอะสุดชาติไหน ขอตอบว่าญี่ปุ่นกับเกาหลี

วันนั้นพี่เพิ่งบอกอาจารย์เกรียงไป ว่าประเทศเกาหลีขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านระบบการศึกษาดีเด่นไปแล้ว ไม่ดีเด่นไงไหวคับน้องค้าบบบ เด็กเรียนหนักมากกกกก อ่านหนังสือยันตี 2 ตี 3 ตื่นเช้าไปเรียนต่อ นั่นคือเป็นเรื่องว่าทำไมเกาหลีใส่แว่นเกือบทุกคน แต่มีวัฒนธรรมเกาหลีอย่างเดียวเลยที่พี่ไม่ปลื้มเอามากๆ และหวังใจเอามากๆด้วยว่า พวกเราเด็กไทยจะไม่เป็นแบบนี้ นั่นคือ วัฒนธรรมแบบเล่นพรรคเล่นพวก ภาษาอังกฤษเรียก "Bullying"* ภาษาไทยพื้นบ้านแบบขัดเกลาแล้ว "สุนัขหมู่" ชัดนะ

ตัวพี่เองได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดและได้ประสบเรื่องนี้เข้ากับตัวเอง ถึงแม้จะไม่โดนพี่โดยตรง เกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อนคนเกาหลีของพี่เอง แต่ขอบอกได้เลยว่าใครที่ชอบ "bullying" คนนี่นะ ชีวิตไม่ประเทือง จิตใจไม่พัฒนา อย่างแรง ใครที่บ้าเกาหลี จะต้องรู้จักละครที่เกี่ยวกับชีวิตนักเรียนหลายเรื่องมากๆที่เกาหลีทำออกมาทุกยุคทุกสมัย (ล่าสุดเรื่อง "School 2013") เป็นละครที่สะท้อนชีวิตนักเรียนเกาหลีอย่างแท้จริง สะท้อนความรุนแรงและการbullyingของคนเกาหลีสุดๆแล้ว ละครไทยที่ทำออกมาแนววัยรุ่น ถ้าสมัยก่อนคือ "น้ำพุ" สมัยนี้คือ "ฮอร์โมน"

ห่วงมากเรื่องนี้ เรื่อง bullying หรือ สุนัขหมู่ เนี่ย น้องต้องจำให้แม่นอย่างนึงนะว่า เราคนไทย เราไม่ใช่เกาหลี เราไม่ทำแบบเกาหลี คนไทยมีจิตใจอ่อนโยน ให้อภัยกัน บอกตรงๆ พี่ไม่แน่ใจเด็กๆสมัยนี้ว่าน้องมีจิตใจเป็นยังไง ยังเคารพนับถือยกมือไหว้ผู้ใหญ่อยู่มั๊ย เดินผ่านอาจารย์ก้มตัวมั๊ย อะไรแบบนี้ เกาหลีไม่มีนะน้อง คนไทยเท่านั้น เป็น signature* และ limited edition* สุดๆแล้ว คำถามคือ พวกน้องจะรักษาความเป็นเอกลักษณ์นี่ได้หรือไม่ พี่ยกให้น้องเป็นคนตัดสินใจ ~

ใครที่รู้และติดตามข่าวเกาหลีอยู่ตลอด จะต้องเคยเห็นข่าวเยอะมาก ว่าน้องๆม.ปลายฆ่าตัวตายหลายคน จากหลายๆโรงเรียนในทั่วทุกมุมของประเทศเกาหลี ขอบอกว่ามีทุกปี สาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายคือถูก "bullying" มาจากพวกเด็กเกเรในห้องไม่ก็ในโรงเรียนนั่นแหละ ดูแล้วก็งง เพราะชีวิตพี่ไม่เคยเกิดการ bullying เกิดขึ้น น้องคับน้อง เพื่อนๆที่น้องคบ สำคัญนะ "คบคนพาล พาลไปหาผิด คบบัณฑิต พาลไปหาผล" มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่พี่ขอต่อให้นิดส์นึง "หากไม่มีบัณฑิตให้คบ ก็จงเป็นบัณฑิตเสียเอง" อยู่มันคนเดียวไป อย่าได้แคร์ (ขอเก็บส่วนนี้ไว้พล่ามในคอลั่ม คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส่ : A Quote A Day ก็แล้วกันนะ)

High School Love On นี้จึงอยากจะฝากน้องๆไว้ให้คิด สูตรชีวิตช่วงม.ปลายของพี่ลิง "เรียนให้จบ" + "คบเพื่อนให้ดี" = "มีชัยไปกว่าครึ่ง" นะน้องนะ ~

*Pros and Cons เป็นการเปรียบเทียบถึงข้อดีข้อด้อย(ข้อเสีย)ของอะไรบางอย่าง เช่น Pros and Cons ของการจะซื้อบ้านหรือคอนโดดี เรียนต่อเลยหรือทำงานดี
**คำอธิบายเพิ่มเติม >>>  Pro and Con

*Trauma แปลได้ว่าบาดแผลทางจิตใจ หรือ ความบอบช้ำทางจิตใจ เช่น สมัยเด็กใครเคยติดอยู่ในลิฟท์คนเดียวตอนไฟดับ แล้วกว่าจะคนจะมาช่วย คือนานหลายชั่วโมง มืดก็มืด ร้อนก็ร้อน อะไรจะเกิดก็ไม่รู้ พวกนี้คือถ้ารอดมาได้ มีtraumaแน่นอนในการขึ้นลิฟท์ ไม่ก็ต้องนอนเปิดไฟตลอดเวลา อะไรทำนองนี้นะ
**คำอธิบายเพิ่มเติม >>>  Trauma

*Keep in touch เป็นคำพูดก่อนจะลาจากกันแบบไม่เจอกันในเร็ววันนี้แน่นอน แปลได้ยาวๆเลยว่า อย่าหายการติดต่อไปนะ ต้องติดต่อมาตลอดนะ แบนนั้นคือ Keep in touch.
ตัวอย่าง ในงานเลี้ยงรุ่น เพื่อนๆมากันครบ ขาดเพื่อนไปคนนึง สมมุติชื่อ Sue ก็จะคุยกันว่า นี่เธอๆ ได้ข่าว Sueบ้างมั๊ย ถ้าไม่มีใครรู้เลย ก็จะมีคนพูดว่า "I don't know. I didn't keep in touch with her." ไม่รู้สิ ไม่ได้ติดต่อกันเลย

*moral คือมีศีลธรรมจรรยา คนที่ไม่มี moral คือคนที่ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะทำให้คนอื่นเดือนร้อน ตัวเองก็ไม่สนใจ แบบนี้น่าคบมั๊ย?
**คำอธิบายเพิ่มเติม >>> Moral

*bullying คือการข่มเหงรังแก นี่คือแปลแบบภาษาดิคชันนารี่ แต่ภาษาชาวบ้านคือ สุนัขหมู่
ตัวอย่างชัดมาก เพื่อน3คนคบกันรักกันฉันท์เพื่อน สมมุติชื่อ A,B,C ต่อมา A กับ B ทะเลาะกัน A มาสั่งให้ C เลือกว่าจะคบใคร ถ้าจะเลือกคบ Aต่อ ต้องเลิกคบ B ถ้าจะเลือกคบ B งั้นต้องเลิกคบกับ A ส่วน Bไม่พูดไร ยอมรับและเคารพในการตัดสินใจของ C เพราะตัว B เอง รู้จัก C ผ่าน A ประเด็นคือ A กระทำการ bullying  B โดยการไปก่อกวนทุกวิถีทาง สั่งให้เพื่อนตัวเองทุกคนที่รู้จัก B เลิกคบ B และด้วยเพราะ A ค่อนข้างมีอิทธิพลทางจิตใจอยู่ระดับนึง ทุกคนเลยกลัว จะกลัวด้วยความรักเพื่อนแบบตาบอดไม่ใช้สมองคิดบ้าง หรือกลัวด้วยความกลัวส่วนตัวที่จะต้องอยู่โดยไม่มีความช่วยเหลือของ A ทำให้ทุกคนเลือก A แล้วยอมเลิกคบ B การกระทำของ A คือการ "bullying"
**คำอธิบายเพิ่มเติม >>> bullying

ป.ล. น้องๆคับ มาถึงตอนนี้น้องๆอาจจะเดาได้ว่าพี่นี่แหละคือ C น้องๆคิดว่าพี่ตัดสินใจยังไง!? ... พี่เลือก B คับ และเป็นคนเดียวที่เลือก B ในขณะที่ทุกคนหันหลังให้ B หมด เพราะพี่ไม่ชอบอาการ สุนัขหมู่ อย่างแรง แล้วคนอย่างพี่ไม่กลัวการอยู่คนเดียว พี่มีแนวของพี่ชัดเจนมาก แล้วพี่ก็ไม่สนับสนุนให้ใครแสดงอาการสุนัขหมู่ออกมา มันไม่น่ารักคับน้อง คนจริงต้องไม่ bullying คน คนจริงต้องช่วยคน โกรธกันให้คุยกันดีๆ อย่าทำร้ายกัน น้องต้องอย่าลืมว่า ครั้งนึงพวกน้องเคยเป็นเพื่อนกัน รักกัน มีความทรงจำดีๆร่วมกัน ถ้าจะไม่รักกันแล้ว ขอให้จากกันดีๆ อย่าทำร้ายกัน

*signature แปลว่าลายเซ็น แบบใครจะเซ็นสัญญาซื้อบ้าน รถ ที่ดิน จะมีช่อง signature ให้เซ็นชื่อเราเป็นหลักฐาน
signature แปลได้อีกแบบว่า สัญลักษณ์ หรือ เอกลักษณ์ ยกตัวอย่าง กระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อ Louis Vuitton ของฝรั่งเศสจะมี signature ที่กระเป๋าเป็นลาย LV นั่นเอง
**คำอธิบายเพิ่มเติม >>> signature

***เน้นว่าลายเซ็นของดารานักร้องนี่ไม่ใช่ signature นะ แต่เป็นคำว่า autograph แปลว่าลายเซ็น ลายเซ็นดารานักร้องเวลาเซ็นให้แฟนคลับนั่นแหละ ใครแจ็คพอตแตกไปเจอดารานักร้องที่ชื่นชอบเดินอยู่ในห้างก็วิ่งไปหาเค้าเลยแล้วบอกว่า "May I have your autograph, please?" ขอลายเซ็นหน่อยได้มั๊ยค๊ะ

*limited edition อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก ทุกคนต้องรู้แน่นอน ว่าคือของบางอย่างที่ทำออกมาจำนวนจำกัดนั่นเอง ซื้อให้ทันนะ เพราะมันเป็น limited edition หมดแล้วหมดเลยยยยยยย ~






Wednesday, October 8, 2014

คุณขอมา (Requested Topic) : ขอแนวทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นปกติสุข เมื่อ ณ ขณะนั้นกำลังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์

คุณขอมา (Requested Topic) : "ขอแนวทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นปกติสุข เมื่อ ณ ขณะนั้นกำลังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์"

ไม่ได้เขียนคอลั่มนี้มา4เดือน เพื่อนเสาวณีย์มาเป็นเกียรติเรียกคอลั่มนี้กลับมาจนได้ request มาว่า "ขอแนวทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นปกติสุข เมื่อ ณ ขณะนั้นกำลังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์" เล่นเอาลิงมึนเลย Quote ที่เกี่ยวกับชีวิตๆนี้มีเยอะมากกกก แต่จะขอเลือกเอา 3 Quotes ที่อ่านเจอล่าสุดไม่เกินเดือนก็แล้วกันนะ

มาดูคำคมแรก "Life is a circle of Happiness, Sadness, Hard times, good times. If you are having hard times have faith that good times are on the way."

แปลได้ใจความเอาแบบภาษาพูดว่า "ชีวิตมันก็คือวังวนแห่งความสุข ความทุกข์ เวลาร้ายๆ และเวลาดีๆ ถ้าตอนนี้คุณกำลังอยู่ในช่วงตกระกำลำบากอยู่ละก็ ให้เชื่อได้เลยว่าเวลาดีๆมันกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้แหละ"

ใครที่ชอบดูดวงเป็นประจำ จะต้องรู้จักหรือเคยเห็น "กราฟชีวิต" ที่เป็นเส้นขึ้นๆลงๆตามช่วงอายุคนเรานั่นเอง คนเฒ่าคนแก่ชอบพูดว่า ชีวิตมีขึ้นมีลง เป็นเรื่องธรรมดา ใครขึ้นตลอดลงตลอดนี่ไม่ใช่และ บางคนบ่นว่าเนี่ย ลงตลอด ยังไม่ขึ้นที ทำไม!? ตอบแบบพุทธศาสนิกชนดีๆว่า ก็เพราะว่าคุณยังไม่ได้เรียนรู้จากการที่ชีวิตอยู่ในขาลง แบบนั้นหน่ะนะ เค้าจะไม่ให้คุณผ่านขึ้นไปได้แน่นอน ต้องเรียนรู้ให้ได้ก่อนนะว่าลงแล้วได้อะไร จะได้เอาไปใช้ยามที่ชีวิตเริ่มขึ้น ขึ้นแล้วลืมตัว เดี๋ยวก็หล่นลงมาอีก เค้าเรียกว่าอะไรนะ บ่วงกรรม? อยากหลุดมั๊ย อยากหลุดต้องเรียนรู้ทุกๆช่วงของชีวิต แล้วเอาไปพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นไง จบข่าว

*Hard time
Hard แปลว่า แข็ง
Hard time เวลาแข็งๆ!? ไม่ใช่ ภาษาอังกฤษนี่ก็นะ คิดไปได้ แต่เข้าใจได้ไม่ยาก แปลได้ว่า "ช่วงเวลายากลำบาก" นั่นเอง ตรงข้ามกับ Good time ดีๆนี่เอง แปลว่า ช่วงเวลาดีๆ

มาดูประโยคตัวอย่าง Hard time กัน

ลูกเรือใหม่ เพิ่งเริ่มบินได้ไม่กี่วัน ไปเจอเอากับเพื่อนลูกเรือจอมโหดชื่อดัง ขี้แกล้งเป็นที่1 จิกหัวใช้ยิ่งกว่านางในบ้านทรายทอง หัวหน้าลูกเรือเกรงว่าลูกเรือคนใหม่จะไม่มีชีวิตรอดกลับมาหลังจบไฟลท์ เลยพูดกำชับลูกเรือทุกคนในไฟลท์ไว้ก่อนว่า "Don't give her hard time." แปลตามอังกฤษเป็นไทยแบบฉบับหนังสือๆได้ว่า "อย่าไปทำให้น้องเค้าลำบากมากนะ" แต่ถ้าแปลแบบวัยสะรุ่นคุยกัน "กรุณาอย่าจัดหนักเด็กใหม่นะ" ประมาณนี้

ใครที่ชีวิตกำลังอยู่ในขาลงช่วงนี้ ทะเลาะกับเพื่อน/แฟน บ้านถูกยึด รถถูกขโมย โดนโกง อะไรแย่ๆทั้งหลายแหล่ พูดเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "I'm having a hard time."


คำคมที่ 2 "Be thankful for the bad things in life. They open your eyes to see the good things you weren't paying attention to before."

"ให้รู้สึกขอบคุณสิ่งแย่ๆที่เข้ามาในชีวิต เพราะสิ่งแย่ๆเหล่านี้แหละที่จะมาเปิดหูเปิดตาเราให้ได้เห็นในสิ่งดีๆที่เราไม่เคยให้ความสนใจมาก่อนเลย"

คำคมนี้ไม่น่าจะพ้นคนใกล้ตัว ในที่นี้คือคนในครอบครัว เพื่อนสนิททั้งหลายที่เรียกได้ว่า วงในเกินไป วงในซะจนมองไม่เห็นว่าอยู่ตรงนั้น ทำให้เรามองข้ามเค้าไป ไปหาคนอื่นที่เป็นพ่อรึก็ไม่ใช่ แม่รึก็เปล่า ที่พอเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น โน้นนน วิ่งตูดแน่บเลย ขอบใจ!!!~ คนที่เหลือ คือคนที่เป็นห่วงเราอย่างแท้จริง ไม่พ้นคนเป็นพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกันจริงๆนั่นแหละถึงไม่ทิ้งกัน ... คำถามของลิงคือ ไอ้พวกที่วิ่งตูดแน่บไปนั่นหน่ะ คุณจะคบต่อมั๊ย!? จบนะ

ใครเป็นนักอ่านบ้างนิ? ใครอ่านหนังสือเยอะๆ อาจจะรู้จักหนังสือเรื่อง "The Alchemist" แต่งโดย Paulo Coelho เรื่องราวออกแนวคำคมนี้เลย ว่าผู้ชายคนนึงออกเดินทางตามหาสิ่งที่คิดว่าใช่สำหรับชีวิตตัวเอง ทำให้เจอเรื่องเยอะแยะมากมาย สุดท้ายสิ่งนั้นก็อยู่ในที่ๆตัวเองจากมานั่นแหละ มองไปไหนไกล ไม่ต้อง อยู่ตรงนี้ ที่ตัวเองนั่นแหละ ไปหาอ่านเอา นะจ๊ะ

*Pay attention แปลว่า ให้ความสนใจ/ตั้งใจฟัง
ใครเคย หรือ ชอบ daydreaming(ฝันกลางวัน)บ่อยๆแล้วจะเข้าใจตัวอย่างนี้แน่นอน ว่า เพื่อนสนิทกำลังร่ายปัญหาชีวิตประจำวันตามประสาวัยรุ่น แต่คือ คนฟังไม่ได้ฟังไง คิดเรื่องอื่นอยู่ พอเพื่อนสะกิดถามขึ้นมาว่าฟังอยู่มั๊ยนี่!? เลยต้องพูดตอบไปว่า "Sorry. I didn't pay attention. What did you say?" แปลว่า "โทษทีนะ ไม่ได้ตั้งใจฟังอ่ะ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ" อืมมมมมมม เขกหัวมันที ตื่นๆๆๆ

**ตัวอย่างของ pay attention ในแบบอื่นๆ http://dict.longdo.com/search/pay%20attention

คำคมที่3 "Your problem is never really your problem, your reaction to your problem is your problem."

มาจบกันที่คำคมสุดท้าย ชอบมาก คำว่า problem เยอะจนมึนไปเลยป่ะ อิอิ

"จริงๆแล้วปัญหาของคุณหน่ะมันไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่มันคือการตอบโต้กับปัญหาต่างหากที่เป็นปัญหาของคุณ"

(เอ่ออออ แปลเอง มึนเอง ขอบอก ยังไม่ได้นอนก็แบบนี้แหละนะเพื่อนเสา ทนอ่านไปนะ ฮ่าๆๆๆ)

คือ คนร้อยพ่อพันธุ์แม่ เลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน การแก้ปัญหาแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนเจอเรื่องร้ายๆเรื่องเดียวกัน แต่แสดงออกกันคนละแบบ คนนึงนิ่ง ทำความเข้าใจกับปัญหา แล้วค่อยๆแก้ไป อีกคน freak out(สติแตก)ไปเลย อะไรแบบนี้ จะบอกว่าต้องรอให้โตก่อนอายุมากๆก่อนนี่ไม่จริงนะ น้องๆเด็กๆก็สามารถอยู่นะ แค่ต้องมี "สติ" อยู่กับตัวแค่นั้นเอง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แก้ได้ เชื่อมั๊ย?

เพื่อนเสากำลังอยู่ในช่วงสร้างหลักฐานความมั่นคงให้กับชีวิตครอบครัว ไม่พ้นเรื่องทำธุรกิจ ก็ต้องมีเรื่องให้ชวนปวดหัว ท้อแท้ อยากจะล้มเลิกชิมิ คำถามคือ เลิกแล้วได้อะไร สู้ต่อแล้วได้อะไร คำตอบของสองคำถามนี้ อยู่คนละขั้วเลย ในเมื่อชีวิตเราเลือกได้ เสาจัดเลยคับ!!!~

ขอแทรกเรื่องตัวเองบ้าง อิชั้นไม่ได้มีชีวิตสงบสุขเสมอไปนะค๊ะ เจอเสา "ขอแนวทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นปกติสุข เมื่อ ณ ขณะนั้นกำลังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์" มานี่ ลิงสามารถ relate ตัวเองเข้าไปได้อยู่เยอะเลย เป็นแอร์นี่ ไปบินๆที ไม่ได้บินกับคนหน้าเดิมๆซักเท่าไหร่นะ วันไหนเจอลูกเรือที่ออกแนว "เมิงเกิดมาทำไม๊!?" ลิงจะทุกข์หนัก เพราะชีวิตชอบความรื่นรมย์อยู่ท่ามกลางเสียงเพลงกับท่ามกลางคนดีๆ มาเจอคนพวกนี้ ทุกข์ไป10วิ!!!~ ย้ำว่า10วิเท่านั้น เพราะสมองเล็กๆของลิงสามารถคิดได้ว่า อ่อ "คนพวกนี้ เกิดมาแบบนี้ และ จะตายไปแบบนี้" นั่นเอง ฮิ้วววววววววววววววว ~ คิดได้ดังนั้นก็ยิ้มออก โอเคเดี๋ยว ไอ จะทำให้ ยู รู้ว่า ชีวิตที่คนดีๆเค้าใช้กัน มันเป็นเช่นไร ลูกเรือไทยเท่านั้นที่สามารถปราบมารได้ ขอบอกกกกก ~

สุดท้ายๆสุด นั่งเขียนให้เพื่อนเสามาจะ 2 ชั่วโมง หวังว่าเพื่อนเสาจะยิ้มออกบ้างไม่มากก็น้อยแหละนะ ขอจบมหากาพย์ลิงพูดไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ พรุ่งนี้มีคิวมาต่อใหม่ "แนะแนวข้ามทวีป : High School Love on" ~

ติดตาม "คุณขอมา (Requested Topic)" ได้ที่ 

>>> รวมทุกโพสต์ของ "คุณขอมา (Requested Topic)" <<<




Friday, October 3, 2014

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : Bad things are always going to happen in life. People will hurt you. But you can't use that as an excuse to hurt someone back.

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : Bad things are always going to happen in life. People will hurt you. But you can't use that as an excuse to hurt someone back.

มีเวลาชั่วโมงเดียว ขอมาปั่นบทความให้เพื่อนดารณีอ่านกันเพลินๆ จะอ่านquoteที่ลิงลงนี่ต้องใช้ดิคชันนารี่กันเลยเร๊อะ!? บางคนเห็นภาษาอังกฤษเยอะๆ ตาลายแปลไม่ออก ยอมแพ้ ยังไม่ทันได้เพ่งดูให้ดีๆเลยยอมแพ้ซะแล้ มานี่ๆ มาดูใหม่ดีๆ เด็กวิทย์-คณิตที่ไหนก็ใช่หลักการเดียวกันในการแปลโจทย์เลขเชื่อสิ (ถามลิงนี่ เรียน ABAC กว่าจะผ่าน Re-Math กับ Math for Business เสียเวลาไปกี่ปี ทั้งๆที่เอากันจริงๆแล้ว มันไม่มีไรเลย2วิชานี้ อาเมน)

อ่ะ จับQuoteมาขึ้นเตียงผ่าตัดกันเถอะ!!!~

จะเห็นได้ว่ามีอยู่3ประโยคในQuoteนี้ ;

1. Bad things are always going to happen in life.
2. People will hurt you.
3. But you can't use that as an excuse to hurt someone back.

เดาได้เลยว่าดารณีแปลได้แน่ๆ2ประโยคแรก 

1. เรื่องแย่ๆ/สิ่งแย่ๆมันจะเกิดขึ้นแน่นอนในชีวิตคนเรา
2. ผู้คนทั้งหลายจะทำร้ายความรู้สึกคุณ 

ประโยคที่3 But you can't use that as an excuse to hurt someone back. ดารณีน่าจะงงตรง use that as an excuse to hurt someone back ลิงเดาถูกป่ะ

- คำว่า that ในที่นี้ refer(อ้างอิง) ถึง ประโยคที่2ที่ว่า "People will hurt you"
- as an excuse คือ เอามาเป็นข้ออ้าง 
- to hurt someone back ไม่ได้แปลว่า ไปทำร้ายหลังใคร!? 

*** An excuse คือ ข้ออ้าง (สังเกตุง่ายๆทำไมแปลว่าข้ออ้าง เพราะมี "an" นำหน้า และ "excuse" มันอยู่ตัวเดียว มันไม่มี me ให้เป็น "excuse me" ไงจ๊ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ กำปั่นทุบดิน

***Excuse me คือ การใช้เรียกคนให้หันมา เช่น คนขายนั่งเล่นแชทไลน์ จะซื้อของอ่ะ หันมาหน่อยป้าๆ "Excuse me, how much is this?" ขอโทษนะค๊ะ อันนี้ราคาเท่าไหร่ค๊ะ

***to .... someone back  VS.  to ..... someone's back***

to .... someone back คือ ทำอะไรใครกลับไป เช่น to hit him back (ตีเค้ากลับไป) to pay him back money (คืนเงินเค้าไป)

ถ้าจะเอาความหมายตรงๆว่าไปทำอะไรที่ "หลัง(ส่วนของร่างกาย)" ใคร ต้องบอกว่า to ..... someone's back เช่น I want to kick his back real bad. (ชั้นหล่ะอยากจะเตะหลังมันจริงๆเลย) ขอลิงอธิบายแบบ PG18+ Parental Advisory ว่า "I wanna kick his ass" ไม่ต้องแปลชิมิ!? ประโยคนี้ใครไม่เคยได้ยินนี่ไม่ใช่และ 

คำเตือน ถ้านี่คือข้อสอบ คุณอาจถูกหลอกได้
1. I want to kick his back.
2. I want to kick him back.

ตอบมาาาาาาาาาา ข้อไหนเป็นตัวอย่างของ "to .... someone back" และข้อไหนเป็นตัวอย่างของ "to ..... someone's back"

ชักไถลไปไกล กลับมาก่อนเพื่อน มาดูคำคมเต็มๆนี้กัน "Bad things are always going to happen in life. People will hurt you. But you can't use that as an excuse to hurt someone back." แปลเป็นภาษาพูดนะ ได้ว่า "มันต้องมีเรื่องแย่ๆเกินขึ้นแน่นอนอยู่แล้วในชีวิตคนเราเนี่ยนะ ผู้คนต้องมีการทำร้ายความรู้สึกกันอยู่แล้ว แต่เราจะเอาเรื่องนั้นมาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายเค้ากลับไปนี่ไม่ได้นะ"

เกทมั๊ยดารณี? ขนาดแปลเป็นไทย คำว่า that ยังอยู่เลย เพราะไม่มีใครพูดซ้ำกับประโยคที่ได้พูดออกไปแล้วนั้นเองว่า "ผู้คนต้องมีการทำร้ายความรู้สึกกันอยู่แล้ว " ย่อเป็น "เรื่องนั้น" แทน 

ประเด็นคือ เค้าทำร้ายความรู้สึกเรามา เราทำร้ายความรู้สึกเค้ากลับ ผลลัพธ์คือ เจ็บทั้งคู่ ถูกป่ะ ด้วยเหตุและผลนี่ คนไทยจึงโชคดีที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะอะไรไม่ต้องอธิบายชิมิ!? ให้เขียนเป็นเราๆท่านๆเขียน คือ คุณคับ เค้าร้ายมา คุณร้ายกลับ คุณก็ชั้นเดียวกับเค้ารึเปล่าคับ เกทนะ ~ ^_^


ใครชอบอ่านคำคมเหมือนกัน กดโลดดดด มีให้อ่านอีกเยอะเลยสำหรับคอลัมน์นี้ 
>>> รวมทุกโพสต์ของ "คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day)" <<<



Thursday, October 2, 2014

แนะแนวข้ามทวีป : Introduction

กราบสวัสดีอาจารย์ที่เคารพรักทุกท่าน เพื่อนร่วมรุ่นทุกคน รุ่นน้องราชีนีที่น่ารัก รวมไปถึงมิตรรักแฟนเพจทุกคนอย่างเป็นทางการ!!!~

เค้าว่ากันว่า J.K. Rowling นึกพลอทเรื่อง Harry Potter ออก ขณะกำลังอยู่บนรถไฟ แต่ลิงนึกคอลั่มใหม่ "แนะแนวข้ามทวีป" ออกเมื่อ2วันก่อนตอนกำลังวิ่งบนลู่วิ่งที่ฟิตเนสในตึกที่พัก วิ่งไปวิ่งมาก็ปิ๊งๆๆๆไอเดียขึ้นมาซะงั้นอ่ะเอากะลิงสิ

แรงบันดาลใจในการเปิดคอลั่มใหม่ รวมถึงการกลับมาเขียนแบบจริงจังอีกครั้งของลิงในวันนี้คือ อ.เกรียงไกร ทองชื่นจิต อาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศสของโรงเรียนราชีนีบูรณะ จ.นครปฐม น้องๆคับ ถ้าไม่มีอ.เกรียงไกร รวมไปถึงอ.ท่านอื่นทุกๆท่านที่เกษียนไปแล้ว และที่ยังสอนอยู่ที่โรงเรียนราชีนีในวันนี้ คงไม่มีพี่ลิงคนนี้มานั่งเขียนอะไรที่ "ดูเหมือน" จะไร้สาระให้น้องๆได้อ่านกันแน่นอนคับ

อีกหนึ่งแรงบันดาลใจ มาจากเพื่อนๆร่วมห้อง 6/5 รุ่น 2538 ทุกคน ในที่สุดพวกเราก็ตามหากันจนเจอ หลังจากกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆแค่เพื่อนสนิทๆไม่กี่คนกันมานาน 20ปีนี่ไม่ใช่น้อยๆเลย แต่ความเป็นเพื่อนก็ยังคงเหมือนเดิมจริงๆ เรียกได้ว่ามันคือการย้อนเวลาไปข้างหน้าคับพี่น้องคับ ใครติสต์ตามลิงทัน ช่วยยกมือด้วย ~

ทำไมต้อง "แนะแนวข้ามทวีป"?  ก็เพราะพี่อยู่ไกล ไม่ได้อยู่เมืองไทยหน่ะสิ และก็เพราะอาจารย์เกรียงไกรแนะนำว่าถ้าว่างๆก็ให้เข้าไปแนะแนวรุ่นน้องๆที่โรงเรียนราชีนี เผื่อน้องได้ไอเดียอะไรดีๆที่เป็นประโยชน์กับชีวิตการเรียนของน้องๆ  แต่พี่ก็ไม่แน่ใจว่าไอ้วันว่างๆของพี่นี่มันจะมาถึงเมื่อไหร่ ไหนๆเมืองไทยก็จะเข้าสู่ยุคอาเซี่ยนกับเค้าแล้ว เรามาไฮเทคเปิดแนะแนวกันข้ามทวีปผ่านเพจ "แม่ชมกรให้สอนภาษา" นี่กันเถอะ!!!~ ***อัพเดท ณ วันที่ 28/06/2020 พี่ deactivate (ปิดการใช้งานชั่วคราว) เพจ "แม่ชมกรให้สอนภาษา" นี้ไปตั้งแต่ปี 2017 แล้ว เพราะพี่ไม่เล่นเฟซบุค และไม่เล่น Social Network อื่นๆเลย ขอทำแค่บล็อคนี้เป็น Public ตัวเดียวเท่านั้น***

หัวข้อในการแนะแนวจะมาจากคำถามของน้องๆเองที่อาจจะโพสถามพี่หน้าเพจนี่เลย หรือใครชอบปิดทองหลังพระก็เชิญทิ้งคำถามหลังไมค์ได้ ชื่อและเบอร์โทร(!?)จะถูกเก็บเป็นความลับคับ อิอิ ยินดีทุกรูปแบบนั่นแหละ ใครกำลังสับสนในชีวิต คิดไม่ออกบอกไม่ถูก จะซ้ายหรือขวา ก้าวหน้าหรือถอยหลัง ยิงคำถามมา เดี๋ยวพี่จัดให้ คุยได้ทุกเรื่องคับ ขอแค่น้องเปิดประเด็นมา

"แนะแนวข้ามทวีป" ตอนนี้มีชื่อว่า "Introduction" ถูกแล้วน้อง มันคือการแนะนำตัว ใครอ่านมาจนถึงตอนนี้ต้องรู้เรื่องพี่แน่ๆแล้ว 3-4 อย่าง ว่าพี่ จบรุ่น2538 (น้องๆ เกิดยัง!? -_- ) ห้อง6/5 สายศิลป์ฝรั่งเศล และตอนนี้ไม่ได้อยู่เมืองไทย คับน้อง พี่ชื่อ "แอน" ฉายา "monkeyann" เพื่อนคนไทยเรียก "ลิง" เพื่อนๆต่างชาติเรียก "crazy" ถือเป็นคำชมทั้งนั้น ขอบอกกกกกกก

จบม.6 แล้วพี่ไม่ได้สอบเอนทรานซ์คับ ไปเรียนภาษาต่อที่ Melbourne, Australia เลย ไปแค่ปีเดียว แล้วกลับมาสอบเข้า ABAC (Assumption University) พี่จบคณะ Arts Business English (Minor in Advertising) เทียบเท่าอักษรศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยทั่วไป ต่างกันตรงที่ ABAC ทุกวิชาเรียนเป็นภาษาอังกฤษหมด อย่าถามว่าเรียนกี่ปีจบ พี่ติสต์ตัวพ่อ เรียนๆเล่นๆแต่ก็จบมาได้ก็แล้วกัน ฮาาาาาาาาาา งานแรกที่ทำคือเป็นล่ามภาษาอังกฤษให้กับบริษัท Hewlett-Packard Thailand (HP) อยู่ประมาณ1ปี แล้วมาเป็นอ.สอนภาษาอังกฤษที่ ECC Siam Square อยู่เกือบปี แล้วถึงไปไงมาไงมาเป็นแอร์โฮสเตสสายการบิน Gulf Air ของประเทศบาห์เรนได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่รู้ เข้าปีที่ 13 (updated) แล้วคับที่เป็นแอร์ งานแอร์ ต้องขอวงเล็บว่าเป็นงานแอร์ที่เบส*ในประเทศแถบ Middle East (ประเทศแถบอาหรับ)เท่านั้นนะ จะเจออะไรเยอะมาก มากกว่าแอร์ที่เบสไทย มากกว่ายังไง รออ่านในบทความต่อๆไป พี่เอามาแทรกได้ตลอดแหละน้องคับ เอาเป็นว่าติดตามกันต่อไป นะ ~

แนะนำตัวพอกันพอหอมปากหอมคอนะวันนี้ ตอนหน้ามาดูกัน จะเริ่มแนะแนวอะไรเป็นเรื่องแรก ผู้ใดสนใจให้ประเด็นลิง กรุณาเม้น*บอกต่อหน้าหรือลับหลัง ได้หมด กล้าเม้นมั๊ยแค่นั้นเอง!?

สำหรับวันนี้ ขอบพระคุณและสวัสดีค่ะ (เอามาจากP.A.สายการบิน) หุหุ ~

*เบส ภาษาอังกฤษคือ base ในที่นี่คือ ประจำอยู่ ณ ที่นี่เลย แอร์สายการบินไทย เรียกว่า Base in Thailand

*เม้น ภาษาอังกฤษคือ comment แปลเป็นไทยภาษาคอมพิวเต้อได้ว่า แสดงความคิดเห็น

*P.A. คือ Public Announcement เป็นประกาศของแต่ละสายบิน เวลาผู้โดยสารขึ้นเครื่องหมดแล้ว น้องๆจะได้ยินประมาณว่า "สวัสดีค่ะท่านผู้โดยสาร" ภาษาอังกฤษก็ 
"Good morning/afternoon/evening Ladies and Gentlemen" สายการบินไหนขี้เล่น จะต่อว่า "boys and girls" :D 

จบนะ ~





Picture Updated : 28/06/2020
Picture Location : Rabat, Morocco.
Date : July 24'2018
Model : MonkeyANN

Sunday, September 28, 2014

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "Don't let your happiness depend on something you may lose"

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "Don't let your happiness depend on something you may lose."


มาแว้วววว กลับมานั่งแท่นเขียนบทความสาระไม่มี เอ้ยยย สาระดีๆให้อ่านกันขำๆนะ เนื่องด้วยพักร้อนครั้งล่าสุดได้มีโอกาสกลับไปกราบอาจารย์สมัยม.ปลาย ได้เจอเพื่อนๆรุ่นดึกดำบรรพ์แล้วใจเต้นแรง ใครที่มีชีวิตผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ ถือว่าประสพความสำเร็จแล้ว เดินเข้าโรงเรียนไปได้เห็นน้องๆกำลังสอบ พี่อยากจะบอกน้องๆว่าชีวิตช่วงวัยรุ่นม.ปลายหาที่ไหนไม่ได้แล้วน้องเอ้ยยย เพราะฉะนั้น จงใช้มันอย่างคุ้มค่า นะจ๊ะ ~

เข้าเรื่อง เพื่อนดารณีและเพื่อนเสาวณีย์ไปเห็นโพสในเฟซบุคของลิงอันนึงมีใจความว่า "Don't let your happiness depend on something you may lose." แล้วถามมาว่าแปลว่าอะไร แปลให้ฟังหน่อย แปลให้ฟังเลยมันก็ง่ายไปมั๊ยเพื่อนรัก!? ไหนลองแปลมาซิ คิดว่าแปลว่าอย่างไร เพื่อนกล้าลอง แปลมาว่า "อย่าให้บางสิ่งมาทำให้ความสุขสูญหายไปจากคุณ" อืมมมมมม โอเคเพื่อน เดี๋ยวลิงจัดให้ 

"Don't let your happiness depend on something you may lose." แปลได้ว่า อย่าให้ความสุขของคุณไปขึ้นอยู่กับบางสิ่งบางอย่างที่คุณอาจจะเสียมันไป

คำคมนี้เอามาสอนภาษาอังกฤษได้อยู่เหมือนกัน เดี๋ยวขอลิงจับมันแยกก่อนนะ

1. Don't let 
2. Depend on
3. You may

เท่าที่คิดได้ มี3ข้อ เอาชิวๆนะ

1. Don't let คือ อย่าปล่อยให้ ... 
ตัวอย่าง เช่น Don't let him go อย่าปล่อยเค้าไปนะ (เป็นคนดีมาก!?) , Don't let me down อย่าทำให้ฉันผิดหวังนะ

สังเกตุวิธีการใช้ don't let ว่า don't let เนี่ย don't let อะไร? หรือ don't let ใคร? เพื่ออะไร 
*ใครเคยดู Tinanic ต้องจำประโยคนึงได้ "Don't let go" ในที่นี้คือ "อย่าปล่อยมือชั้นไปนะ" นั่นเอง
*ยุคนี้ต้อง "Frozen" ชิมิ อ่ะจัด "Let it goooooooooooo, let it gooooooooo" มาเป็นเพลง -_- "Let go" หรือ "Let it go" ก็คืิอ ปล่อยมันไป นั่นเอง ใครปัญหาเยอะแยะ จะแบกไว้ทำเพื่อ!? Let it go คับน้องคับ ~

***พี่คิดแทนให้น้องๆที่สับสนว่า อ่าวเพ่ แล้ว "Let's go" หล่ะ -_- เอ่ออออ น้องคับ "Let's go" นั่นแปลว่า "ไปกันเถอะ" ต่างหากคับน้อง จบนะ ~ ^_^

2. Depend on คือ ขึ้นอยู่กับ ...
ตัวอย่างง่ายๆ จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ต้องอ่านหนังสือหัวฟูแบบไม่ต้องเข้าร้านทำผม ใครที่ซีเรียสกับการเอนทรานซ์มากๆจะบอกว่า "My life depends on this exam" ชีวิตฉันขึ้นอยู่กับการสอบครั้งนี้ คับน้องคับ พี่เข้าใจคับ แต่น้องคับ เอากันจริงๆมั๊ยคับ "Your life depends on yourself" ต่างหากหล่ะคับ น้องจะเรียนที่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่ตัวน้องคับ 

*พวกเจ้าหนูจำไม จะมาแย้ง ทำไม depends เติม s -_- กฏของคำกริยาที่ตามหลัง He/She/It ต้องเติม s ขอรับกระผม My life-Your life มันคือ It ดีๆนี่เอง อีกหลักการดูที่ถ้าพี่จำไม่ผิดคือ ถ้ามีพวก Do/Don't อยู่ในประโยคแล้ว คำกริยาที่ตามหลัง He/She/It ไม่ต้องเติม s แล้ว (*อันนี้เข้าขั้นadvanced แล้วคับใครอยากรู้ลึกๆinboxเข้ามาส่วนตัว เดี๋ยวพี่มาจัดให้ทีหลัง) ตัวอย่างเห็นกันง่ายๆ Don't let her go ไม่ใช่ Don't let her goes

3. You may คือ คุณอาจจะ ...
แต่ที่อยากจะบอกในที่นี้คือ "You may" นี่นะ มันเป็นคำตอบสำหรับประโยคคำถามที่ขึ้นด้วย "May I .....?" เช่น แอร์โฮสเตสชั้นเฟิคลาสต้องการจะเก็บจานสลัด(Starter)ออกไปเพื่อจะได้เอาเสต๊กไก่(main course)มาวาง เค้าก็จะพูดกับผู้โดยสารคนนี้ว่า "May I take the plate? / "May I clear in?" ขออนุญาติเก็บจานค่ะ คำตอบที่ผู้โดยสารคนนี้ต้องพูดคือ "You may" หรือ "Yes, please" แปลได้ว่า เชิญเลยครับ 

You may แบบอื่นๆก็ใช้ได้ตามแต่ต้องการจะสื่อว่า "อาจจะ"อะไร "If you continue to have McDonald's at midnight, you may get fat." ถ้ายังจะกินแมคโดนัลด์ตอนเที่ยงคืนไปเรื่อยๆแบบนี้ล่ะก็ เธออาจจะอ้วนเอาได้นะ

*May/Might แปลว่า "อาจจะ" เหมือนกัน ขอเก็บไว้พูดในขั้น advanced ถ้ามีคนขอมานะ ถ้าไม่มีก็ผ่าน อิอิ

สรุป "Don't let your happiness depend on something you may lose." แบบไทยๆยุควัยรุ่นคือ เพื่อน/แฟน ที่ไม่ใช่คนดี น้องๆไม่ควรไปยึดติดกับพวกเค้ามากนัก เพราะเรารักมากหลงมาก เค้าทำอะไรเราก็รัก แบบนี้คือ ถ้าวันนึงพวกเค้าจากไป แล้วน้องจะทำยังไง นั่นคือคำถาม พี่ขอแนะนำว่า รักตัวเองดีที่สุดคับ ฟันธง 

"Don't let your happiness depend on something you may lose." ในแบบสิ่งของคือ พวกติดแบรนด์ทั้งหลายแหล่ ไม่มีแล้วจะหมดลมหายใจ อะไรแบบนี้ ถ้าวันนึงไม่มีเงินซื้อแล้ว หรือของมันเริ่มแก่ชราลงตามวัยแล้ว ชีวิตก็จะเป็นทุกข์ หาสุขเอามิได้ เลยเป็นเหตุให้ต้องเข้าวัดเข้าวา บำบัดกันยามแก่ นะ 

อนุโมทนาสาธุ ไปและ หิววววววววววววววว ~ 


ใครชอบอ่านคำคมเหมือนกัน กดโลดดดด มีให้อ่านอีกเยอะเลยสำหรับคอลัมน์นี้ 
>>> รวมทุกโพสต์ของ "คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day)" <<<





Thursday, June 5, 2014

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : 24/7 VS. 7-11

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips)  : 24/7 VS. 7-11

คุยแชทเล่นกับเพื่อนข้ามทวีปเมื่อคืน คุยไปคุยมาได้ไอเดีย 24/7 เอามาเขียนซะงั้นอ่ะ!?

24/7 อ่านว่า "Twenty four seven" ทเวนทิโฟเซเว่น ไม่ได้แปลว่า วันที่ 24 เดือนกรกฎาคมนา -_-

24/7 จริงๆแล้วมันเป็นตัวย่อมาจาก "24 hours a day, 7 days a week" แปลได้ว่า "ทั้งวันทั้งคืน" หรือ "ตลอดเวลา" นั่นเอง

แล้วใช้ยังไง? เคยมั๊ยคุยเล่นกับเพื่อน คุยไปคุยมาแล้วต้องการจะบอกว่าตัวเองเนี่ย "ตลอดเวลา" จะอะไรตลอดเวลา!? กรุณาอย่าคิดไปไกล ~ ^_^

สมมุติตัวอย่าง conversation (บทสนทนา) ง่ายๆพื้นๆสั้นๆได้ใจความตามประสาคนกันเองเค้าคุยกัน~

รุ่นน้อง : เจ๊ๆ อยากลดน้ำหนักอ่ะ ทำไง?
รุ่นพี : วิ่งคับวิ่ง!!! วิ่งเท่านั้นอย่างแรก
รุ่นน้อง : วิ่งไม่ไหว เหนื่อย -_-
รุ่นพี่ : เอ้า แล้วน้ำหนักมันจะลดได้ไง!?
รุ่นน้อง : นั่นดิ เอางี้ ไว้อยากลดน้ำหนักใหม่แล้วค่อยมาถามเจ๊ใหม่นะ ~ ^_^
รุ่นพี่ : โอเค มาเล้ย ว่างตลอด 24/7

ถ้าเป็นคนไทยก็อาจแซวกันไปว่า พี่เป็น 7-11 เรอ ว่างตลอดดดดดด เปิดตลอดดดดดด อะไรแบบนี้ แต่ของพวกฝรั่งมังค่า เค้าใช้ 24/7 กันนะเออ เวลาฝรั่งพูด พูดได้ทั้งคำย่อ 24/7  "Twenty four seven" หรือจะพูดว่า "24 hours a day, 7 days a week" ก็ได้

ใครเป็นเซียนดูหน้งแถวนี้ 100 ทั้ง 1,000,000 ต้องได้ยินในหนังแน่ๆ ฟันธง!!!~

จบข่าว สวัสดี ~

ติดตาม "เกร็ดภาษาน่ารู้ (Language Tips)" ได้ที่






Wednesday, June 4, 2014

คุณขอมา (Requested Topic) : Mute ที่แปลว่า ปิดเสียง อ่านว่าอย่างไร

คุณขอมา (Requested Topic) : Mute ที่แปลว่า ปิดเสียง อ่านว่าอย่างไร

ช่วงนี้มีคนมาถามบ่อย ว่าคำนี้อ่านออกเสียงว่าอย่างไร ไม่ก็มาเล่าให้ฟังว่าเคยได้ยินคนอ่านออกเสียงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ มันถูกมั๊ย?

ก่อนที่จะลืมเขียนแล้วหนีเข้าโลกแห่งเสียงเพลง รีบมาปั่นก่อนเลยดีกว่า เดี๋ยวจะหายไปยาววว แฮะๆ ~

ทุกบ้านต้องมีทีวี และมี รีโมท รีโมทอะไรก็ได้ที่มีปุ่มกดปิดเสียง อาจจะมีเครื่องหมายปิดเสียงให้เห็นพอเข้าใจ หรือรีโมทบางแบบอาจจะเห็นตัวภาษาอังกฤษเขียนว่า mute อยู่ด้วย

Mute อ่านว่า มิ๊วท์ แปลว่า ปิดเสียง*

*คำแปลอื่นๆของ Mute อยู่ตรงนี้เน้อ  http://dict.longdo.com/search/mute

ใครอยากฟังการออกเสียงแบบฝรั่งมังค่า ขอเรียนเชิญคลิ๊กลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยค้าบบบบบ

http://www.youtube.com/watch?v=-BvUfa0NTXM

ใครกดดูแล้ว ชัดเจนมั๊ย อ่านว่า มิ๊วท์ ไม่ใช่ มุด นะ เออ ~ ^_^

คุณชมกร อ่านว่า มัด !? แม่จะมัดอะไรแม่!? -_-

มีใครอยากรู้เรื่องไรอีกม๊ายยยย หลังไมค์มาโลดดดดด

ติดตาม "คุณขอมา (Requested Topic)" ได้ที่ 
>>> รวมทุกโพสต์ของ "คุณขอมา (Requested Topic)" <<<

Tuesday, June 3, 2014

คุณขอมา (Requested Topic) : รัฐประหาร "A coup d'état"

คุณขอมา (Requested Topic) : รัฐประหาร "A coup d'état"

ยังมีชีวิตอยู่นะคับผู้อ่านทั้งหลาย แค่บินมึนไปหน่อย หาทางกลับมาเขียนไม่ถูก ฮ่าๆๆ >_<

พอดีมีคนมาถามว่า ภาษาอังกฤษของคำว่ารัฐประหารนี่มันอ่านว่าอะไร? 

Coup d'état แปลว่า รัฐประหาร อ่านว่า คู-ดี-ท่า 


คู-ดี-ท่า ไม่ใช่ คู-โบ-ต้า หรือ คุป-ดี-แทด แต่อย่างใด ทำไมอ่านงั้น!? ก็เพราะว่า มันเป็นภาษาฝรั่งเศสนั่นเอง อย่างที่รู้ๆกันว่าภาษาอังกฤษก็มีบางคำที่เอาภาษาฝรั่งเศสมาใช้ เช่น restaurant แปลว่า ร้านอาหาร อ่านว่า เรส-เตอ-รอง ไม่ใช่ เรส-เตอ-แรนท์ 

ทำไมต้องเป็น Coup d'état ? คำภาษาอังกฤษไม่มีเหรอ? ใครเรียนประวัติศารตร์โลกแถวนี้บ้างขอมือหน่อยคับ!!! เดาได้ไม่ยากไม่ต้องถามใคร ฝรั่งเศสเป็นคนคิดคำออกมาใช้ก่อน จบข่าว สำหรับคนรักการอ่านและชอบศึกษาหาความรู้อย่างแท้จริง ขอเรียนเชิญที่ลิงค์นี้ได้เล้ยยยย อ่านแล้วน่าสนใจอยู่นา http://en.wikipedia.org/wiki/Coup_d'%C3%A9tat


ใครดูข่าว CNN หรือ BBC ช่วง10กว่าวันที่แล้ว จะได้ยินหรือเห็นคำนี้บ่อยมาก แต่เมื่อเค้ารายงานไปบ่อยๆแล้ว จะไม่พูดคำยาวเต็มยศว่า Coup d'état แล้ว เราจะได้ยินแค่ว่า Coup เฉยๆ เป็น "Coup in Thailand" , "Thai Coup" เป็นต้น

"Anti-Coup" อ่านว่า แอนไท(แอนทิ่)-คู แปลตรงตัวได้ง่ายๆ เพราะ anti แปลว่า ต่อต้าน

ไหนๆก็เข้าเรื่องศัพท์ทางการเมือง เรามาดูกันอีก3คำดีม๊ายยยยย ~ 

"Martial Law" อ่านว่า "มาเชียล ลอ" แปลว่า กฏอัยการศึก

"State of Emergency" อ่านว่า "สเตจ ออฟ อีเมอเจนซี่" แปลว่า สถาณการณ์ฉุกเฉิน 

"Civil War" อ่านว่า "ซิวิ้ล-วาร์(วอร์}" แปลว่า สงครามกลางเมืิอง 

คิดว่าคงไม่ต้องอธิบายความแตกต่างระหว่าง Coup d'état/Martial Law/State of Emergency/Civil War นะคับ เพราะว่าลิงน้อย มิได้จบรัฐศาสตร์มาเน้อออ เพราะฉะนั้น ขอผ่าน เอาแค่คำอ่านภาษาอังกฤษที่ถูกต้องก้อพอแล้วเน๊อะ แต่ถ้าอยากรู้ จะอธิบายให้ฟังในเม้นก็แล้วกันนะ ~ ^_^

ติดตาม "คุณขอมา (Requested Topic)" ได้ที่ 

Tuesday, November 5, 2013

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : "The loneliest people are the kindest. The saddest people smile the brightest. The most damaged people are the wisest. All because they do not wish to see anyone else suffer the way they do."

คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day) : ว่าจะเขียนจะเขียน แต่ก็เนียนขี้เกียจไปวันๆ หลังจากที่ได้เจอคำคมโดนใจอย่าง "If there are no ups and downs in your life, it means your are dead." เข้าไปคราวนั้นทำให้ต้องมานั่งเขียนอย่างรวด คำคมที่ลิงโพสทุกอันขอบอกว่าชอบหมดเลย อ่านแล้วยิ้มพิมใจ แต่วันนี้เจอคำคมนี้เข้าไป ใช่เลย เป็นอะไรที่อยากเอามาขยายมากๆ เพราะบางทีก็อธิบายอะไรมากไม่ได้กับชีวิต แต่กับบางคำคม เป็นคำตอบที่ดีมากๆกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ณ ช่วงนั้นๆ ~

ihatequotes™ ‏@ihatequotes
"The loneliest people are the kindest. The saddest people smile the brightest. The most damaged people are the wisest. All because they do not wish to see anyone else suffer the way they do."

เป็นคำคมที่ยาวได้ใจมาก พอๆกับชื่อเต็มๆของกรุงเทพมหานครเลยมั๊งเนี่ย!?

ขอลองแปลแบบบ้านๆได้ใจความว่า "คนที่เหงาที่สุดคือคนที่ใจดีที่สุด คนที่เศร้าที่สุดคือคนที่ยิ้มได้กว้างและสดใสที่สุด คนที่ผ่านความลำบากในชีวิตมามากที่สุดคือคนที่ฉลาดรอบรู้มากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะว่าคนพวกนี้ไม่อยากให้ใครจะต้องมารู้สึกเหงา เศร้า ลำบาก เหมือนที่ตัวเองเป็น"

จบข่าวคำคมนี้ โดนอย่างจัง ใครไม่โดน แต่ลิงโดนนะ เต็มๆเลย เข้าใจความหมายคำคมนี้100% ใครที่เข้าใจคำคมนี้ได้จริงๆ ถือว่าคุณเป็นคน sensitive ระดับนึง บวกกับ มองโลกในแง่ดีสุดๆ ไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ แล้วก้อค่อนข้างมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ตัวเองอยู่มากมาย

เอากันจริงๆนะ บินมาเข้าปีที่7 เจอคนร้อยพ่อพันแม่ทู๊กกกกวัน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับคนเยอะมาก จริงอยู่เราเปลี่ยนคนไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนความคิดเราที่มีต่อคนได้จริงๆ หลายคนที่เจอมา อย่างแปลก เอ่อ เป็นอะไรมากมั๊ยคับเพ่คับน้องคับ!? ลิงมึน แต่ถึงจะมึนยังไง สุดท้ายก็ต้องเข้าใจเค้า ว่า ... "เกิดมาแบบนั้น สงสัยจะตายไปแบบนั้น" -_- เค้าอุตส่าห์ให้ชีวิตมาเกิดมาเรียนรู้ มาพัฒนาชีวิตตัวเองในด้านไหนก็ได้ แต่พวกพี่คับน้องคับกลับทำตรงกันข้ามซะงั้น!? หวังแต่ว่า คนพวกนี้จะ come into senses one day คือคิดได้วันหนึ่งนั่นเอง สาาาาาาาาธุ ~

จึงเป็นที่มาว่าถ้าคุณไม่ใช่คนที่รู้จักว่าความเหงาคืออะไร ความเศร้าคืออะไร ความลำบากคืออะไร งั้นก็คงยากแล้วหล่ะที่จะเป็นคนใจดี ยิ้มง่าย อารมณ์ดี มองสถานการณ์อ่านคนออก กลับกัน คุณจะไปทำให้คนรู้สึกเหงา เศร้า แย่ ลำบากกับชีวิตแทน เกทม๊ายยยย ลิงขอถามคำเดียวสั้นๆเน้นๆ ...
"เกิดมาทำไม(ว่ะ)"

ขอถอนหายใจหน่อย เรื่องพวกนี้ พูดไปก็ไม่จบไม่สิ้น งั้นไม่พูดดีกว่า ละไว้ ในฐานที่เข้าใจนะเออ

มาดูหลักภาษาอังกฤษที่แฝงไว้ในคำคมนี้กันดีกว่า จะเห็นได้ว่าเค้าใช้ "ที่สุด" มาใช้ในคำคมนี้ค่อนข้างชัดเจน

Lonely เหงา เป็น loneliest เหงาที่สุด
- I feel like the loneliest person in the world.

Kind ดี/ใจดี เป็น kindest ดีีที่สุด/ใจดีที่สุด
- I think Dalai Lama is the kindest person in the world.

Sad เศร้า เป็น saddest เศร้าที่สุด
- The saddest part of the movie is when she dies.

Bright สดใส/สว่าง เป็น brightest สดใสที่สุด/สว่างที่สุด
- You are the brightest person I have ever met.

หลักการใช้ "ที่สุด" สังเกตุได้ชัดๆว่า ...
1. มักจะเป็นที่1ในโลกหรือคนเดียวในโลกอะไรเทือกนั้น
2. คำที่จะเอามาใช้ทำ "ที่สุด" ได้นั้นจะต้องเป็นคำ Adjective
3. เติม est เข้าไปได้เลย หรือ อ่านข้อแม้ก่อนนะ
   -ถ้าคำ adjective นั้นๆลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม est
   -ถ้าตัวอักษรก่อนตัวสุดท้ายเป็น a,e,i,o,u ให้เบิ้ลตัวอักษรตัวสุดท้ายเข้าไปก่อนแล้วถึงเติม est ยกตัวอย่าง sad เป็น saddest

เอาเนี่ยแหละง่ายๆ จบหลักภาษาอังกฤษเล็กๆน้อยๆที่แฝงมาในคำคมแต่เพียงเท่านี้เด้ออออ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคับ เจอกันใหม่ soon soon soon ~ >_<

ใครชอบอ่านคำคมเหมือนกัน กดโลดดดด มีให้อ่านอีกเยอะเลยสำหรับคอลัมน์นี้ 
>>> รวมทุกโพสต์ของ "คำคมวันละนิด จิตแจ่มใส (A Quote A Day)" <<<