Saturday, January 28, 2012

อยากพูด-พูดเล้ย (Just Say It) : "I promise, I will never let you down again."


อยากพูด-พูดเล้ย (Just Say It) : นั่งดูหนังน่ารักๆเรื่อง "Puss in Boots" เป็นเรื่องเกี่ยวกับแมวผู้พิทักษ์สันติราษฏ์ มีเพื่อนสนิทเป็นไข่ แต่เจ้าไข่นี่มีจิตโลภมากไปหน่อย จึงทำให้เจ้าแมวมีปัญหาอยู่บ่ิอยครั้ง จนในที่สุดเจ้าแมวก็โกรธแล้วไม่ยุ่งกับเจ้าไข่อีกเลย อยู่มาวันนึงได้กลับมาเจอกันอีก เจ้าไข่ขอคืนดีด้วย แต่เจ้าแมวยังโกรธอยู่ เจ้าไข่เลยพูดว่า "I promise, I will never let you down again." (ชั้นสัญญาว่าจะไม่ทำให้นายผิดหวังอีก)

เอ้า ใครเคยทำให้ใครผิดหวัง แล้วคิดว่าจะไม่ทำให้เค้าผิดหวังอีก ให้พูดว่า "I promise, I will never let you down again."

ลูกชายคนเดียวของบ้านติดยาอย่างหนัก เสียผู้เสียคน พ่อแม่เสียใจ พาไปรักษาตัวจนหาย พอคิดได้ก็พูดกับพ่อแม่ว่า "I promise, I will never let you down again."

มีวิธีพูดแบบอื่นๆอีก เช่นสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก สัญญาว่าจะไม่มาสายอีก สัญญาว่าจะ...
ใครอยากลองแต่งประโยคแบบนี้ออกมามั่งมั๊ย เดี๋ยวจะรออ่านหล่ะ~ ^^

ติดตาม "อยากพูด - พูดเล้ย (Just Say It)" ได้ที่

Monday, January 23, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : "Handmade but Made with Heart."

คุณขอมา (Requested Topic) : มีน้องสถาปนิกคนเก่งหลังไมค์เข้ามาว่า "ภาษาอังกฤษ ว่า งานทำมือ ทำจากใจ เขียนว่ายังไง"

งานทำมือ = "Handmade"
ทำจากใจ = "Made with heart"

เลยแนะนำน้องคนนี้ไปว่า ให้เขียนแบบนี้สิ "Handmade but Made with Heart." น้องผู้น่ารักยังสงสัยไม่เลิก "ทำไมต้อง but อ่ะ" .... "อ่าว ก็ใส่ว่าถึงจะทำด้วยมือ แต่ก้อทำด้วยใจนะฮ๊าาาา"

จบข่าว ~ ^^

ขอได้รับความขอบคุณจากน้องตู่ น้องสถาปนิกคนเก่ง~ อิอิ




ติดตาม "คุณขอมา (Requested Topic)" ได้ที่ 

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : "For" and "Since"


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่3(Part 3)

Unit 10 : Grammar Focus (page67)

ตอนที่3นี่มาต่อเลย เพราะถ้าไม่พูด เดี๋ยวมีน้องๆตาดีได้ถามคำถามแน่นอน เพราะมันดันไปโยงกับตอนที่2อ่ะสิ ...

หน้านี้เค้าพูดถึงการใช้ "For" กับ "Since" ... ไม่อธิบายอะไรเลย มาพร้อมตัวอย่างเลย

Past Tense :
็How long did you live in Thailand?
- I lived there for two years. It was wonderful.

Present Perfect Tense :
How long have you lived in Miami?
- I've lived here for six months. I love it here.
- I've lived here since last year. I'm really happy here.

***ถ้าใครตาดีๆ หรือหัวไวๆ ถามคำถามนี้แน่นอน อ่าวพี่ ทำไม I've lived here for six months. กับ I've lived here since last year. ถึงบอกเวลามาด้วย ไหนพี่บอกว่า **Present Perfect นี่ใช้พูดถึงอดีตแบบตอนไหนก็ได้ ไม่บ่งบอกข้อมูลอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือสถานที่** คำตอบของพี่ก็คำปั้นทุบดินมากคับ "เพราะว่าคำถามบังคับให้ตอบแบบมีข้อมูล" ~ ^^

สังเกตุดีๆนะ How long have you lived in Miami? เค้าถามว่า อยู่ไมอามี่มา"นานเท่าไหร่"แล้วนี่ คำตอบจำเป็นจะต้องมีระยะเวลา ถูกมั๊ย? เพราะคำถามที่มี "How long" นี่แหละ บังคับให้ตอบแบบมีระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง For กับ Since ก็เลยต้องออกโรง~

I've lived here for six months. อยู่่นี่มา6เดือนแล้ว
I've lived here since last year. อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปีที่แล้ว


ใช้ for บอกเวลาแบบเบ็ดเสร็จ ในที่นี้คืออยู่มา"ทั้งหมด"กี่เดือนกี่ปี คือสรุปให้เลย
ใช้ since บอกแค่ว่า อยู่มา"ตั้งแต่" ปีนั้นเดือนนี้ ไม่สรุประยะเวลาให้

***Past Tense ก็ไม่รอด มี for กับเค้าเหมือนกัน แต่ไม่มี since ใครรู้บ้างว่าทำไม!? มาดูคำแปลกัน

How long did you live in Thailand? เธอ"เคยอยู่" (did ... live)เมืองไทยมานานเท่าไหร่
- I lived there for two years. It was wonderful. ชั้น"เคยอยู่"(lived)ที่นั้นมา2ปี

์ข้อสังเกตุ(Note) : ทั้งคนถามคนพูด ณ ตอนที่คุยกัน ไม่ได้อยู่เมืองไทยทั้งสองคนนั่นแหละ สั้งเกตุได้จากคำกริยาทั้งหมดเป็นpast tense (did/lived/was)

How long have you lived in Miami? อยู่ไมอามี่มานานเท่าไหร่แล้วนี่(have lived)
- I've lived here for six months. I love it here. อยู่มา6เดือนแล้ว(have lived ... for)
- I've lived here since last year. I'm really happy here. อยู่มาตั้งแต่ปีที่แล้ว (have lived ... since)

์ข้อสังเกตุ(Note) : ทั้งคนถามคนพูด ณ ตอนที่คุยกัน อยู่ไมอามี่ทั้ง2คนนั่นแหละ สั้งเกตุได้จากคำกริยาทั้งหมดเป็นpresent perfect tense (have lived) บวกกับคำว่า "here" (ที่นี่) ชัดเลยยยยย~

***ส่วนคำตอบที่ว่า ทำไม Past Tense ใช้ได้แต่ for แต่ใช้ since ไม่ได้ รู้คำตอบกันแล้วเน้อ? ... ไหนใครรู้แล้วอธิบายตรงนี้มาหน่อย เช็คๆความเข้าใจกันวิธีนี้เลย ~ ^^










ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่2(Part 2)


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่2(Part 2)

Unit 10 : Grammar Focus (page66)

ยังคงอยู่กันที่บทที่10นะน้องๆ สังเกตุเห็นวิธีการอธิบาย Present Perfect Tense กับ Past Tense ที่หน้า66แล้วรู้สึกว่าน้องๆบางคนถ้าอ่านเอง อาจจะไม่เคลียร์ พี่ขอเอามาขยายก็แล้วกันนะ~

ในหนังสือเค้าเขียนว่างี้ ...

Use the present perfect for an indefinite time in the past.
Use the simple past for a specific event in the past.

พอเข้าใจมั๊ย!? แล้วเค้าก็ให้ตัวอย่างมาว่า ...

1. Have you ever eaten Moroccan Food?
- Yes i have. I ate it once in Paris.
- No i haven't. I've never eaten it.

2. Have you ever had green curry?
- Yes i have. I tried it several years ago.
- No, i haven't. I've never had it.

ใครหัวดีๆ อ่านแค่นี้แล้วเกทเลยก็ไม่น่าห่วงเท่าไหร่ แต่ใครที่อ่านแล้วยัง งงๆ มานี่มา~ ^^

เค้าบอกว่า Present Perfect นี่ใช้พูดถึงอดีตแบบตอนไหนก็ได้ ไม่บ่งบอกข้อมูลอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือสถานที่ แต่ Past Tense นี่บอกช่วงเวลาด้วย สถานที่ด้วย แบบว่าได้รายละเอียดมากมาย ... ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า

สมมุติเพื่อนต่างชาิติ2คนมาเที่ยวเมืองไทย เราพาไปกินข้าวที่้ร้านอาหารไทย อยากให้เพื่อนลองแกงเขียวหวาน ไม่รู้เพื่อนเคยลองรึยัง เลยถามว่า Have you ever had green curry? เคยกินแกงเขียวหวานมั๊ย? เพื่อนสองคนตอบมาสองแบบ คนแรกตอบ Yes i have. I tried it several years ago. เคยนะ เคยกินเมื่อหลายปีก่อน คนที่2ตอบว่า No, i haven't. I've never had it. ไม่นะ ไม่เคยกินเลย

คนแรกตอบแบบ Past Tense :  Yes i have. I tried it several years ago. เคยนะ เคยกินเมื่อหลายปีก่อน
คนที่2ตอบแบบ Present Perfect Tense :  No, i haven't. I've never had it. ไม่นะ ไม่เคยกินเลย

เคลียร์มั๊ยเด็กๆ? ถ้าเคลียร์นะ ลองเปลี่ยนบทสนทนาภาษาไทยข้างล่างนี้ให้เป็นบทสนทนาภาษาอังกฤษทั้งหมด วัดความเข้าใจกันหน่อยนะจ้ะ~ ^^
A. เธอเคยไปประเทศญี่ปุ่นมั๊ย
B. ไม่เคยไปอ่ะ แล้วเธอเคยไปเกาหลีมั๊ย
A. เคยสิ ไปเกาหลีมาเมื่อปีที่แล้วเนี่ย

***แต่พี่อยากจะบอกว่า ถึงเวลาต้องพูดภาษาอังกฤษจริงๆอ่ะนะ ไม่ต้องมานั่งคิดหรอก Present Perfect Tense หรือ Past Tense!? พูดมันออกไปเลยยยยย เชื่อมั๊ยฝรั่งเข้าใจว่าเราจะพูดอะไร เก็บเรื่องแกรมม่าน่าปวดหัวนี่ไว้ใช้สอบอย่างเดียวก็พอ เชื่อพี่ ให้กล้าพูดมาก่อน แล้วแกรมม่ามาทีหลัง แต่ถ้าใครจะเอาไปใช้สอบจริงๆจังมันก็อีกเรื่องนะ ~ ^^

Sunday, January 22, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : "Have a good time" and "Have a good trip."


คุณขอมา (Requested Topic) : คุณทักษาถามเข้ามาว่า "Have a good time." ต่างกับ "Have a good trip." อย่างไร เหมือนกันอย่างเดียวเลยค่ะคือ 'การอวยพร' แต่ความหมายและสถานณ์การณ์ในการพูดแตกต่างกันแบบนี้ค่ะ ...

สมมุติว่าวันนี้ลูกสาวมาขออนุญาติคุณแม่ไปงานวันเกิดเพื่อน คุณแม่ก็อนุญาติให้ไปได้ ลูกสาวแต่งตัวเสร็จแล้วกะลังจะออกไปงานวันเกิดเพื่อนแล้ว คุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า "Have a good time." นะลูก แปลเป็นภาษาไทยๆได้ว่า 'ขอให้สนุกนะจ้ะ' ~

***แต่ถ้าคุณแม่พูดกับลูกก่อนไปงานวันเกิดเพื่อนว่า "Have a good trip." นี่แสดงว่างานวันเกิดเพื่อนนี่จัดไกล ใช้เวลาเดินทาง หรือต้องบินไป แล้วคุณแม่ต้องการจะเน้นเรื่องการเดินทางมากกว่าขอให้ลูกสนุกในงานวันเกิด จึงพูดออกไปว่า "Have a good trip."~

สูกสาวอีกคนของคุณแม่ ทำงานแล้ว พอดีว่าจะต้องไปดูงานที่ต่างประเทศกับบริษัทเป็นเวลา1อาทิตย์ ก่อนลูกจะขึ้นรถไปตอนเช้า คุณแม่ก็พูดกับลูกว่า "Have a good trip." แปลได้ไทยๆว่า "เดินทางปลอดภัย" นะลูก หรือจะแปลได้ว่า "ขอให้งานราบรื่นนะจ้ะ" งานในที่นี้คือการไปดูงานที่ต่างประเทศกับลูกสาวนั่นเอง~

***แต่ถ้าคุณแม่พูดกับลูกก่อนไปว่า "Have a good time." แสดงว่าคุณแม่ไม่ได้ต้องการเน้นเรื่องการเดินทางว่าให้เป็นไปแบบสะดวกเรียบร้อย แต่เน้นว่าให้ลูกสาวที่ไปดูงานครั้งนี้ได้มีเวลาที่ดีๆได้เจอแต่เรื่องดีๆในการไปครั้งนี้มากกว่า จึงใข้ "Have a good time."~

ถ้าสังเกตุดูจะพอเห็นความแตกต่างได้ว่า "good time" มักจะใช้ไปในเรื่องของอะไรที่มันไม่ใช่การใช่งาน แต่ "good trip" เป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า คือเป็นงานเป็นการและเป็นเรื่องของการเดินทาง trip คือการเดินทาง จึงเหมาะจะใช้อวยกับคนที่กะลังจะเดินทางไปไหนไกลๆ

***สมมุมติว่าเราจะอวยพรคนไปฮันนีมูน จะพูดได้ว่า "Have a good trip." หรือ "Have a good time." ก็ได้ ดังนั้น "Have a good time." หรือ "Have a good trip." จึงขึ้นอยู่กับการต้องการสื่อความหมายของเรามากกว่าค่ะ~

พอได้มั๊ยค่ะคุณทักษา? ~ ^^ น้องๆคนอื่นสนใจแต่งประโยคมาเพื่อทดสอบความเข้าใจเรื่องนี้มั๊ยเอ่ย?~

ติดตาม "คุณขอมา (Requested Topic)" ได้ที่ 

Saturday, January 21, 2012

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : "Have you ever ...?" กับ "Have you ...?"


เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : วันนี้ได้ไอเดียมาจากห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) ไม่รู้จะมีใครสังเกตุกันรึป่าวว่า "Have you ever ...(V.3)?" กับ "Have you ...(V.3)?" นี่มันเหมือนกันรึป่าว!?

คำตอบคือ "ไม่เหมือน" ... ทำไมไม่เหมือน!?

"Have you ever ...(V.3)?" แปลว่า "เคย....มั๊ย?"
"Have you ...(V.3)?" แปลว่า ".... รึยัง?"

สมมุติจะถามเพื่อนว่า เคยไปประเทศเกาหลีมั๊ย "Have you ever been to Korea?" ถ้าเพื่อนเคยไป จะตอบว่า "Yes, I have." ถ้าเพื่อนไม่เคยไป จะตอบว่า "No, I have not."

แต่ถ้าจะถามเพื่อนว่า ทำการบ้านเสร็จรึยัง "Have you finished your homework?" / "Have you finished your homework yet?" ถ้าเพื่อนทำเสร็จแล้ว จะตอบว่า "Yes, I have." ถ้าเพื่อนยังทำไม่เสร็จ จะตอบว่า "No, I have not."

*** Yes, I have กับ No, I have not. เป็นการตอบสั้นๆได้ใจความ เป็นอันรู้กัน

***ส่วนน้องๆบางคนที่มีความคิดสร้างสรรค์(อีกแล้ว) ถามว่าอ่าวพี่ ถ้าใช้ "Have you ever finished your homework?" แบบนี้หล่ะจะได้มั๊ย คำตอบคือได้นะ "แต่" ความหมายเปลี่ยนเลย เพราะถ้าไปพูดว่า "Have you ever finished your homework?" กับเพื่อนนี่หมายถึงไปแซวเพื่อนแล้วแหละว่า "นี่เธอเคยทำการบ้านเสร็จบ้างมั๊ยนี่ชีวิตนี้!?" แป่วววว ... ขำๆนะน้อง สรุปภาษาอังกฤษมันดิ้นได้อยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอามารวมกันแล้วมีความหมายเหมือน "Have you ever finished your homework?" เสมอไปนะ~

ถ้าลองแต่งประโยคออกมากันแล้วเดี๋ยวจะเข้าใจกันเองเน้อ ว่าแต่ จะแต่งกันมั๊ยประโยคหน่ะ!? ~ ^^

ติดตาม "เกร็ดภาษาน่ารู้ (Language Tips)" ได้ที่

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : คำกริยา3ช่อง (Irregular Verbs)


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : คำกริยา3ช่อง (Irregular Verbs) ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆของคำกริยา3ช่องที่พบได้บ่อยๆ อย่างที่พี่บอกไปว่าต้องท่องทั้งหมดนี้แล้วไปสอบต่อหน้าคุณครูสมัยมัธยมต้น ถึงจำได้มาทุกวันนี้ แล้วพวกเราจะทำยังไง!? คงต้องบอกว่าถ้าจะเอาจริงเอาจังกับภาษาอังกฤษ คงจะต้องค่ิอยๆจำไปวันละ5ตัว แต่ถ้าใครอยากเอาแค่พอสอบผ่านวิชาภาษาอังกฤษ พี่แนะนำให้เปิดหนังสือภาษาอังกฤษที่เรียนอยู่ แล้วเขียนคำกริยา3ช่องที่เห็นทั้งหมดในหนังสือนั่นแหละออกมา พยายามจำให้ได้ เพราะเปอเซนต์มีสูงมากที่มันจะไปอยู่ในข้อสอบ ของพวกนี้ต้องเห็นมันบ่อยๆแล้วเดี๋ยวจำได้เองเน้อ~ ^^

awake awoke awoken ตื่น
be was, were been เป็น,อยู่,คือ
bear bore born ทน
beat beat beat ตี
become became become กลายเป็น
begin began begun เริ่ม
bend bent bent หัก, งอ
beset beset beset โอบล้อมรอบด้าน
bet bet bet พนัน
bid bid/bade bid/bidden ประมูล
bind bound bound ผูกติดกัน
bite bit bitten กัด
bleed bled bled เลือดออก
blow blew blown เป่า
break broke broken แตก, หัก
breed bred bred ผสมพันธ์
bring brought brought นำมา
broadcast broadcast broadcast ออกอากาศ
build built built สร้าง
burn burned/burnt burned/burnt เผา
burst burst burst ระเบิดออก
buy bought bought ซื้อ
cast cast cast หล่อ
catch caught caught จับ
choose chose chosen เลือก
cling clung clung พิง
come came come มา
cost cost cost มีราคา
creep crept crept คืบคลาน
cut cut cut ตัด
deal dealt dealt จัดการ
dig dug dug ขุด
dive dived/dove dived กระโดดน้ำ
do did done ทำ
draw drew drawn วาด, ล่อ, ชักดาบ, ถอนเงิน
dream dreamed/dreamt dreamed/dreamt ฝัน
drive drove driven ขับรถ
drink drank drunk ดื่ม
eat ate eaten กิน
fall fell fallen ล้ม
feed fed fed ให้อาหารสัตว์
feel felt felt รู้สึก
fight fought fought ต่อสู้
find found found พบ
fit fit fit พอเหมาะ
flee fled fled หลบหนี
fling flung flung เขวี้ยง
fly flew flown บิน, นั่งเครื่องบิน
forbid forbade forbidden ห้าม
forget forgot forgotten ลืม
forego (forgo) forewent foregone ยอม, ไม่เอา
forgive forgave forgiven ให้อภัย
forsake forsook forsaken สละ, ละทิ้ง
freeze froze frozen หยุด, เป็นน้ำแข็ง
get got gotten ได้, เอา
give gave given ให้
go went gone ไป
grind ground ground บด
grow grew grown เจริญงอกงาม
hang hung hung แขวน
hang hunged hanged แขวนคอ (regular verb)
hear heard heard ได้ยิน
hide hid hidden ซ่อน
hit hit hit ตี
hold held held ถือ
hurt hurt hurt ทำร้าย
keep kept kept เก็บรักษา
kneel knelt knelt คุกเข่า
knit knit knit ถัก
know knew know รู้จัก
lay laid laid วางไข่
lead led led นำ
leap leaped/lept leaped/lept กระโดด
learn learned/learnt learned/learnt เรียน
leave left left ออกจาก
lend lent lent ให้ยืม
let let let อนุญาต
lie lay lain นอนลง
light lighted/lit lighted/lit จุดไฟ
lose lost lost ทำหาย
make made made ทำ
mean meant meant หมายถึง
meet met met พบ
misspell misspelled /misspelt misspelled/ misspelt สะกดผิด
mistake mistook mistaken ทำผิด
mow mowed mowed/mown ตัดหญ้า
overcome overcame overcome เอาชนะ
overdo overdid overdone ทำมากเกินไป
overtake overtook overtaken ตามทัน
overthrow overthrew overthrown ปลดจากตำแหน่ง
pay paid paid จ่าย
plead pled pled อ้อนวอน, ขอโทษ
prove proved proved/proven พิสูจน์
put put put วาง
quit quit quit เลิก
read read read อ่าน
rid rid rid ขจัด
ride rode ridden ขี่
ring rang rung กรดกริ่ง
rise rose risen ลุกขึ้น
run ran run วิ่ง
saw sawed sawed/sawn เลื่อย
say said said พูด
see saw seen เห็น
seek sought sought ค้นหา
sell sold sold ขาย
send sent sent ส่ง
set set set จัดวาง
sew sewed sewed/sewn เย็บ
shake shook shaken สั่น
shave shaved shaved/shaven โกน
shear shore shorn ตัดขนแกะ
shed shed shed เท, กันน้ำ, ทิ้ง
shine shone shone เปล่งแสง
shoe shoed shoed/shod ซ่อมรองเท้า
shoot shot shot ยิง
show showed showed/shown แสดง
shrink shrank shrunk หด
shut shut shut ปิด
sing sang sung ร้องเพลง
sink sank sunk จม
sit sat sat นั่ง
sleep slept slept นอน
slay slew slain ฆ่า
slide slid slid เลื่อน
sling slung slung
slit slit slit สอดกรีดตามยาว
smite smote smitten ตีอย่างแรง
sow sowed sowed/sown หว่านพืช
speak spoke spoken พูด
speed sped sped เร่งความเร็ว
spend spent spent ใช้จ่าย
spill spilled/spilt spilled/spilt ทำหก
spin spun spun ปั่น
spit spit/spat spit บ้วนน้ำลาย
split split split แยกออกจากกัน
spread spread spread แผ่
spring sprang/sprung sprung กระโดด
stand stood stood ยืน
steal stole stolen ขโมย
stick stuck stuck ติดอยู่กับ
sting stung stung ปล่อยเหล็กไน
stink stank stunk เหม็น
stride strod stridden เดินก้าวยาว ๆ
strike struck struck ตี
string strung strung ขึ้นสาย, ร้อยลูกปัด
strive strove striven ดิ้นรน ต่อสู้
swear swore sworn สาบาน
sweep swept swept กวาด
swell swelled swelled/swollen บวม
swim swam swum ว่ายน้ำ
swing swung swung แกว่ง
take took taken นำไป
teach taught taught สอน
tear tore torn ฉีก
tell told told บอก
think thought thought คิด
thrive thrived/throve thrived เติบโต
throw threw thrown ขว้าง
thrust thrust thrust เสือกเข้าไป
tread trod trodden เดิน
understand understood understood เข้าใจ
uphold upheld upheld ยกไว้
upset upset upset เสียใจ
wake woke woken ตื่น
wear wore worn สวม
weave weaved/wove weaved/woven ทอ
wed wed wed แต่งงาน
weep wept wept ร้องไห้
wind wound wound ไขลาน
win won won ชนะ
withhold withheld withheld เก็บไว้
withstand withstood withstood ทนฟ้าทนฝน
wring wrung wrung บิด
write wrote written เขียน

Friday, January 20, 2012

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่1(Part 1)


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่1(Part 1)

ได้ยินมาว่าน้องๆกำลังเรียนบทนี้อยู่ สอบแล้วด้วย งั้นเดี๋ยวพี่จะเริ่มจากบทนี้ไปเลยก็แล้วกันนะ แต่ถ้าใครมีคำถามที่ค้างมาจากบทก่อนๆก็มาถามได้เลยจ้ะ

***ย้ำกันอีกเรื่องว่าผู้สอนหลักของวิชานี้คืออาจาย์แม็คของพวกน้องๆนะ เพราะฉะนั้นให้พยายามตั้งใจฟังอาจารย์แมคในห้องเรียนให้ดีๆเพราะอาจารย์แม็คคือผู้ออกข้อสอบเน้อ พี่แค่เข้ามาช่วยอธิบายบางเรื่องที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆเท่านั้นเอง~ ^^ ***

Unit 10 : Grammar Focus (page65)

บทนี้มาในเรื่องของ Present Perfect Tense รูปแบบของมันคือ "has/have + past participle" ชื่อทางการมากไป จำแบบง่ายๆดีกว่าว่า past participle นี่คือverb(คำกริยา)ช่อง3 ทำไมต้องช่อง3 เพราะคำกริยามันมี 3 ช่อง พี่เขียนสั้นๆว่า V.1(คำกริยาช่อง1), V.2(คำกริยาช่อง2), V.3(คำกริยาช่อง3)

***สำหรับคนที่ยังงงๆคำกริยา3ช่อง มาแวะตรงนี้ก่อน

V.1 ใช้กับ Present Simple Tense คือ is,am,are,has,have แล้วก็คำกริยาทั่วไปเช่น listen,eat,sleep เป็นต้น

V.2 ใช้กับ Past Simple Tense คือ was,were,had แล้วก็คำกริยาทั่วไปที่เปลี่ยนรูปไปอยู่ในV.2(คำกริยาช่อง2) ในที่นี้คือ listened,ate,slept

V.3 ส่วนใหญ่จะเจอได้ใน Present Perfect Tense กับ Past perfect Tense คืิอ been,had แล้วก็คำกริยาทั่วไปที่เปลี่ยนรูปไปอยู่ในV.3(คำกริยาช่อง3) ในที่นี้คือ listened,eaten,slept

Note : น้องๆต้องพยายามทำความคุ้นเคยกับคำกริยา3ช่องนี้ให้มากๆ สมัยพี่เรียนอยู่มัธยมต้น อาจารย์ให้ท่องแล้วไปสอบตัวต่อตัวเลยด้วยซ้ำ พี่ยังจำเกือบทุกตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้ายังไงพี่จะไปหาคำกริยา3ช่องเบื้องต้นเอามาโพสให้ดูกันก็แล้วกันนะ~

เพราะฉะนั้น Present Perfect Tense คือ "has/have + V.3" ใครไม่เก่งแกรมม่าก็สามารถแยกแยะได้ ถ้าจำ'แค่'รูปแบบของมันได้อ่ะนะ

ถ้ามีข้อสอบถามว่า ข้อไหนเป็น Present Perfect Tense
a. She goes to school everyday.
b. He went back home already.
c. They are sleeping in my room.
d. I have been there before.

ตอบได้มั๊ยข้อไหน? ...

เคล็ดลับในการดูว่าข้อไหนคือPresent Perfect มีดังนี้ :-
1. ต้องหลับตาแล้วนึกออกเลยว่ารูปแบบของ Present Perfect คือ "has/have + V.3"
2. ต้องมีความแม่นยำในเรื่องของคำกริยา3ช่องพอสมควร

ทำไมต้องแม่นคำกริยา3ช่อง!? เพราะถ้าไม่งั้น จะโดนข้อสอบหลอกอ่ะสิน้อง ลองมาดูนี่เลย
a. I have went to Korea before.
b. I have been there before.

ตอบข้อไหน!? บางคนรีบ จำได้แต่เคล็ดลับข้อ1. คือเห็นhas/haveแล้วตอบเลย บางคนจำเคล็ดลับได้ทั้ง2ข้อแต่ไม่แม่นคำกริยา3ช่อง!?

ดั้งนั้น เดี๋ยวโพสต่อไปพี่จะลงเรื่องคำกริยา3ช่องเบื้องต้นก็แล้วกันนะ วันนี้เอาแค่นี้ก่อนเดี๋ยวมึนนะเด็กๆ

ป.ล เป็นการอธิบายPresent Perfectแบบเน้นที่การหาว่าอะไรคือPresent Perfectเท่านั้น ยังไม่ได้มีการอธิบายถึงวิธีการทำความเข้าใจว่าใช้เมื่อใด แต่งประโยคยังไง โปรดติดตามตอนต่อไปเน้อ~ ^^


Thursday, January 19, 2012

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class)

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : สำหรับน้องๆนักศึกษาของวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา พี่ทราบมาว่าพวกเราเรียนหนังสือเล่มนี้กันอยุ่ เรียนถึงครึ่งหลังแล้วใช่มั๊ย ใครก้อได้มาบอกพี่ทีว่าเรียนถึงบทไหนกันแล้วจริงๆ จะได้ตามให้ถูก แต่ตอนนี้อาจารย์ชมกรแนะนำมาว่าน่าจะเรียนเลยบทที่สิบไปแล้ว ถ้ายังไงเดี๋ยวพี่จะสรุปออกมาให้เป็นบทๆไปก้อแล้วกันนะ แต่ถ้าใครมีคำถามอะไรเกี่ยวกับบทเรียนนี่ก้อให้โพสถามมาก่อนได้เลยจ้ะ ~ ^^