Friday, January 20, 2012

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่1(Part 1)


ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : Unit 10 Have you ever ridden a camel? ตอนที่1(Part 1)

ได้ยินมาว่าน้องๆกำลังเรียนบทนี้อยู่ สอบแล้วด้วย งั้นเดี๋ยวพี่จะเริ่มจากบทนี้ไปเลยก็แล้วกันนะ แต่ถ้าใครมีคำถามที่ค้างมาจากบทก่อนๆก็มาถามได้เลยจ้ะ

***ย้ำกันอีกเรื่องว่าผู้สอนหลักของวิชานี้คืออาจาย์แม็คของพวกน้องๆนะ เพราะฉะนั้นให้พยายามตั้งใจฟังอาจารย์แมคในห้องเรียนให้ดีๆเพราะอาจารย์แม็คคือผู้ออกข้อสอบเน้อ พี่แค่เข้ามาช่วยอธิบายบางเรื่องที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆเท่านั้นเอง~ ^^ ***

Unit 10 : Grammar Focus (page65)

บทนี้มาในเรื่องของ Present Perfect Tense รูปแบบของมันคือ "has/have + past participle" ชื่อทางการมากไป จำแบบง่ายๆดีกว่าว่า past participle นี่คือverb(คำกริยา)ช่อง3 ทำไมต้องช่อง3 เพราะคำกริยามันมี 3 ช่อง พี่เขียนสั้นๆว่า V.1(คำกริยาช่อง1), V.2(คำกริยาช่อง2), V.3(คำกริยาช่อง3)

***สำหรับคนที่ยังงงๆคำกริยา3ช่อง มาแวะตรงนี้ก่อน

V.1 ใช้กับ Present Simple Tense คือ is,am,are,has,have แล้วก็คำกริยาทั่วไปเช่น listen,eat,sleep เป็นต้น

V.2 ใช้กับ Past Simple Tense คือ was,were,had แล้วก็คำกริยาทั่วไปที่เปลี่ยนรูปไปอยู่ในV.2(คำกริยาช่อง2) ในที่นี้คือ listened,ate,slept

V.3 ส่วนใหญ่จะเจอได้ใน Present Perfect Tense กับ Past perfect Tense คืิอ been,had แล้วก็คำกริยาทั่วไปที่เปลี่ยนรูปไปอยู่ในV.3(คำกริยาช่อง3) ในที่นี้คือ listened,eaten,slept

Note : น้องๆต้องพยายามทำความคุ้นเคยกับคำกริยา3ช่องนี้ให้มากๆ สมัยพี่เรียนอยู่มัธยมต้น อาจารย์ให้ท่องแล้วไปสอบตัวต่อตัวเลยด้วยซ้ำ พี่ยังจำเกือบทุกตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้ายังไงพี่จะไปหาคำกริยา3ช่องเบื้องต้นเอามาโพสให้ดูกันก็แล้วกันนะ~

เพราะฉะนั้น Present Perfect Tense คือ "has/have + V.3" ใครไม่เก่งแกรมม่าก็สามารถแยกแยะได้ ถ้าจำ'แค่'รูปแบบของมันได้อ่ะนะ

ถ้ามีข้อสอบถามว่า ข้อไหนเป็น Present Perfect Tense
a. She goes to school everyday.
b. He went back home already.
c. They are sleeping in my room.
d. I have been there before.

ตอบได้มั๊ยข้อไหน? ...

เคล็ดลับในการดูว่าข้อไหนคือPresent Perfect มีดังนี้ :-
1. ต้องหลับตาแล้วนึกออกเลยว่ารูปแบบของ Present Perfect คือ "has/have + V.3"
2. ต้องมีความแม่นยำในเรื่องของคำกริยา3ช่องพอสมควร

ทำไมต้องแม่นคำกริยา3ช่อง!? เพราะถ้าไม่งั้น จะโดนข้อสอบหลอกอ่ะสิน้อง ลองมาดูนี่เลย
a. I have went to Korea before.
b. I have been there before.

ตอบข้อไหน!? บางคนรีบ จำได้แต่เคล็ดลับข้อ1. คือเห็นhas/haveแล้วตอบเลย บางคนจำเคล็ดลับได้ทั้ง2ข้อแต่ไม่แม่นคำกริยา3ช่อง!?

ดั้งนั้น เดี๋ยวโพสต่อไปพี่จะลงเรื่องคำกริยา3ช่องเบื้องต้นก็แล้วกันนะ วันนี้เอาแค่นี้ก่อนเดี๋ยวมึนนะเด็กๆ

ป.ล เป็นการอธิบายPresent Perfectแบบเน้นที่การหาว่าอะไรคือPresent Perfectเท่านั้น ยังไม่ได้มีการอธิบายถึงวิธีการทำความเข้าใจว่าใช้เมื่อใด แต่งประโยคยังไง โปรดติดตามตอนต่อไปเน้อ~ ^^


Thursday, January 19, 2012

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class)

ห้องเรียนเฉพาะกิจ (Exclusive Class) : สำหรับน้องๆนักศึกษาของวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา พี่ทราบมาว่าพวกเราเรียนหนังสือเล่มนี้กันอยุ่ เรียนถึงครึ่งหลังแล้วใช่มั๊ย ใครก้อได้มาบอกพี่ทีว่าเรียนถึงบทไหนกันแล้วจริงๆ จะได้ตามให้ถูก แต่ตอนนี้อาจารย์ชมกรแนะนำมาว่าน่าจะเรียนเลยบทที่สิบไปแล้ว ถ้ายังไงเดี๋ยวพี่จะสรุปออกมาให้เป็นบทๆไปก้อแล้วกันนะ แต่ถ้าใครมีคำถามอะไรเกี่ยวกับบทเรียนนี่ก้อให้โพสถามมาก่อนได้เลยจ้ะ ~ ^^

Tuesday, January 10, 2012

ฟังให้รู้ดูให้เห็น(Listening Test) : "Lucky" by "Jason Mraz"

ฟังให้รู้ดูให้เห็น(Listening Test) : วันนี้มาอยู่กันที่เพลงฟังง่ายๆสบายๆ ทุกคนรู้จักแน่นอน เพลง "Lucky" ของ "Jason Mraz" และเพราะมันง่ายๆสบายๆนี่แหละ จะทำให้เราฟังออกได้ง่ายขึ้นเยอะ แถมการร้องสดๆก้อเหมือนกับการพูดนั่นเอง ตัวเติมมีทั้งหมด66ช่อง ไหวมั๊ย!? ไหวสิ!!! เน้นว่าให้ฟังหลายๆรอบ พยายามเติมให้ได้ทุกช่อง ช่องไหนเติมไม่ได้ให้เขียนคำอ่านภาษาไทยเน้นตามที่เราได้ยินเน้อออ~
ป.ล. เซียนเนททั้งหลาย ไม่ต้องไปsearchหาเนื้อเพลงเลย มานี่เลย ฟังแล้วเติมนี่แหละ ท้าทายหูดีนะเออ~ ^^
(1) ..... (2) ..... (3) ..... (4) ....., (5) ..... (6) ..... (7) ..... (8) .....
(9) ..... the (10)..... (11) ..... the deep blue (12) .....
Under the (13)..... sky oh my, baby I'm (14) .....
Boy I (15)..... you in my (16).....
I feel your (17)..... (18)..... the (19).....
I (20)..... you with me in my (21).....
You make it (22)..... when (23)..... (24)..... (25).....
I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again
Oooohhhhoohhhhohhooohhooohhooohoooh
(26)..... (27)..... (28)..... (29)..... (30)..... (31)..... (32).....
Waiting for a love like this
Every time we say goodbye
I wish we (33)..... one more kiss
I'll wait for you I (34)..... you, I will
*I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again
Lucky we're in love in (35)..... (36).....
Lucky to (37)..... (38)..... where we (39)..... (40).....
Lucky to be coming home someday
And so I'm (41)..... (42)..... the sea
To (43)..... (44)..... where we'll (45).....
You'll (46)..... the music, (47)..... the air
(48)..... (49)..... (50)..... (51)..... (52)..... (53)..... (54).....
Though the (55)..... through (56).....
Move so (57)..... you're (58)..... I see
As the world (59)..... spinning 'round
(60)..... (61)..... (62)..... (63)..... (64)..... (65)..... (66).....
(*)
Ooohh ooooh oooh oooh ooh ooh ooh ooh
Ooooh ooooh oooh oooh ooh ooh ooh ooh

Monday, January 9, 2012

คุณขอมา (Requested Topic) : Sequencing – How to use FIRST, NEXT, LAST and FINALLY


คุณขอมา (Requested Topic) : น้องหมาป่าทำให้ีพี่ไปนั่งหาตัวอย่างเรื่อง Sequencing – How to use FIRST, NEXT, LAST and FINALLY มาจนได้ นี่เลยน้อง พี่ท่องโลกเนตไปๆมาๆ ไปเจอแบบฝึกหัดอันนี้ น่าสนใจมาก พอจะทำให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นอยู่นะ ลองทำกันเลยยยย~

Choose the best word to fill in the blanks.
To build a tree house, (1)_______, choose a sturdy tree. (2)_______, you should design the treehouse before you begin to build. (3)_______ you should start with the floor. (4)________, you build the walls. (5)_______, you can build a roof.

(1) a.first  b.next  c.then
(2) a.Last   b.First   c.Third   d.Next
(3) a.Second   b.Then   c.Last
(4) a.After that   b.Finally   c.One day
(5) a.Finally   b.First of all   c.Ending

พี่ลองทำดูแล้ว ถูกหมด แสดงว่าใช้ได้อยู่นะแบบฝึกหัดนี้ ใครสนใจลองเล่นม๊ายยย แล้วจะกลับมาเฉลยพร้อมบอกเครดิตเวบที่มาให้ น่าสนใจอยู่เวบนี้~ ^^

ติดตาม "คุณขอมา (Requested Topic)" ได้ที่ 

อยากพูด-พูดเล้ย (Just Say It) : "Thank you" / "Thanks"

อยากพูด-พูดเล้ย (Just Say It) : แอบไปเห็นการโต้ตอบภาษาอังกฤษแบบเล็กๆน้อยๆในเวบแฟนคลับ สังเกตุว่ามีการเขียนผิดอยู่นิดส์นึง ไมพูดเลยก้อไม่ได้ เอากันตรงนี้แหละนะ จะได้เผื่อคนอื่นๆเค้าด้วย~

คำว่า "ขอบคุณ" ในภาษาอังกฤษนี่นะ เห็นกันได้บ่อยๆอยู่สองสามคำ "Thank you./Thank you very much./Thank you so much" 

แต่มีคำว่า "ขอบคุณ" อีกคำนึง ที่ค่อนไปทางความหมายว่า "ขอบใจ" คือคำว่า "Thanks./Thanks a lot"

***Thank you นี่นะเขียนง่าย เพราะมันมาเป็นคู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คำว่า "Thank" มันอยู่เดี่ยวๆไม่มี "You" แล้วเนี่ย ช่วยเอา "s" ไปเติมหลังมันด้วยเน้อ จะได้คำว่า "Thanks" หรือ "Thanks a lot" นั่นเอง~

ป.ล. น้องๆคนไหนมีความคิดสร้างสรรค์ รวมเอาทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันกลายเป็น "Thanks you." นี่ก้อผิดทันตาเห็นเลยคับพี่น้องคับ เลือกเอาซักอย่างคับ "Thank you" หรือ "Thanks"~

***ยังมีสำนวนคำว่า "ขอบคุณ" อีกนะ อาจจะเคยมีใครได้ยินมาบ้างแล้วกับ "Thanks a million." กับ "Thanks a bunch." (bunch อ่านว่า บั๊นช์)

มีอีกมั๊ยสำนวนคำว่า "ขอบคุณ" ใครพอรู้บ้างเอ่ย ช่วยแชร์หน่อยจิ~ ^^


ติดตาม "อยากพูด - พูดเล้ย (Just Say It)" ได้ที่


ฟังให้รู้ดูให้เห็น(Listening Test) : TOEIC Listening Part

ฟังให้รู้ดูให้เห็น(Listening Test) : เอามาฝากกันอีกคลิบนึง อันนี้เป็นแบบให้ดูรูปแล้วสรุปเหตุการณ์ว่ารูปนี้จะบรรยายได้ว่าอะไร ใครที่เคยสอบโทอิคจะคุ้นมากกกกก ถ้าน้องหมาป่าบอกว่าสอบภาษาอังกฤษวันพฤหัสนี้คล้ายๆกับสอบโทอิค คลิบที่พี่ลงสองอันนี้ใกล้เคียงสุดแล้ว 

วิธีทำแบบฝึกหัดคลิบนี้นะ ให้ฟังครั้งเดียวแล้วตอบเลย ห้ามกดหยุดนะ ทำจนครบ10ข้อแล้วถึงจะเห็นเฉลยตอนจบ แต่พี่แนะนำว่าอย่าเพิ่งดูเฉลย เมื่อครบ10ข้อแล้วให้เลื่อนกลับไปที่ข้อแรกใหม่ แล้วฟังอีกที ดูคำตอบที่เราตอบไปว่าใช่มั๊ย ให้ลองฟังดูทั้งหมด3-5ครั้งแล้วถึงจะดูเฉลย แล้วจะดี เน้นว่า'อย่า' ดูเฉลยก่อนเด็ดขาด จะไม่ได้อะไร

ทำไมต้องฟังหลายรอบ!? พี่บอกได้คำเดียว ว่ามันคือหลักการเดียวกับที่สินค้าทำไมต้องลงโฆษณา เพราะคน ถ้าเห็นบ่อยๆ แล้วถึงจะเกิดความอยากได้อยากลอง แล้วคิดดูเราฟังประโยคซ้ำๆกันหลายๆรอบ เราจะเริ่มจับใจความได้เองว่าเค้าพูดว่าอะไร ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละน้องเอ้ยยย เพราะฉะนั้น ถ้าจะเอาจริงกับมัน ก้อสู้ๆเน้อออ ถ้ามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับ2คลิบนี้ ถามพี่มาได้เลย ใครจะสนใจลองเล่นดูก้อได้นะ เรียกสมาธิได้ดีทีเดียวการฟังนี่นะ~ ^^

ฟังให้รู้ดูให้เห็น(Listening Test) : TOEIC Listening Part

ฟังให้รู้ดูให้เห็น(Listening Test) : เอามาฝากน้องหมาป่า ได้ยินว่าจะมีสอบฟังภาษาอังกฤษแบบโทอิควันพฤหัสนี้ ลองฟังอันนี้ดู ระดับIntermediate ค่อยๆทำไปทีละข้อ พอเค้าอ่านคำถามพร้อมตัวเลือกเสร็จแล้ว แนะนำให้กดหยุด(pause) แล้วเลือกคำตอบก่อนที่เค้าจะเฉลย แล้วจะดี พยายามอย่าฟังเลยไปจนถึงคำตอบนะ ถ้าทำได้ก้อจะได้อะไรเยอะมากๆจากคลิบนี้~ ^^

คุณขอมา (Requested Topic) : Telling the Time


คุณขอมา (Requested Topic) : เป็นรีเควสที่มาจากน้องหมาป่า ถามมาว่า อ่านเวลาเป็นภาษาอังกฤษยังไง มันงงๆ น่ารักมากน้องหมาป่า ถามมาแบบนี้พี่ชอบตอบ น้องๆคนไหนที่กะลังงงกับเรื่องเวลาเป็นภาษาอังกฤษ มาที่โพสนี้ได้เลย~

ถ้ามีคนมาถามเราว่า "What time is it?" วิธีตอบที่ง่ายที่สุด(เน้นว่าง่ายที่สุด) คือให้ตอบเป็นตัวเลขที่เห็นจากนาฬิกาตัวเอง ณ ตอนนั้น เช่นเวลา 10.15 (10โมงเช้ากับอีก15นาที คนไทยตอบสั้นๆว่า 10โมง15ด้วยเหอะ) ให้ตอบเป็น "It's 10.15." อ่านได้ว่า It's ten fifteen. วิธีการตอบแบบนี้ง่ายที่สุดแล้ว ถามมาอีกว่า อ่าวแล้วมันกลางคืนหรือกลางวันหล่ะเนี่ย!?  ตอบแบบง่ายๆคือตอนที่ถามอ่ะ มันตอนกลางวันหรือตอนกลางคืนหล่ะ!? ถ้าตอนกลางวัน งั้นก้อ10โมงเช้า ถ้าตอนกลางคืน ก้อ4ทุ่ม เป็นอันรู้กัน

ส่วนการอ่านเวลาแบบยากๆ(ในแบบของคนที่งงเรื่องการอ่านเวลาอยู่แล้วนะ) จะแบ่งได้หลายแบบ คือแบบ "am/pm (12 hour clock)" กับแบบ "24 hour Clock" ดังต่อไปนี้ :

แบบam/pm(12 hour clock) นี่ก่อนอื่นบอกก่อนว่า ...
AM  = ante meridiem   คือเวลาหลังเที่ยงคืนถึงเที่ยงวัน
PM  = post meridiem  คือเวลาหลังเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน

วิธี"เขียน"ของเค้าคือจะเติมไม่amก้อpmตามหลังเวลาเสมอ เช่น 01.00am คือ "ตีหนึ่ง" ภาษาไทย แต่เวลา"อ่าน"เป็นภาษาอังกฤษอ่าน "one o'clock in the morning" แต่ 01.00pm คือ "บ่ายโมง" ภาษาไทย แต่เวลาอ่านเป็นภาษาอังกฤษอ่าน "one o'clock in the afternoon"

06.00am = หกโมงเช้า(ไทย) , six o'clock in the morning (ภาษาอังกฤษ)
06.00pm = หกโมงเย็น(ไทย) , six o'clock in the evening  (ภาษาอังกฤษ)
***สังเกตุได้ว่าเวลาอ่านจะต้องมีคำว่า ...in the morning, ...in the afternoon, ...in the evening, ...at night ตามหลังมากำกับด้วยตลอดเวลาเพื่อที่จะบอกว่ามันเช้าสายบ่ายเย็นกลางคืนนั่นเอง


แบบ"24 hour clock" จะสังเกตุได้ว่าตัวเลขบอกเวลาจะเริ่มจาก 00.00-23.59 (เที่ยงคืนไปยันห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที) ตัวเลขทั้ง24ตัวจะบอกเวลาได้เองว่าตอนนั้นเช้าสายเที่ยงบ่ายเย็นดึกเป็นต้น เวลาที่ใช้เป็นทางการส่วนใหญ่จะใช้แบบ24hour clockนี่แหละ ไม่ต้องเติมam/pmให้ยุ่งยาก โดยเมื่อนาฬิกาถึลเที่ยงวันแล้วจะเดินต่อไปที่เลข1ซึ่งก้อคือบ่ายโมง ถ้าเขียนแบบ"24 hour clock" จะเป็น 13.00 เขียนเลขเรียงต่อไปเรื่อยๆจนไปถึง5ทุ่มไทย นั่นก้อคือ 23.00

09.00 คือ เก้าโมงเช้า
13.00 คือ บ่ายโมง(ไทย)
16.00 คือ สี่โมงเย็น
20.00 คือ สองทุ่ม

มาถึงเรื่องที่น้องหมาป่าสงสัย คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่พูดมาทั้งหมดนี้หรอก แต่เป็นเรื่องการอ่านเวลาที่มีคำว่า to,past, a quarter past, a quarter to, half to, half past อะไรพวกนี้มากกว่า พี่เดาถูกมั๊ยน้อง!?

ตามนี้นะน้องหมาป่า ก่อนอื่นเลยมาทำความเข้าใจกับ to,past, a quarter past, a quarter to, half to, half past กันก่อนนะ เอากันแบบไทยๆเลยนะ
to แปลว่า "อีก...จะ..."
past แปลว่า "ผ่าน/เลย...มาแล้ว..."
***a quarter นี่แปลได้อย่างเดียวว่า 15นาที (เฉพาะเรื่องของเวลานะ)
a quarter past แปลว่า "ผ่าน...มาแล้ว15นาที"
a quarter to แปลว่า "อีก15นาทีจะ..."
***half นี่แปลได้อย่างเดียวว่าครึ่ง หรือ30นาที
half to แปลว่า "อีกครึ่งชั่วโมงจะ..." หรือ "อีก30นาทีจะ..."
half past แปลว่า "ผ่าน/เลย...มาแล้วครึ่งชั่วโมง" หรือ "ผ่าน/เลย...มาแล้ว30นาที"

เมื่ิอเอาเข้าตัวอย่างแล้วจะออกมาแบบนี้ ...

A : What time is it?
B : It's 09.50.
***It's nine fifty. เวลา9โมง50นาที
***It's 10 minutes to 10. อีก10นาทีจะ10โมง

A : What time is it?
B : It's 09.15.
***It's nine fifteen เวลา9โมง15นาที
***It's a quarter past nine.  ผ่าน/เลย9โมงมาแล้ว15นาที

A : What time is it?
B : It's 09.45.
***It's nine forty-five. เวลา9โมง45นาที
***It's a quarter to ten. อีก15นาทีจะ10โมง

A : What time is it?
B : It's 10.15.
***It's ten fifteen. เวลา10โมง15นาที
***It's a quarter past ten. ผ่าน/เลย10โมงมาแล้ว15นาที

A : What time is it?
B : It's 11.30
***It's half past eleven. เวลา11โมงครึ่ง
***It's thirty minutes to twelve.  อีกครึ่งชั่วโมงเที่ยง

พอจะเข้าใจยังน้องหมาป่า? พี่จะตอบดักไว้ก่อนเผื่อมีคนถามว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่ใช้ to เมื่อไหร่ใช้ past!? ตามหลักแล้ว ถ้าเวลามันเลยโมงมาไม่ถึง30นาทีก้อให้ใช้ past แล้วถ้ามันเลยโมงมามากกกว่า30นาทีแล้วให้ใช้ to แต่ถ้าเอากันจริงๆ จะพูดยังไงก้อพูดกันไปเถอะ เพราะจุดประสงค์คือการบอกเวลา แต่วิธีอ่านที่ง่ายที่สุดคือการอ่านตัวเลขออกไปเลยคับพี่น้องคับ~

น้องหมาป่าคิดว่าเข้าใจรึยัง ถ้าเข้าใจแล้วต้องทำไง รู้ใช่มั๊ย ฮ่าๆๆๆ แต่งมา พี่รออ่านอยู่~ ^^

ติดตาม "คุณขอมา (Requested Topic)" ได้ที่ 



Sunday, January 8, 2012

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : "Welcome to Thailand." กับ "Welcome back to Thailand."

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : วันนี้จะมาพูดถึงความแตกต่างระหว่าง "Welcome to Thailand." กับ "Welcome back to Thailand." พอดีไปเห็นน้องหมาป่าเขียนในเวบแฟนคลับเลยได้ไอเดียเอามาไขให้กระจ่าง เผื่อน้องๆอีกหลายคนที่ยังงงๆอยู่ 

"Welcome to Thailand." นี่นะ ส่วนใหญ่จะใช้พูดกับคนที่เพิ่งมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก 

"Welcome back to Thailand." คือใช้พูดกับ คนที่อยู่เมืองไทยนี่แหละ จะคนไทยหรือฝรั่งก้อได้ แล้วก้อเดินทางไปต่างประเทศ จะไปสั้นไปยาว แต่คือสุดท้าย กลับมาเมืองไทย เราก้อจะทักเค้าว่า "Welcome back to Thailand."

***อย่างกรณีของน้องหมาป่า ทักทายดาราไทยที่ไปโชว์ตัวที่ประเทศจีนมา3วัน แล้วเพิ่งกลับมาไทยเมื่อเช้า แบบนี้เรียกได้ว่า "Welcome back to Thailand." (ยินดีต้อนรับกลับสู่ประเทศไทย) แต่ถ้าสมมุติวันนึง น้องหมาป่าไปเป็นแฟนคลับศิลปินหรือดาราต่างชาติ แล้วเค้ามาโปรโมทที่ไทยเป็นครั้งแรก เราไปรับที่สนามบิน แบบนี้โชว์ป้ายหรือตะโกนไปได้เลยว่า "Welcome to Thailand." แล้วถ้าในอนาคต ศิลปินหรือดาราต่างชาติคนนี้ได้มีโอกาสกลับมาโชว์ตัวที่ประเทศไทยอีก ให้พูดเลยว่า "Welcome back to Thailand." ~

ไหนใครเข้าใจแล้วยกมือหน่อยสิจ๊ะ~ ^^


ติดตาม "เกร็ดภาษาน่ารู้ (Language Tips)" ได้ที่