Sunday, February 8, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................

 แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

ครบ 1 อาทิตย์พอดีเลยยย รอกันนานม๊ายยย!? บินมึน แต่ยังมีสติมาเขียน ขอบอกกกกก อ่ะพร้อมยัง? จะเริ่มดีกรีความแรงตั้งแต่ตอนที่ 5 นี้เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นพี่ขอความร่วมมือพวกเราอีกรอบ และจะขอมันทุกรอบเริ่มจากตอนที่ 5 นี้ไป ว่าให้ขึ้นไปอ่านใหม่ดีๆกับ Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant ทั้ง 3 ข้อด้านบน ตามนั้นนะ เตือนแล้วนะ ~ 

เป็นใครก็เดาได้ ว่าตอนที่ 5 นี้เกี่ยวกับอะไร นั่นแหละตามนั้น "Back to school" คือช่วงเวลา 2 เดือนกับการเทรนการเป็นลูกเรือนั่นเอง แล้วการเทรนลูกเรือนี้นะเค้าจะแบ่งเป็น 2 ช่วง 2 เรื่องด้วยกัน ว่าด้วยเรื่องของ safety และเรื่องของ service  เรื่อง safety นี่ร่ายกันยาวเดือนกว่า เพราะต้องเรียนรู้เครื่องบินทุกรุ่นที่สายการบินใช้ รายละเอียดมีเยอะกว่าเรื่องของการเทรน service ที่ใช้เวลาไม่ถึงเดือนดีด้วยซ้ำในการเทรน 

ทุกๆเช้าตอน 7 โมง พวกลูกเรือใหม่ที่มาเทรนทั้งหมดจะต้องลงมารอรถที่บริษัทจะส่งมารับไปที่ Training School หรือโรงเรียนสอนการเป็นลูกเรือนั่นเอง ช่วงนั้นจำได้ เป็นช่วงที่มีลูกเรือใหม่เข้ามาเยอะมาก นอกจากลูกเรือเก่าลาออกไปเยอะมาก ลูกเรือกลุ่มที่มาจอยใหม่แต่ละกลุ่มเค้าเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า "Batch"(แบช) แปลว่า กลุ่ม กลุ่มที่พี่มาจอย (join) นั่นเรียกว่าเป็น แบช 3 ที่เรียกกันแบบนี้เพราะว่าเป็นคนไทยกลุ่มที่ 3 ที่บินมาจอย พวกพี่จะเริ่มเทรนกันช้าไปกว่าแบช 2 หนึ่งอาทิตย์ แล้วก็ตามหลังแบช 1 ไปสองอาทิตย์ตามลำดับ เท่าที่จำได้ แบช 2 ที่มาจอย เป็นคนไทยทั้งหมดเลย10กว่าคน(!? ชิมิ แบชสอง ถ้าเข้ามาอ่าน ช่วยคอนเฟิมหลังไมค์ด้วยว่ามีกี่คน) การเทรนด้วยกันทั้งกลุ่มคนไทย เป็นอะไรที่ดูน่าสนุกนะพี่ว่า แต่แบชของพี่มีคนไทยแค่ 3 คน คนฟิลิปปินส์ 2 คน คนอินเดีย 1 คน คนอียิปต์ 4 คน รวมแล้วแบชพี่มีทั้งหมด 10 คน 

เรื่องแรกที่จำแม่นมากในวันแรกของการเทรน เรียกได้ว่าเป็นช่วง "Introduction" ของการเข้าเรื่องการเทรนการเป็นลูกเรือในภาพรวมๆที่บริษัทเค้าจำกัดความมาให้ อาจารย์ที่สอนมีทั้งฝรั่งคนอังกฤษ คนแขก คนอินเดีย คนสิงค์โปร์ มีคนไทยด้วย แต่ในช่วงวันแรกนี้ อาจารย์ที่เข้ามาสอนมีแค่อาจารย์ฝรั่งผู้หญิง กับอาจารย์แขกผู้ชาย พูดไปเรื่อยๆจนไปถึงเรื่องๆนึงที่อาจารย์แขกผู้ชายเน้นมากย้ำมากเหลือเกินว่า ให้ระวังพวกแขกซาอุดิที่จะเข้ามาเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกอาทิตย์ ห๊ะ!? ระวัง? คือ? ขยายความได้ว่า พวกซาอุดินี่นะ เป็นแขกที่แบบว่า "อันตราย" ในที่นี้คือ มองเห็นผู้หญิงเป็นแค่เครื่องแสวงความใคร่อย่างนึงเท่านั้น ***(Parental Advisory - ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ)*** พี่ขอคุยกันตรงๆแบบนี้แหละ จะแฉนี่เน๊อะ เอ้ยยย ไม่ใช่ จะตีแผ่ความจริงเฉยๆหน่ะ ช่วยอ่านกันเป็นความรู้ก็พอนะ

อาจารย์แขกผู้ชายท่านนี้ก็ออกโรงเตือนด้วยความหวังดีไปตามเรื่องตามราวแกนั่นแหละ เพราะแกเห็นมาเยอะ ไม่อยากให้ลูกเรือสาวๆรุ่นๆสวยเซกซ์เอกซ์แตก ต้องมามีอันจบอนาคตแอร์อันสวยหรูด้วยเหตผลบางประการไปก่อน การเตือนครั้งนี้ ดูแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เลยแม้แต่น้อย อันนี้แล้วแต่คนนะ ใครแพ้หน้าแขกๆ ตากลมผมดำขนดกก้นงอนงามยิ่งกว่าผู้หญิง(!?) ก็ว่ากันไป แต่สำหรับพี่ มองยังไงก็ไม่พิศวาสเลยแม้แต่น้อย เจ้าพวกแขกตี้เอ้ยยยยยย แต่เดี๋ยวก่อนนะน้อง อย่าเพิ่งไปเข้าใจแขกอาหรับผิด แน่นอน แขกอาหรับไม่ได้แย่ไปซะทุกคน 8 ปีของการอยู่ที่นี่ พี่บอกได้เลยว่า ในบรรดาชนชาติแขกระแวกนี้ แขกซาอุ เป็นแขกชาติที่มีความเป็น "generous" มากที่สุด นี่จัดอันดับกันเองโดยคนแขกท้องถิ่นนะ พี่ไม่ได้นั่งเทียนเขียนเองแต่อย่างใด ความ "generous" ของแขกซาอุในที่นี้คือ เงินเยอะ พี่แกเงินเยอะล้นฟ้า เลยเอามาฟาดหัวคน เอ้ยยย เอามาแบ่งให้ผู้หญิงใช้ ประมาณนั้นนะ สปอรต์แมนสุดๆต้องแขกซาอุคับน้อง เอ่ออออ...อ ก่อนจะไถลไปไกลกว่านี้ พี่ว่าเรากลับมาเข้าเรื่องการเทรนกันต่อดีกว่ามั๊ย!? สำหรับใครที่ชอบอ่านอะไรแบบนี้ ไม่ต้องกลัว มีมาอีกเรื่อยๆตามเนื้อเรื่องนะ 

หลังจาก "Introduction" กันทั้งหมด 2-3 วันถ้าจำไม่ผิด พวกพี่ก็เริ่มการเทรน safety กันเลย ใครที่ชอบเรียน ชอบฟังอาจารย์สอน ชอบนั่งหน้าห้องสมัยเรียน รับรองได้เปรียบ เพราะจะเรียนอย่างสนุกสนานกันเลย  แต่เรียนไปเรียนมา อาจมีมึนงงกันบ้างตามประสา เพราะเรื่องที่เรียนมันคือเรื่องที่เกียวกับเครื่องบินทุกรุ่นที่สายการบินใช้บิน พวกพี่ก็ต้องจำ location ของ emergency equipment ต่างๆให้ได้ คือพวกอุปกรณ์นิรภัยทั้งหลายที่ใช้ยามฉุกเฉินหน่ะ ข้อมูลเยอะจริงๆ มีการสอบด้วย สอบไม่ผ่านก็ต้องสอบใหม่ แต่เรื่องเรียนๆพวกนี้ พี่บอกเลย คนไทยเก่งสุดทำคะแนนได้ดีสุด แต่พูดน้อยสุด เออแปลกดี พวกนักเรียนบางชาติ ขอพูดตรงๆว่า "drama queen" มาเกิดของแท้ ชนิดที่ เลดี้กาก้ายังตามไม่ทันกันเลยทีเดียวเชียว โอยยยย มึนมากพวกนี้ พูดเยอะ สาระหามิได้ แต่เวลาสอบนี่หน้าถอดสีเลย นะ สาธุ 

แต่ถึงจะ "drama queen" กันยังไง พวกพี่อยู่ด้วยกันเทรนด้วยกันเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม มันก็มีความผูกพันธ์กันระดับนึงนะ ชนิดที่ว่า เวลาอาจารย์ถามคำถาม หรือเวลานั่งสอบ ลอกกันได้ช่วยกันได้ ว่ากันไป พี่ถึงว่าแบชที่เป็นคนไทยทั้งกลุ่มนี่ได้เปรียบนะ ถึงจะมีข้อเสียเปรียบอยู่บ้างก็เถอะ เพราะคนไทยบางครั้งหากรวมตัวกันเยอะๆ แถมเป็นผู้หญิงหมดด้วยแล้วนี่ เอ่ออออ...อ โชคดีนะทุกคน ฮาาาาา แต่แบชพี่มีทั้งหมด 4 ชาติ ดูแล้วหลากหลายกว่า ได้เรียนรู้อะไรเยอะกว่า แค่ในบางเรื่องเท่านั้นนะ 

อีกเรื่องนึงที่พี่จำได้ไม่เคยลืมตอนเทรน safety ... คนไทยเราเป็นชาติยิ้มตลอดเวลาถูกมั๊ย สุขก็ยิ้ม ทุกข์ก็ยิ้ม แต่บางทีเวลาที่เรายิ้ม คนชาติอื่นเค้าไม่ได้แปลการยิ้มของเราไปในทางที่ถูกต้องในบางครั้ง วันนั้นพวกพี่เทรนเรื่องการ "evacuate" คือการอพยพคนออกจากเครื่องบินเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่แน่ใจว่าอากาศช่วงนั้นร้อน หรืออาจารย์หิวข้าว (พวกพี่เทรนกันช่วง Ramadan หรือช่วงถือศีลอดของชาวมุสลิม) เพราะอาจารย์แขกที่เทรน ดุมากเป็นพิเศษวันนั้น เรียนก็หนัก ข้อมูลให้จำมีก็เยอะ พอถึงช่วงปฏิบัติ พวกพี่เกิดอาการล้า ท้อ เหนื่อย การยิ้มออกมาผิดจังหวะ กลับกลายเป็นว่าอาจารย์แขกมองว่าพวกพี่ทำเป็นเล่นกันซะงั้น ว๊ากพวกพี่ใหญ่เลย ว่าห้ามยิ้ม พวกเรากำลังซีเรียสกันอยู่ ยิ้มไม่ได้ อ่อออออ เกท กับชาติแขกนี่เวลาคุยเรื่องซีเรียสเครียดๆ ห้ามยิ้ม อ่อๆ ช่างขัดกับ nature ของคนไทยเสียนี่กระไร!? มารู้ทีหลังว่าอาจารย์จริงๆแล้วไม่ได้อะไรหรอก ตีหน้าดุไปงั้น เพราะอยากให้พวกพี่ซีเรียสกับเรื่อง safety ให้มากๆแค่นั้นเอง เทรน safety เสร็จได้นะ โล่งงง เหลือเทรน service ชิวๆสบายๆสนุกๆ ไม่มีอะไรมาก ตามน้ำกันไป  

อย่างที่บอกว่าช่วงที่พวกพี่เทรนเป็นช่วงถือศีลอดของชาวมุสลิม ในโรงเรียนก็จะไม่มีอะไรขายเลย อาหารการกินทั้งหมดต้องเอามาจากบ้านกันเอง ตรงนี้แหละ แบชที่เป็นคนไทยทั้งหมดที่เทรนด้วยกัน ได้เปรียบสุดๆ เพราะต้องมีไม่หมึกแดงก็อาจารย์ยิ่งศักดิ์อยู่ในกลุ่มด้วยแน่ๆ เสบียงเพียบน้องเอ้ยยยย พี่ล่ะอิจฉา แต่อิจฉาไปก็เท่านั้น เพราะยังไงพี่ก็กินไม่เหมือนชาวบ้านเค้าอยู่ดี นะ อาหารไม่มีขายตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ลับฟ้านี่ไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้อากาศร้อนตับแตกแสบผิวนี่มันคืออะไร ทรมานพี่สุดๆแล้ว ขอบอก วันๆนึงกว่าจะเทรนเสร็จกันก็ปาเข้าไป 3 โมงเย็นโดยประมาณ พี่ละดีใจ เพราะว่าได้กลับไปที่โรงแรม แอร์เย็นๆ แถมมีฟิตเนสให้เข้าด้วย กลับมาก็เปลี่ยนชุดลงไปจัดเลย 

จำได้ว่ามีอยู่ครั้ง 2 ครั้งนี่แหละ ที่แบชของพวกพี่ตกลงกันจัดงานปาร์ตี้ริมสระน้ำกัน แต่ละชาติก็พร้อมใจกันทำอาหารของชาติตัวเองเอาไปแชร์กัน เป็น pool party ที่สนุกมาก ความทรงจำพวกนี้ยังอยู่กับพี่มาตลอด 8 ปีไม่เคยลืม ต้องบอกว่าเพื่อนๆทั้ง 3 ชาติ ฟิลิปปินส์ อินเดีย อียิปต์ ให้อะไรพี่เยอะมากในเรื่องของวัฒนธรรมที่แตกต่าง เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดความอ่าน สิ่งพวกนี้แหละที่พี่อยากจะบอกว่า แบชคนไทยทั้งแบชอาจจะไม่ได้ในช่วงเทรนทั้ง2เดือนนั้น 

กลับมา ณ ปัจจุบันนี้ อาจารย์ฝรั่ง อาจารย์แขก ที่เคยสอนพวกพี่เมื่อ 8 ปีที่แล้วไม่ได้อยู่ที่สายการบินนี้แล้ว เพื่อนๆในแบชของพี่ทั้ง 10 คน ตอนนี้ เหลือกันอยู่แค่ 4 คนเท่านั้น มีฟิลิปปินส์ 2 คน อียิปต์ 1 คน รวมพี่ด้วยเป็น 4 อีก 6 คนนั้นลาออกกันไปหมดแล้ว บางคนไปแต่งงาน บางคนไปเรียนต่อ บางคนไปหางานใหม่ บางคนก็ย้ายสายการบิน กลุ่มแบชคนไทยทั้งแบชนั่นก็เหลือกันอยู่ไม่กี่คนเหมือนกัน อันนี้แล้วแต่แผนชีวิตของแต่ละคนแหละนะ ก็ต้องเดินกันต่อไป ไม่ว่าทางไหนก็ต้องเดินเหมือนกัน 

ตอนที่ 5 Back to School นี้ จึงเป็นตอนที่พี่อยากบอกอยากเล่าถึงช่วงเวลาที่น่าประทับใจ กับเพื่อนใหม่ๆ ความผูกพันธ์ใหม่ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ว่าให้อะไรเราได้เยอะกว่าที่คิด ย้ำกันอีกรอบว่า ชีวิตวัยเรียน เป็นอะไรที่สนุกที่สุดของช่วงชีวิตคนแล้วนะ น้องใช้มันให้ดีๆ สร้างความทรงจำดีๆให้เยอะๆ โตมาเข้าสู่วัยทำงานแล้ว น้องจะเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีประสิทธิภาพคนนึงเลยทีเดียวหล่ะ แล้วเจอกันตอนหน้านะ กับ แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly

>>> แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly  <<<




................................................................
"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 



Monday, February 2, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................

 แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

ตอนที่4มาแว้วววว กับชื่อไทยๆว่า "สวัสดีเมืองแขก" แขกมาก ตั้งแต่ขึ้นเครื่องมาเลยทีเดียว ... อ่ะ ใครที่ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า เอ้ย หมายถึงว่าตัดสินใจกระโดดข้ามหน้าผาแห่งความกลัวนั่นมาได้แล้ว ก็ถึงเวลามาเผชิญความจริงกับชีวิตแปลกใหม่(!?)ที่หาไม่ได้อีกแล้วชาตินี้ ขนาดนั้นกันเลยน้อง พี่ขอบอกไว้ตรงนี้ ชัดๆสั้นๆว่า "Welcome to Middle East"

ก่อนจะอ่านเลยไป ขอความร่วมมือผู้อ่านทุกท่าน กลับขึ้นไปอ่าน  Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant" ทั้ง3ข้อใหม่ดีๆ เพราะสิ่งที่กำลังจะเล่าจะบอกนี้ เกิดขึ้นเฉพาะในหนึ่งประเทศของทั้งตะวันออกกลางเท่านั้น ไม่ได้หมายรวมถึงทุกประเทศในตะวันออกกลาง ทุกชนชาติแขกในตะวันออกกลาง แยกแยะให้ออก แล้วจะอ่านอย่างสนุกสนานสบายใจนะเออ 

ใครเคยบินไปเที่ยวที่ต่างๆในโลกมาบ้างแล้วด้วยสายการบินแขกชื่อดังบางสาย พี่คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก แต่ถ้าใครรักชาติยิ่งชีพ ใช้บริการรักคุณเท่าฟ้าตลอดเวลาแล้วละก็ อาจจะไม่เจออะไรแบบนี้ก็ว่าได้ เพราะว่าถ้าพูดถึงเรื่องแขกๆแล้วล่ะก็ ไม่พ้น 3 เรื่องเด่นๆนี้แน่นอน

1. กลิ่นพิเศษ ชนิด "All rights reserved" เข้าขั้น "Guinness Book Records"

กลิ่นพิเศษนี้นะ จนทุกวันนี้ พี่ก็ยังไม่ชินนะ ขอบอกกกกกก กลิ่นของแขกอินเดีย กับกลิ่นของแขกอาหรับ ไม่เหมือนกันนะน้อง แต่ขึ้นชื่อว่ากลิ่นแล้ว จะของใครชาติไหน ก็สลบได้เหมือนกันแหละ อย่างที่บอกว่าใครเคยบินสายการบินแขกแล้วได้ที่นั่งใกล้ๆผู้โดยสารแขก แทบไม่ต้องบรรยายกันเลยทีเดียว น้องๆบางคนคงจะ "ใช่ๆ" อยู่ในใจแล้วตอนนี้ ใครนึกสภาพกลิ่นไม่ออก ก็ไม่ต้องไปนึกมันหรอก ใช่เรื่องมั๊ย!? โชคดีแล้วไม่ต้องได้กลิ่น เก็บเอาไว้ให้เป็นประสบการณ์เฉพาะกันเอาเองเมื่อมาถึงเมืองแขกแล้วก็แล้วกัน แต่ถ้าใครอยากรู้มาก ลองไปเดินตามห้างดู พวกพารากอน อ้อ!!! นี่เลยน้อง ย่านนานา ไปเลย ได้กลิ่นแน่ๆ กลิ่นแขกๆ โชคดีนะ 

กลิ่นพิเศษอีกกลิ่นหนึ่ง ท้าให้ไปถามลูกเรือไทยสายการบินแขกทั้งหลายว่าแทบจะอยากเปิดประตูเครื่องวิ่งออกมาหายใจเลยมั๊ย มันคือกลิ่น "น้ำหอมแขก" โอ้ววว แรง18ชาติไม่มีดับสิ้น อาบน้ำไปเจ็ดวันกลิ่นก็ยังติดทน ราคาแพงด้วยนะ ชนิดดีๆแบบแขกไฮโซ ราคาขวดเหยียบหมื่นนะน้อง กลิ่นมันแบบว่า ออกแนว sandalwood ก็ไม่ใช่ ดอกไม้ป่าก็ไม่เชิง ดมมากๆ รับรองว่ามีหมดสติแน่นอน ใครแพ้น้ำหอมฉุนๆ มาที่นี่ใหม่ๆ อาจจะมีปัญหาเรื่องสองกลิ่นที่ว่ามานี้ เพราะเมืองไทยหน่ะ หายากมาก พวกกลิ่นไม่พึงประสงค์แบบนี้ อย่างมากก็แค่กลิ่นตัวแบบเด็กๆเล่นกีฬาขำๆ เห็นแบบนี้หน่ะ คนไทยเราสะอาดกว่าเยอะนา 

2. อากาศร้อนแบบแขกๆ

หน้าร้อนเมืองแขก มันคืออากาศร้อนๆแบบทะเลทราย นึกภาพออกมั๊ย ทะเลทรายแห้งๆ อบๆอวลๆ แสบจมูก พี่มาจอย(join)ตอนช่วงหน้าร้อนพอดี อากาศตอนนั้น 42 องศา ร้อนร้องไห้หาแม่เลย พี่เกิดเมืองไทย แต่พี่ไม่ชอบอากาศร้อน เพราะเหงื่อออกตัวเปียกหัวจรดเท้า ไม่สบายตัวอย่างแรง ชอบอากาศเย็นพายุหิมะลบ 20 องศาอะไรก็ว่ากันไป อากาศหนาวใส่เสื้อผ้าหลายชั้นได้ แต่อากาศร้อนนี่คือ จะให้พี่แก้ผ้า!? ตลกเลยยยย 

อธิบายเพิ่มเติมเรื่องอากาศร้อนแบบแขกๆ คือ อยู่เมืองไทย หน้าร้อน ถ้าเรายืนในร่มหรือใต้ต้นไม้ แล้วมีลมพัดมา เราจะรู้สึกเย็นสบายชิมิ ใช้ไม่ได้กับเมืองแขกน้อง จะยืนในร่มนอกร่มลมพัดมาก็แสบผิวมาก เหมือนผิวไหม้อ่ะ มันร้อนแห้ง ไม่ใช่ร้อนชื้น ใครเคยไปอยู่ออสเตรเลีย(เมลเบิรน์) อากาศหน้าร้อนคล้ายๆกัน โอยยย ทรมาน แต่ว่านะ เรื่องอากาศ ไม่ต้องห่วงมาก เพราะคนที่นี่เวลาหน้าร้อน เค้าไม่มาเดินแคทวอกกันตามท้องถนนหรอก อยู่ในแต่ในบ้านในตึกในห้างมากกว่า ถ้าจะห่วง พี่ว่าเรื่องกลิ่นมากกว่า ฮาาาาาา 

3. แขก หรือ นกเพนกวิน!?

ข้อนี้ออกแนวล่อแหลม แต่มิได้มีเจตนาแอบแฝงใดๆทั้งสิ้น แซวกันขำๆนะ น้องเคยสังเกตุมั๊ยว่า ทำไมพวกแขกถึงมีรูปร่างคิงไซส์ หย่ายยยยไปหมดทุดสัดส่วน!? มองไปแวบๆยามค่ำคืนแล้วแอบนึกว่านั่นคน หรือ นกเพนกวิน!? แบบนั้นเลยแหละ ที่เมืองแขกเนี่ย ประชากรมากกว่า 50% มีรูปร่างอวบอัด เกินระยะสุดท้ายไปหลายขุม สมัยนี้ยังมีมั๊ยที่เมืองไทย ประกวดเทพธิดาช้างหน่ะ น้องๆเทพธิดาช้างทั้งหลาย ถ้าได้มาเมืองแขก น้องคือหนึ่งใน celebrity ของเมืองแขกเลยทีเดียว เพราะคนที่นี่ ชอบแบบอวบอัด น่ารักน่ากอด หัวกระไดไม่แห้งกันเลยหล่ะ ไปเดินห้างก็จะมีหนุ่มๆแขกเดินตามมาขอเบอร์เลยนะ ไอ้พวกไม้จิ้มไก่แบบพี่ ถือว่าปลอดภัย เพราะไม่มีใครแล โอยยย สาาาาาาาธุ!!!  

3 ข้อคัดแล้วเน้นๆ นี่เป็นแค่ adventure ขำๆเล็กๆที่น้องจะได้เจอเองเมื่อมาอยู่เมืองแขกนะ ไอ้ที่ไม่ขำ หรือขำไม่ออกนี่ให้ติดตามอ่านกันต่อไป แล้วจะเขียนมาให้สะดุ้งกันเรื่อยๆตามดีกรีเนื้อเรื่อง 

ย้อนไปสมัยรุ่นที่พี่มา มีเพื่อนลูกเรือคนไทยมาด้วยกันทั้งหมด 3 คน เป็นกลุ่มคนไทยกลุ่มที่ 3 ที่เดินทางมาจอย ห่างจากกลุ่มแรก 2 อาทิตย์ กลุ่มที่ 2 อาทิตย์เดียว พวกพี่มาถึงกันตอนกลางคืนแล้ว พอออกจากเครื่องเข้าตัวอาคารสนามบิน ก็จะมีคนของสายการบินมารับ พาเราออกจากสนามบิน พาไปส่งที่พัก กลุ่มพวกพี่โชคดีนิดส์นึง ได้พักโรงแรม เพราะว่าที่พักอื่นๆที่เอาไว้รองรับลูกเรือที่มาเทรนเต็มพอดี พวกพี่เลยได้อยู่โรงแรมกัน ระหว่างทางที่นั่งรถกันมา ถึงแม้จะเป็นเวลากลางคืน แต่พวกพี่ก็วุ่นวายกับการมองข้างทาง เพราะอะไรก็ดูแปลกตาไปหมด เริ่มจากเสาไฟข้างทาง คนขับรถคันข้างๆ ทิศทางการขับรถ(พวงมาลัยซ้าย) ต้นไม้ที่นับตันได้เลย(ส่วนใหญ่เป็นต้นปาล์ม) สภาพภูมิประเทศที่เป็นเหมือนเกาะ มีทะเล มีสะพานข้ามไปข้ามมา มีมัสยิดใหญ่มาก ก็มองกันเพลิน เก็บข้อมูลกันไป 

ห้องโรงแรมที่ได้ เป็นเหมือนห้องสูท เพราะมี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีห้องครัว ห้องนั่งเล่น และโต๊ะอาหารใหญ่และยาวมาก เก้าอี้นับได้10ตัว!!! จะอลังการงานสร้างไปไหนเนี่ยเมืองแขก!? First impression ของ Architecture ของเมืองแขกที่พี่สามารถบอกได้เลยก็คือ คนแขกชอบทำเพดาน(ceiling)สูงๆ ไม่ว่าจะบ้านหรือจะที่ไหนๆ ตีเพดานสูงๆไว้ก่อน โต๊ะกินข้าวต้องยาวๆ เพราะคนแขกเค้าอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่นั่นเอง เนื่องจากมี 2 ห้องนอน ห้องนอนมาสเต้อมีเตียงใหญ่เตียงเดียว กับห้องนอนเล็กมีเตียงคู่ 2 เตียง พวกพี่ 3 คนเลยจับฉลากกัน พี่จับได้ห้องใหญ่ น้องๆอีก 2 คนเลยได้แชร์ห้องนอนเล็กกัน 2 คน 

คนของบริษัทที่พามาส่งบอกว่า พรุ่งนี้ให้พวกยูพักวันนึงนะ แล้ววันถัดไป 7 โมงเช้าจะมีรถของบริษัทมารับ ให้เตรียมตัวให้พร้อม โอเค รับทราบ บอกเสร็จก็เอาพวกของกินจำเป็นมาให้ก่อนเล็กน้อยเช่นน้ำกิน อาหารแห้ง แต่พวกพี่ขนกันมาเพียบเลยจากเมืองไทย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นของแห้งเหมือนกันแหละ เลยนัดกันว่าจะไปซุบเป้อกันวันรุ่งขึ้น ซื้อพวกของใช้ของกินทั้งหลายเข้ามาเก็บไว้ 

รุ่งเช้าพวกพี่ก็ลงไปถามกันที่ Lobby ของโรงแรมว่ามีซุปเป้อที่ไหนที่ไปซื้อของได้ เค้าก็แนะนำให้ไปที่ๆนึง แล้วก็เรียกแทกซี่ให้ ระหว่างทางไปจนถึงซุปเป้อที่ว่า สิ่งที่เรียกความสนใจพี่ได้มากเลยคือ พวกป้ายภาษาแขก(Arabic)ทั้งหลาย ขนาดป้ายร้านกาแฟ Starbucks สุดโปรดของพี่ ยังเป็นภาษาแขกเลย คนขับแทกซี่ก็แขก พูดภาษาอังกฤษแขกๆพอสื่อสารได้ พี่ถึงบอกตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า ทำไมน้องต้องได้ภาษา อย่างน้อยคือภาษาอังกฤษ เพราะชีวิตของน้องต่อจากนี้ มากกว่า85%ของชีวิตประจำวันคือการติดต่อสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษหมด ไอ้15%ที่พี่ละไว้คือคุยภาษาไทยกับคนไทย ที่ไม่ใช่ทุกคนทุกครั้งจะได้เดินทางมาด้วยกัน ได้อยู่ด้วยกัน ได้เทรนด้วยกัน บางทีน้องอาจจะเป็นคนไทยคนเดียวในกลุ่มนั้นก็เป็นได้ ถ้าน้องสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ สิ่งที่จะตามมาคือ stress(ความเครียด) ซึ่งถ้าเริ่มเครียดแล้ว ชีวิตเมืองแขกของน้องจะเปลี่ยนไปอีกเส้นทางนึงเลย เพราะฉะนั้น สื่อสารให้ได้ เอาให้เข้าใจตรงกันเป็นพอ จบนะ

ส่วนใครที่ freak out เมื่อมาถึงเมืองแขกแล้ว freak out ในที่นี้คือ มาถึงแล้วสติแตก เห็นบ้านเมืองแขกของแท้แล้วรับไม่ได้(สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว) จะอยู่ยังไง จะทำได้มั๊ย คือออกแนวหลุด หรือไม่ก็ใครที่ตอนนี้ชีวิตกำลังเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนงาน ทุกอย่างกลับตาลปัตร โลกกลายเป็นสีดำ ทำยังไงดี ไม่ต้องกลัว ทุกคนมีดินสอสีอยู่ใกล้ตัวทั้งนั้น บางคนถือเอาไว้ในมือแบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ จัดเลย แล้วแต่ชอบอยากได้แบบไหน ดินสอสีในที่นี่คือ "ที่พึ่งทางจิตใจ" นั่นเอง บางคนเข้าหาธรรมะ บางคนเที่ยวกลางคืน หนักหน่อยติดเหล้ายาการพนัน สุนทรีย์หน่อยก็บ้าบอยแบนด์เกาหลี(อิอิ) บ้างก็เลือกมีแฟน คบหาจริงๆจังๆถึงขั้นแต่งงาน(ขอแสดงความยินดีด้วย) ชีวิตเลือกได้ของแท้นะเออ

ถ้าให้เปรียบ คนที่ freak out เมื่อมาถึงเมืองแขก "ดินสอสี" ของคนพวกนี้ก็คือเพื่อนคนไทย หรือคนชาติเดียวกันนี่แหละ เพื่อนพวกนี้จะเป็นดินสอสีกล่องแรกของเรา เกาะกลุ่มกันเอาไว้ให้ดี น้อง น้องไม่ต้องมาจากสุพรรณหรอก แค่เป็นคนไทย ก็รักกันดูแลกันเองได้ดีแล้ว แบบอัตโนมัติด้วยนะ ขอบอกกกก แล้วเพื่อนกลุ่มแรกของน้องกลุ่มนี้ จะอยู่กับน้องไปจนวันลาออกจากการเป็นแอร์ ย้ายสายการบินไป แยกย้าย แต่งงานมีลูก ก็ยังคงไปมาหาสู่กัน เรียกได้ว่ากลายเป็นเพื่อนสนิทระดับเข้าขั้นครอบครัวกันไปเลยทีเดียวเชียว

Hello Middle East จึงเป็นการเปิดโลกปราการแรกที่น้องต้องรับให้ได้เสียก่อน เพราะเมื่อขึ้นไปบินแล้ว มันจะเป็นอีกโลกนึงที่น้องไม่เคยรู้จัก และ(อาจจะ)ไม่อยากรู้จักสำหรับบางคน เพราะฉะนั้น "ดินสอสี" ของน้องกล่องนี้ ขอให้เลือกให้ดีๆ เพราะมันจะช่วยน้องทุกเรื่องเวลาน้องเจอเรื่องแย่ๆเรื่องร้ายๆเรื่องทำลายความมุ่งมั่นความตั้งใจของเรา ไม่ต้องถึงขนาดเป็นแอร์แล้วจะต้องมี "ดินสอสี" เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร "ดินสอสี" is a must to have หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "A no-go item" นั่นเอง 

พร้อมมั๊ยกับตอนหน้า? แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

>>> แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School  <<<



"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

Sunday, January 25, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 3 Goodbye Thailand

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 3 Goodbye Thailand

ตามมาติดๆกับตอนที่3 อ่านกันทันมั๊ยเนี่ย!? ฮาาาาาา ดราฟตอนนี้ไว้เมื่อ 4 วั นที่แล้วบนไฟลท์ยาวมากไฟลท์นึง ว่างนัก จัดหนักซะเลยยยย Goodbye Thailand คือ ชีวิตหลังจากที่น้องๆผ่านการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายแล้ว และสายการบินยืนยันวันเดินทางมาให้แล้ว(เฉพาะเบสต่างประเทศ) ถึงตอนนี้ใครที่คิดว่าทำสำเร็จแล้ว ในที่สุดฉันก็ได้เป็นแอร์แล้ว คิดผิดแล้วน้องเอ้ยยยยย

ใช่ คิดผิด เพราะจริงๆแล้วมันคือการเริ่มต้นต่างหาก พวกการเตรียมตัวจัดกระเป๋าเสื้อผ้า ของใช้ ของกิน ของเล่น อะไรทั้งหลายแหล่เนี่ย มันเทียบไม่ได้กับความจริงที่ว่า น้องจะต้องจากบ้านจากเมือง จากครอบครัว จากเพื่อน ไปอยู่ในที่ๆต่างศาสนา วัฒนธรรม ผู้คน อากาศ อาหารการกิน สภาพบ้านเมืองที่ไม่คุ้นเคย ถามว่า เคยคิดถึงจุดนี้กันบ้างมั๊ยก่อนไปสมัครแอร์หน่ะ(เฉพาะเบสต่างประเทศแถบตะวันออกกลาง)

ในการสัมภาษณ์รอบสุดท้าย (Final Interview) ของบางสายการบิน กรรมการเค้าถึงได้ยิงคำถามออกมาว่า เราเคยไปอยู่ต่างประเทศมาก่อนหรือไม่ ถ้าเคย ไปอยู่กับใคร นานเท่าไหร่ คิดถึงบ้านมั๊ย(Homesick) เวลาที่คิดถึงบ้านแล้วเราทำยังไง ถ้านี่จะเป็นการออกไปอยู่ต่างประเทศครั้งแรกของคุณ คุณคิดว่าคุณจะอยู่ได้มั๊ย ดูแลตัวเองได้มั๊ย คือ มาเป็นชุดอ่ะคำถาม น้อง น้องอย่าทำเป็นเล่นไปเชียว อย่าได้คิดว่า กรรมการถามอะไรเนี่ยยยยยย ก็อยากเป็นแอร์หน่ะสิ ถึงได้มาสมัครหน่ะ ยังไงก็ต้องอยู่ได้อยู่แล้ว ขอให้เลือกฉันเป็นแอร์เถอะ แหม่ เอางั้นกันเลยทีเดียว อ่ะ ไม่ว่ากัน เหตุเพราะน้องยังนึกภาพไม่ออกว่าตัวเองต้องเจอกับอะไรยังไงบ้างนั่นเอง

ที่กรรมการเค้าต้องถามย้ำขนาดนั้น เพราะเค้ารู้ว่าเอาเข้าจริงๆแล้วมันไม่ง่ายนะ คือถ้ามาแล้วมีปัญหาทีหลังก็ต้องส่งตัวกลับอยู่ดี สมัยรุ่นที่พี่มาเมื่อ8ปีที่แล้ว มีลูกเรือคนไทยคนนึง มาอยู่มาบินได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำถ้าจำไม่ผิดนะ ปรากฏว่าเค้าอยู่ไม่ได้ คิดถึงบ้านมาก คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงพี่ คิดถึงน้อง คิดถึงน้องหมาน้องแมวที่บ้าน และที่ขาดไม่ได้เลยคือ คิดถึงแฟน ร้องไห้โฮ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกตินะเอากันจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศมาก่อนเลย แล้วเป็นคนติดบ้านติดแฟน รักประเทศไทยอะไรแบบนี้ พี่แนะนำว่าให้อยู่เมืองไทยเถอะ หมายถึงว่า ให้เป็นแอร์เบสไทยไปซะ อย่าไปสมัครเลยแอร์เบสนอก(โดยเฉพาะแถบตะวันออกกลาง) ส่วนพวกชอบลุย รักการผจญภัย กล้าไปเสียทุกอย่าง very independent สามารถอยู่คนเดียวได้ถ้าจำเป็น จะลองมาเป็นแอร์แถบนี้ดูก็ได้นะ เพราะถ้าได้มาเป็นแล้ว จะรู้เองว่า ใช่ ไม่ใช่ อยู่ได้ ไม่ได้

ส่วนใหญ่ที่เห็นบางสายการบินใหญ่ๆ พวกนี้ turn around สูง คือ คนเข้า-ออกทุกวัน ลูกเรือทำแค่ปีสองปีก็เผ่นแล้ว อันนี้แล้วแต่เหตุผลของแต่ละคนนะ ชีวิตใครชีวิตมัน ดูแลกันเอาเอง พวกที่รักและฝันจะเป็นแอร์ ถ้ามาทำแถบนี้แล้ว อยู่ไม่นานหรอก บอกเลย พวกที่อยู่นานๆนี่ ไม่ธรรมดา เพราะงานแอร์หน่ะ มันไม่ได้เป็นอย่างที่น้องคิดกันนะ พวกคิดว่ามาเดินแคทวอกสวยๆเสิฟอาหารชิวๆ ผิดถนัดน้อง มันคือการออกรบดีๆนี่เอง ขอบอกกกกกกก อะไรคือออกรบ!? ติดตามอ่านกันต่อไปเรื่อยๆเดี๋ยวรู้เอง

มีแอร์ไทยที่นี่หลายคนอยู่เหมือนกัน ที่ออกแนว "เบสไทย" อันนี้แอร์ไทยที่นี่เราแซวกันเองขำๆนะ คือพวกกลับไทยมันทุกวันหยุดเลย ไม่อยู่ที่นี่เลย อยู่ไม่ได้ คิดถึงบ้าน บินกลับมาเหนื่อยๆก็วิ่งไปขึ้นเครื่องต่อกลับไทยเลย อะไรแบบนี้ แซวกันว่า "เบสไทย" บางคนหนักๆเข้า เริ่มคิดจริงๆจังๆ ไม่อยู่มันแล้วโว้ยยยย ลาออกเลย กลับไปบินสายการบินที่เบสไทยดีกว่า อะไรแบบนี้ นานาจิตตังนะ ชีวิตเลือกได้ จัด!!!~

เพราะฉะนั้น ลองไปคิดกันดูดีๆ ว่าอยากเป็นแอร์เบสไทยหรือเบสนอก ใครที่อยากเป็นแอร์เบสนอก แต่ติดตรงที่เป็นคนรักประเทศไทยยิ่งชีพ ลองมองภาพคำคมที่พี่เอามาฝากวันนี้ แล้วลองตัดสินใจดูว่า "กล้ากระโดดมั๊ย" - "คุณ กล้า มั๊ย" แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

>>> แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East  <<<






>>> แนะแนวข้ามทวีป : Introduction <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : High School Love On <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : Better Planet VS. Better Kids <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : What's next? <<<

"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

Monday, January 19, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

มาถึงตอนที่ 2 กันแล้ว เวลามีน้อยมากวันนี้ ตารางบินเปลี่ยนให้วุ่นวาย รีบมาปั่นงานเขียนให้อ่านกันก่อนที่จะรอกันเก้อ ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะ How come? ในที่นี้คือ เป็นไปได้ไง? ทำไมไม่ได้? คือไม่ผ่านรอบสัมภาษณ์ หรือไม่เข้าตากรรมการนั่นเอง

พี่จะไม่พูดถึงรายละเอียดการเตรียมตัวอะไรมากมายในตอนที่2นี้ เพราะทุกอย่างนั้นมันรวมอยู่ในตอนที่1 หมดแล้ว และถ้าใครไปทำการบ้านมาดีๆ จะรู้เลยว่า scope การเตรียมตัวสมัคร์แอร์มันเยอะแค่ไหน นี่คือสำหรับคนที่มุ่งมั่นจะเป็นจริงๆนะ ใครที่ตั้งใจอ่านจริงๆ ตั้งใจหาข้อมูลจากเวบไซด์ที่พี่แนะนำไป เปอร์เซนต์ที่จะผ่านการสัมภาษณ์รอบแรกนั้นมีสูงมากถึงมากที่สุด ใครอ่านมาแล้วบ้างนิดหน่อยจะรู้เลยว่ารอบแรกส่วนใหญ่กรรมการเค้าอยากเห็นอะไรจากเรา "grooming" คำๆนี้ จำให้แม่น จะสมัครแอร์ไม่สมัครแอร์ก็เถอะ "grooming" เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่น้องต้องใส่ใจให้มาก

มาคุยกันตรงๆนะ ใครเคยไปสมัครแอร์มาแล้ว แล้วไม่ผ่านบ้าง? แล้วพอไม่ผ่าน มีคำถามผุดขึ้นมามั๊ย ออกแนวโวยวายมั๊ยว่า "How come?" ทำไมไม่ได้ ทำไมไม่ผ่าน หนูผิดตรงไหน? การศึกษาหนูก็มี หนูเด็กจุฬา เด็กธรรมศาสตร์นะ จบถึงเมืองนอกเมืองนามาเชียวนะ ภาษาอังกฤษหนูก็ได้ โน้นนั่นนั่นนี่ เข้าขั้น "drama" กันเลยทีเดียว ประเด็นวันนี้จะมาพูดเรื่องนี้แหละ

ค่ะ หนูมีทุกอย่าง แต่สิ่งที่หนู(ยัง)ไม่มี คือ "attitude" ค่ะ ชัดๆกันไปเลย น้อง กรรมการหน่ะนะ เค้ารู้ว่าเค้ามาเอาใคร แบบไหน ยังไง เอาไปบินให้สายการบินเค้า เค้ามี "สเปค" ของเค้ามา อาจเป็นเรื่องความสูงในบางสายการบินที่ออกแนว "Boutique Airline" คือจะเอาไปเป็นหน้าเป็นตาสายการบิน อาจจะเป็นเรื่องภาษาที่3 ที่เค้าต้องการเอาไปบินไฟลท์ประเทศนั้นๆ เพราะเค้าขาด "Language Speaker" แบบนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเวลากรรมการเค้ามองน้องมา คุยกับน้องคำ2คำ เค้ารู้แล้วว่าน้องใช่ไม่ใช่ ให้ผ่านหรือไม่ผ่าน จบนะ

"Attitude" สำคัญ น้องๆคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วกับเรื่อง "น้ำเต็มแก้ว" คือน้ำมันเต็มจนล้นแก้วออกมาแล้ว แต่ก็อยากจะเติมน้ำมันเข้าไปอีก แบบนี้ ก็ล้นออกมาจากแก้วไง ใครไปสมัครแอร์ด้วยความมั่นที่ออกแนว "I am a celebrity" ชั้นเป็น คิม คาดาเชี่ยน อะไรเทือกนั้น กรรมการคงส่ายหัวในใจ เป็นพี่ พี่ก็ไม่เอาคนแบบนี้มาเป็นแอร์สายการบินพี่นะ เพราะดูท่าแล้วจะมาสร้างปัญหาให้เพื่อนร่วมงานมากกว่ามาทำประโยชน์ให้สายการบินหน่ะ

ย้อนอดีตไปเมื่อ8ปีที่แล้ว ในห้องประชุมสัมภาษณ์แอร์รอบแรก มีผู้หญิงหน้าตาสวยมากๆอยู่คนนึง ให้ตายเถอะ เธอ แอร์การบินไทยใช่มั๊ย หน้าการบินไทยมากกกกก แต่ว่าไม่สูง แต่มีการศึกษาอย่างแรง เพราะเพิ่งกลับมาจากออสเตรเลีย ทำผมทรงคุณหญิงมาสอบสัมภาษณ์รอบแรก ผมทรงคุณหญิงที่ว่า คือทรงตั้งๆอ่ะ มันก็สวยอยู่หรอกนา แต่มันดูทะแม่งๆนะพี่ว่า ระหว่างต่อแถวไปวัดส่วนสูง คุณเธอดูกระวนกระวายแปลกๆ พี่มาถึงบางอ้อ ตอนยืนมองกรรมการวัดส่วนสูง คุณเธอยืนยกส้นเท้าไม่พอ ยังเงยหน้าให้ผมทรงคุณหญิงหน่ะไปแตะให้สูงที่สุดที่จะทำได้ กรรมการบอกเลยว่าไม่ผ่าน หน้าเสียเลย ชักสีหน้าใส่กรรมการด้วยนะ เดินออกมาเสร็จ ด่าเลยยยย ด่ากรรมการนี่แหละ โอ้วววว แม่เจ้า "attitude" ตัวเดียวเลยน้อง

ใครไม่สูง อย่าถอย เพราะเอาจริงๆแล้วรู้มั๊ย ถ้ากรรมการเค้าชอบเรา เค้าคิดว่าเราทำงานให้เค้าได้ เค้าจะให้โอกาสเรา มีคนสูงน้อย ขอใช้คำว่าสูงน้อย ผ่านเข้าไปเป็นแอร์หลายคนแล้ว เพราะอะไร เพราะกรรมการเค้าชอบ เค้ามั่นใจ ว่าน้องทำงานให้เค้าได้ คือ "attitude" ของน้อง ไปเข้าตากรรมการนั่นเอง แล้วก็ "attitude" นี่แหละ จะเป็นอีกตัวนึงที่จะช่วยให้การเป็นแอร์ของน้อง สะดวกสบายราบรื่น น้องเอ้ยยยย ขึ้นบินเมื่อไหร่ ได้ไปเจอะเจอกับผู้โดยสารร้อยพ่อพันธุ์แม่เมื่อไหร่ แล้วจะรู้เองว่าทำไมกรรมการถึงเลือกเรามาทำงานให้กับสายการบินเค้า พี่บอกได้แค่นี้แหละ

ใครไม่ผ่าน ไม่ต้อง "drama" หรือไปค้นหาความจริงว่าทำไม แต่กรุณาให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง และอีกครั้ง และก็อีกครั้ง กับการสัมภาษณ์แอร์ในครั้งต่อไป อย่าหยุดไปสัมภาษณ์แอร์ เพราะทุกครั้งที่น้องไปสัมภาษณ์แอร์ น้องจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะมาก จากการสัมภาษณ์ต่างสายการบิน ทั้งวิธีการสัมภาษณ์ที่แตกต่างกัน ใครสังเกตุตัวเองดีๆ นิ่งๆ ยอมรับความจริง จะระลึกชาติได้เองว่าตัวเองพลาดอะไรไป ขาดอะไรตรงไหน แล้วจะเริ่มปรับปรุงตัวเองได้เองในการสัมภาษณ์ครั้งต่อๆไป แต่ถ้าน้องหยุดไปสัมภาษณ์แอร์ เพียงเพราะว่าเสียเซลฟ์ กับแค่ไม่ผ่านแอร์รอบแรกหรือรอบต่อๆไป น้องก็จะไม่ได้เป็นแอร์แน่นอน100% การเสียเซลฟ์เพราะคิดว่าตัวเองดีแล้ว เก่งแล้วเหมาะแล้วที่จะเป็นแอร์ แบบนี้ เรียกว่า "น้ำเต็มแก้ว" ไปสมัครงานที่ไหน เปอร์เซนต์ในการผ่านการสัมภาษณ์ พี่ว่ามีน้อย ยกเว้นบริษัทนั้นๆมี "norm" หรือ "culture" ที่เหมาะกับคนที่มี "น้ำเต็มแก้ว" อยู่แล้ว แบบนั้นผ่านโลด แต่ฝากให้ไปคิดกันเอาเอง ถึง environment ในการทำงานกับพวก "น้ำเต็มแก้ว" ทั้งหลายนั้น ชีวิตการทำงานจะเป็นอย่างไร?

คนที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นพวก "น้ำเต็มแก้ว" เทออกหน่อยก็ดีนะ จะได้มีที่เหลือให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้บ้าง หรือทางที่ดี เทน้ำออกให้หมดแก้วเลยจะดีที่สุด รับสิ่งใหม่ๆได้เต็มที่ ว่ามั๊ย ส่วนใครที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ "fail" มันไปซะทุกอย่าง อย่างสมัครแอร์ก็ท้อ ทำไมไม่ได้ซักที ให้คุยกับตัวเองดีๆนะ ว่าจริงๆแล้วอยากเป็นแอร์จริงรึเปล่า ถ้าอยากเป็นจริงๆ ก็ลุยต่อไป อย่าหยุด จนกว่าจะได้ พี่มั่นใจ ว่าในระหว่างการมุ่งมั่นเดินทางเพื่อเป็นแอร์ ถึงท้ายที่สุดแล้วน้องจะไม่ได้งานแอร์ แต่น้องจะได้ค้นพบอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับตัวน้องเองแน่นอน เพราะฉะนั้น เรามาเดินกันต่อไป นะ ~




สุดท้ายนี้ พี่ขอฝากคำคมนี้ไว้เป็นกำลังใจให้คนที่คิดจะสมัครแอร์ทุกคน 6คำสั้นๆ จำให้ดีๆ ใช้ได้ทุกที่ ทุกเรื่อง ทุกช่วงชีวิต แล้วเรามาเจอกันตอนหน้า "so-called flight attendant" ตอนที่ 3 Goodbye Thailand

>>> แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 3 Goodbye Thailand <<<

................................................................


>>> แนะแนวข้ามทวีป : Introduction <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : High School Love On <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : Better Planet VS. Better Kids <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : What's next? <<<

"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? http://skulligram.blogspot.com/2015/01/so-called-flight-attendant-1-how.html








Friday, January 16, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How?

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How?

Welcome everybody to ประเด็นสำคัญของการเปิดคอลั่ม "แนะแนวข้ามทวีป" คอลั่มแนะแนวรุ่นน้องๆที่ยังอยู่ในวัยเรียน โดยเฉพาะน้องๆโรงเรียนราชีนีบูรณะ จังหวัดนครปฐม และน้องๆวัยเรียนทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านมหากาพย์ที่ดูเหมือนจะไร้สาระของพี่ แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" จะออกมาเป็นตอนๆแบบละเอียดทุดเม็ด แต่แฝงไปด้วยเกร็ดความรู้ดีๆสำหรับน้องๆ และแบบขบขันเอาฮาสำหรับเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงทั้งหลาย

อันดับแรก มาคุยกันก่อนมา เขียน "so-called flight attendant" นี่ ไม่ง่ายนะ วางพลอทที่จะเขียนไว้หมดแล้วตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว คำพูดในหัวมีเยอะแยะที่อยากเล่าอยากแชร์ แต่ด้วยเนื้องานที่ค่อนข้างเครียดและไม่แน่นอน บวกกับความที่เป็นคนตรงและจริงจังกับชีวิตมากไปหน่อย จะเขียนบทความอะไรออกมาทีเลยต้องรอให้องค์ลง หรือที่เค้าเรียกกันว่า "ติสต์แตก" นั่นเอง ฮาาาาาาาาาาา ไม่หรอก เอากันจริงๆคือถ้าช่วงชีวิตตอนนั้นมี negative energy รอบตัวมากไป เขียนอะไรออกมามันก็จะเป็น negative ไปด้วย การส่ง negative energy ต่อไปให้คนอื่น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ถูกมั๊ย เพราะฉะนั้น การรอจังหวะดีๆให้มันมี positive energy แบบวันนี้จะดีกว่า

ทำไมถึงต้องเขียน Rules&regulations ในการอ่านบทความ "so-called flight attendant" ขึ้นมา? อย่างที่บอกไว้ในข้อ 1, 2, และ 3 ชัดนะ (ไม่ชัด ช่วยขึ้นไปอ่านใหม่ อ่านดีๆ อ่านหลายๆรอบ) อยากให้เข้าใจตรงกันตามนี้ ปัญหาจะได้ไม่ตามมาทีหลัง ดักเอาไว้ให้หมดทุกทาง ที่ดีเลย์คอลั่มตอนนี้เอาไว้จนถึงตอนนี้ ก็เป็นเพราะเรื่องที่จะเขียนเป็นตอนๆนี้แหละ มันสองแง่สองง่าม กระทบคนหลายกลุ่มหลายองค์กร แต่ทุกเรื่องราว มันเป็นประโยชน์แก่รุ่นน้องๆที่คิดอยากเป็นแอร์โฮสเตสแน่นอน อย่างที่บอกว่าพี่คงไม่สามารถไปพูดแนะแนวกับพวกเราได้ที่โรงเรียนอย่างที่อาจารย์เกรียงไกรเคยเปรยๆไว้ ถึงพี่ได้ไป แต่เวลาที่มีอาจจะน้อย เรื่องที่พี่จะพูดจะเล่าจะแชร์มันเยอะเกิน เอาแบบนี้ดีกว่า เน้นๆเนื้อๆ มหากาพย์ "so-called flight attendant" ติดตามกันไปเป็นตอนๆ นะน้องนะ

มาเข้าเรื่องกัน "so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How?

How? คือ มาเป็นแอร์ได้ไง? ต้องทำยังไง? เอาตรงๆมั๊ย พี่ฟันธงเน้นๆ ประเด็น 2 ข้อที่ทำให้คนเป็นแอร์ได้

1. ดวง
2. การเตรียมตัว

ชัดๆ ตามนั้น  ... ไอ้ดวงเนี่ยนะ มันคือดวงจริงๆนะ พวกสมัครทุกสายการบินแต่ไม่เคยได้ กับพวกที่สมัครสายการบินครั้งแรกครั้งเดียวแล้วได้เลย ประมาณนี้ มันคือ "ดวง" ไม่เชื่อก็ต้องไม่หลบหลู่ของเค้าหล่ะ

ใครไม่มีดวงอย่างที่เค้าว่ากัน ไม่ได้หมายความว่าหมดสิทธิ์นะ "การเตรียมตัว" เพื่อการสมัครแอร์นี่สำคัญไม่แพ้ดวงนะ ขอบอกกกกกกก เตรียมตัวยังไง? อย่างแรกที่น้องต้องมี คือความสามารถทางด้านภาษา ภาษาแรกที่ต้องพูดได้ สื่อสารได้ คือภาษาอังกฤษ เน้นว่า พูดได้สื่อสารได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องพูดเหมือนคนอ่านข่าวCNN หรือ BBCไรพวกนี้ นั่นมัน Native Speaker แล้วน้อง คำว่าพูดได้สื่อสารได้ คือสามารถพูดกับอีกฝ่ายให้เข้าใจตรงกันว่าต้องการอะไร แบบไหน ยังไง เอาแค่นั้นจริงๆ ใครได้ภาษาที่3 ถือเป็นกำไรของตัวเราและของสายการบิน

ท้าวความสมัยพี่สมัครแอร์วั้นนั้น อีก5เดือนจะอายุ 30 จำแม่น เป็นคนสุดท้ายที่เดินเข้าห้องประชุม ต่อแถวยาว พี่ยืนคนสุดท้ายตรงประตู แล้วกรรมการเดินมาปิดประตูเลย เค้าปิดรับสมัครบ่าย3 พี่เดินเข้าไปตอนบ่าย3เป๊ะ ยืนรอกันนานมากกว่าจะได้นั่ง พี่ไปคนเดียว ไม่รู้จักใครเลย ไปแบบมัดผมจุกธรรมดา หน้าไม่แต่ง แต่งไม่เป็น เล็บไม่ได้ทา ใส่ชุดสูทเดินบนส้นสูงได้โดยไม่ล้มก็บุญของพี่แล้ว ด้วยความที่นั่งรอกันนาน พวกที่มาสมัครแอร์นั่งข้างๆกันแถวใกล้ๆกันเลยต้องคุยกันเอง มีน้องคนนึง ต้องบอกว่าเซียน เพราะว่าเค้าสมัครแอร์มาหลายรอบหลายสายการบินมาก แต่ไม่ได้ซักที แต่แปลกตรงที่น้องคนนี้ มีความสามารถมองออกแล้วรู้ได้ว่า ใครได้ไม่ได้แอร์ในรอบสัมภาษณ์นั้นๆ น้องคนนี้หันมาทางพี่แล้วพูดว่า "เจ๊ เจ๊ได้แน่นอน เชื่อหนู" โอ้ว เอางั้นเลยนะน้อง น้องมองพี่แต่หัวจรดเท้า แล้วบอกว่าพี่ได้แน่นอนเนี่ยนะ!? สรุปน้องๆและอีกหลายคนมองมาแล้วออกอาการสงสาร เพ่ๆมาสมัครแอร์ ไม่เตรียมตัวไรเลยเรอเพ่ ผมไม่ทำหน้าไม่แต่งเล็บไม่ทา มานี่มาเพ่ หนูจัด ว่าแล้วก็ช่วยกันแต่งให้มันดูดีขึ้นนี่แหละ พอถึงรอบสัมภาษณ์ ผ่านเข้ารอบต่อไปจริงๆ

สมัยนี้ ใครไปสมัครแอร์แบบพี่ โอกาสผ่านเข้ารอบอาจเหลือศูนย์นะน้อง "Grooming" แปลเป็นไทยคือการดูแลการแต่งกายเผ้าผมให้เรียบร้อย คือต้องดูเนี๊ยบ และ neat นั่นเอง แล้วคำว่า "grooming" นี่นะ จะอยู่กับน้องไปตลอดชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตสกันเลยทีเดียวเชียว พวกติสต์จัดๆ สไตล์ฮิพฮอพแร๊บโย่อะไรเทือกนี้ ถ้าคิดจะมาเป็นแอร์ ช่วยแยกแยะนิดส์นึง งานกับชีวิตส่วนตัว คนละเรื่อง จะไปสมัครแอร์ต้องเนี๊ยบ เป็นแอร์แล้วอยู่ในยูนิฟอรม์ต้องเนี๊ยบ สมัครแอร์เสร็จแล้วหรือกลับมาจากบินแล้วจะไปแร๊บโย่ที่ไหนยังไงอีกเรื่องนึง โอเคนะ

การเตรียมตัวอีกแบบหนึ่งที่ดูท่าแล้วบูมมากและอาจให้ผลที่ดีมาก คือ การไปเข้าคอรส์เรียนการเป็นแอร์ แนะนำว่าให้น้องหาข้อมูลดีๆเรื่องสถาบันที่จะไปเข้าเรียน เพราะค่าใช้จ่ายเท่าที่พี่รู้มาคือเป็นแสน ใช่ เป็นแสนเลย แต่ถ้าน้องได้เป็นแอร์ขึ้นมาจริงๆ เงินแสนที่ว่า บินแค่เดือนเดียว (ระดับฐานเงินเดือนนี้ คือของแอร์ที่เบสในประเทศแถบตะวันออกกลางบางสายการบินเท่านั้น) หรือ2เดือนแรก น้องก็ได้มันคืนมาแล้ว  แต่พี่ขอเตือนนะ หาข้อมูลดีๆ ก่อนจะคิดไปเข้าเรียนสถาบันต่างๆที่ว่ามา เน้นอีกรอบว่า "หาข้อมูลดีๆ"

สำหรับคนที่มุ่งมั่นจะเป็นแอร์โฮสเตส การศึกษาข้อมูลเบื้องต้นนั้นสำคัญมาก อยากเป็นแอร์ ก็ต้องเข้าสู่โลกข้อมูลของการเป็นแอร์ ถูกมั๊ย เพราะฉะนั้น ใครเล่นเฟซบุค กดไลค์โลด (ใครกดลิงค์แล้วไม่ไป ให้พิมพ์คำว่า Thaicabincrew Community ในช่องsearchในหน้าเฟซบุคของตัวเอง แล้วจะเจอเอง) 
 Thaicabincrew Community เป็นเวบเพจของเวบไซด์ http://www.thaicabincrew.com นี่คือแหล่งรวมทุกอย่างของคนที่อยากเป็นแอร์ และที่เป็นแอร์แล้ว เป็นเวบไซด์แรกที่จัดทำขึ้นมาเมื่อสมัยนานมากๆ แอดมินเป็นพี่สจ๊วตการบินไทยผู้คร่ำหวอดในวงการแอร์มานาน ข้อมูลที่อยู่ในนี้ทั้งหมด ใครที่อ่านได้หมด ถือเป็นกำไร และเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้น้องได้งานแอร์ พี่ขอฟันธง อ่านให้หมดทั้งเวบไซด์ ทุกคอลั่ม ทุกการสัมภาษณ์ ทุกการแชร์ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์ของทุกสายการบิน น้องจำเป็นต้องอ่านถ้าอยากเป็นแอร์  ยังมีเวบเพจของพี่ๆแอร์โฮสเตสอีกหลายสายการบินที่ทำออกมาช่วยน้องๆที่อยากเป็นแอร์ พี่ๆบางคนมีชื่อเสียงแล้ว ช่วยน้องๆไปหลายคนแล้ว เวบเพจของพี่ๆพวกนี้ น้องจะเจอเองในเวบเพจหลักในเฟซบุคของ Thaicabincrew-community

อย่างที่บอกว่า "so-called flight attendant" จะเป็นมหากาพย์บทความหลายตอนมาก นี่คือเนื้อหาทั้งหมดที่อยากพูดอยากบอกในตอนแรก ตอนที่ 1 How? อ่ะ เอาไปเบาๆก่อนนะ เดี๋ยวมาเจอกันตอนหน้า อีกไม่เกิน 3 วัน กับ แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come? 


>>> แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come? <<< 






............................................................................................................................


>>> แนะแนวข้ามทวีป : Introduction <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : High School Love On <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : Better Planet VS. Better Kids <<<
>>> แนะแนวข้ามทวีป : What's next? <<<

Friday, January 9, 2015

เกร็ดภาษาน่ารู้(Language Tips) : กริยาวลี(Phrasal Verb)

***This post was since December 24, 2011 on Facebook page "แม่ชมกรให้สอนภาษา".

กริยาวลี(Phrasal Verb) : ว่าจะไปนอนแล้ว แต่เหลือบไปเห็นอีกคำนึงที่น่าจะเอามาพูดถึงได้ มันคือคำว่า "pick up"
pick up แปลได้หลายอย่าง แล้วก้อใช้ได้หลายแบบ มาลองดูกันเลย...
Pick (something) up :
pick up ที่ใช้กับสิ่งของ อย่างแรก แปลว่า เก็บ/หยิบ/ยก/เอา(ของ) สมมุติปากกาตกอยู่บนพื้น เลยบอกเพื่อนให้ช่วยเก็บมันขึ้นมาหน่อย Can you pick it up? หรือจะใช้ Can you pick up the pen?/Can you pick the pen up? ก้อได้
pick up ที่ใช้กับสิ่งของ อย่างที่สอง คือรับโทรศัพท์ อย่างเช่นมีเสียงโทรศัพท์เข้ามา แต่ไม่ยอมรับที เพื่อนเลยถามว่า ไม่รับโทรศัพท์เหรอ Don't you wanna pick up the phone? หรือถ้าเพื่อนขี้สงสัยหน่อย ก้อจะพูดว่าทำไมไม่รับโทรศัพท์หล่ะ Why don't you pick up the phone?
Pick (someone) up :
pick up ที่ใช้กับคน แปลว่า ไปรับ มี2ตัวอย่าง เดี๋ยวไปรับแอนวันนี้นะ I'll pick Ann up today./I'll pick up Ann today. กับ เดี๋ยวพี่ไปรับเธอวันนี้นะจ้ะ I'll pick you up today.
*** เอ้า ใครตาดีมั่ง!? ถ้าอ่านมาตั้งแต่ต้นจริงๆจะมีคำถามว่า สรุปใช้อันไหนกันแน่เนี่ยพี่!? pick up the pen หรือ pick the pen up เอาซักอย่างได้มั๊ยหนูงง!?
ตอบได้เลยคำเดียวว่าตรงนี้น้องต้องจำว่า จะใช้แบบไหนก้อได้ "แต่" ขอเน้นอีกรอบว่า "แต่" ถ้าในประโยคที่น้องแต่งหรือพูดออกมา ดันมี คำสรรพนาม(pronoun) อยู่ในประโยคด้วยนี่แล้วล่ะก้อ น้องจะต้องจับเอาคำสรรพนาม (pronoun) มาเป็นก้างขวางคอระหว่าง pick กับ up ทันที~
คำสรรพนาม (pronoun) ที่ว่าก้อคือ "me, you, us, them, him, her, it" คับน้อง ตามนี้ :-
I will pick you up.
You will pick me up.
Will you pick us up?
I will pick them up.
I will pick him up.
I will pick her up.
I'll pick it up.
*** ระวังข้อสอบดีๆนะคับ ชอบออกมาหลอกมาลวงให้เราตอบผิด ณ จุดนี้
ปิดท้ายกันด้วย pick up ที่คนไทยคุ้นหูมากมาย เพราะมันคือการสะกดคำว่า รถปิ๊กอัพ เป็นภาษาอังกฤษดีๆนี่แหละค้าบบบบบ~ ^^

***
 เน้นอีกรอบว่า ถ้าใช้คำสรรพนาม "me, you, us, them, him, her, it" แล้วนี่ ต้องเอาไปอยู่ตรงกลางอย่างเดียวเท่านั้น ในที่นี้คือ My friend will pick me up today. คือประโยคที่ใช้ได้ประโยคเดียวเท่านั้น~ น้องAntน่ารักมากค้าบบบที่เข้ามาถาม~ Merry X'Masนะจ้ะ~ ***


ติดตาม "เกร็ดภาษาน่ารู้ (Language Tips)" ได้ที่
>>>  รวมมิตร "เกร็ดภาษาน่ารู้ (Language Tips)" และ "อยากพูด - พูดเล้ย (Just Say It)" <<<

Sunday, November 16, 2014

คุณขอมา (Requested Topic) : What time is it?

***This post was since January 9, 2012 on the page "แม่ชมกรให้สอนภาษา" on Facebook.

คุณขอมา (Requested Topic) : เป็นรีเควสที่มาจากน้องหมาป่า ถามมาว่า อ่านเวลาเป็นภาษาอังกฤษยังไง มันงงๆ น่ารักมากน้องหมาป่า ถามมาแบบนี้พี่ชอบตอบ น้องๆคนไหนที่กะลังงงกับเรื่องเวลาเป็นภาษาอังกฤษ มาที่โพสนี้ได้เลย~

ถ้ามีคนมาถามเราว่า "What time is it?" วิธีตอบที่ง่ายที่สุด(เน้นว่าง่ายที่สุด) คือให้ตอบเป็นตัวเลขที่เห็นจากนาฬิกาตัวเอง ณ ตอนนั้น เช่นเวลา 10.15 (10โมงเช้ากับอีก15นาที คนไทยตอบสั้นๆว่า 10โมง15ด้วยเหอะ) ให้ตอบเป็น "It's 10.15." อ่านได้ว่า It's ten fifteen. วิธีการตอบแบบนี้ง่ายที่สุดแล้ว ถามมาอีกว่า อ่าวแล้วมันกลางคืนหรือกลางวันหล่ะเนี่ย!? ตอบแบบง่ายๆคือตอนที่ถามอ่ะ มันตอนกลางวันหรือตอนกลางคืนหล่ะ!? ถ้าตอนกลางวัน งั้นก้อ10โมงเช้า ถ้าตอนกลางคืน ก้อ4ทุ่ม เป็นอันรู้กัน

ส่วนการอ่านเวลาแบบยากๆ(ในแบบของคนที่งงเรื่องการอ่านเวลาอยู่แล้วนะ) จะแบ่งได้หลายแบบ คือแบบ "am/pm (12 hour clock)" กับแบบ "24 hour Clock" ดังต่อไปนี้ :

แบบam/pm(12 hour clock) นี่ก่อนอื่นบอกก่อนว่า ...
AM = ante meridiem คือเวลาหลังเที่ยงคืนถึงเที่ยงวัน
PM = post meridiem คือเวลาหลังเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน

วิธี"เขียน"ของเค้าคือจะเติมไม่amก้อpmตามหลังเวลาเสมอ เช่น 01.00am คือ "ตีหนึ่ง" ภาษาไทย แต่เวลา"อ่าน"เป็นภาษาอังกฤษอ่าน "one o'clock in the morning" แต่ 01.00pm คือ "บ่ายโมง" ภาษาไทย แต่เวลาอ่านเป็นภาษาอังกฤษอ่าน "one o'clock in the afternoon"

06.00am = หกโมงเช้า(ไทย) , six o'clock in the morning (ภาษาอังกฤษ)
06.00pm = หกโมงเย็น(ไทย) , six o'clock in the evening (ภาษาอังกฤษ)

***สังเกตุได้ว่าเวลาอ่านจะต้องมีคำว่า ...in the morning, ...in the afternoon, ...in the evening, ...at night ตามหลังมากำกับด้วยตลอดเวลาเพื่อที่จะบอกว่ามันเช้าสายบ่ายเย็นกลางคืนนั่นเอง

แบบ"24 hour clock" จะสังเกตุได้ว่าตัวเลขบอกเวลาจะเริ่มจาก 00.00-23.59 (เที่ยงคืนไปยันห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที) ตัวเลขทั้ง 24 ตัวจะบอกเวลาได้เองว่าตอนนั้นเช้าสายเที่ยงบ่ายเย็นดึกเป็นต้น เวลาที่ใช้เป็นทางการส่วนใหญ่จะใช้แบบ 24hour clock นี่แหละ ไม่ต้องเติมam/pmให้ยุ่งยาก โดยเมื่อนาฬิกาถึงเที่ยงวันแล้วจะเดินต่อไปที่เลข1ซึ่งก้อคือบ่ายโมง ถ้าเขียนแบบ "24 hour clock" จะเป็น 13.00 เขียนเลขเรียงต่อไปเรื่อยๆจนไปถึง5ทุ่มไทย นั่นก้อคือ 23.00

09.00 คือ เก้าโมงเช้า
13.00 คือ บ่ายโมง(ไทย)
16.00 คือ สี่โมงเย็น
20.00 คือ สองทุ่ม

มาถึงเรื่องที่น้องหมาป่าสงสัย คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่พูดมาทั้งหมดนี้หรอก แต่เป็นเรื่องการอ่านเวลาที่มีคำว่า to,past, a quarter past, a quarter to, half to, half past อะไรพวกนี้มากกว่า พี่เดาถูกมั๊ยน้อง!?

ตามนี้นะน้องหมาป่า ก่อนอื่นเลยมาทำความเข้าใจกับ to,past, a quarter past, a quarter to, half to, half past กันก่อนนะ เอากันแบบไทยๆเลยนะ

to แปลว่า "อีก...จะ..."
past แปลว่า "ผ่าน/เลย...มาแล้ว..."

***a quarter นี่แปลได้อย่างเดียวว่า 15นาที (เฉพาะเรื่องของเวลานะ)
a quarter past แปลว่า "ผ่าน...มาแล้ว15นาที"
a quarter to แปลว่า "อีก15นาทีจะ..."

***half นี่แปลได้อย่างเดียวว่าครึ่ง หรือ30นาที

half to แปลว่า "อีกครึ่งชั่วโมงจะ..." หรือ "อีก30นาทีจะ..."
half past แปลว่า "ผ่าน/เลย...มาแล้วครึ่งชั่วโมง" หรือ "ผ่าน/เลย...มาแล้ว30นาที"

เมื่ิอเอาเข้าตัวอย่างแล้วจะออกมาแบบนี้ ...

A : What time is it?
B : It's 09.50.
***It's nine fifty. เวลา9โมง50นาที
***It's 10 minutes to 10. อีก10นาทีจะ10โมง

A : What time is it?
B : It's 09.15.
***It's nine fifteen เวลา9โมง15นาที
***It's a quarter past nine. ผ่าน/เลย9โมงมาแล้ว15นาที

A : What time is it?
B : It's 09.45.
***It's nine forty-five. เวลา9โมง45นาที
***It's a quarter to ten. อีก15นาทีจะ10โมง

A : What time is it?
B : It's 10.15.
***It's ten fifteen. เวลา10โมง15นาที
***It's a quarter past ten. ผ่าน/เลย10โมงมาแล้ว15นาที

A : What time is it?
B : It's 11.30
***It's half past eleven. เวลา11โมงครึ่ง
***It's thirty minutes to twelve. อีกครึ่งชั่วโมงเที่ยง

พอจะเข้าใจยังน้องหมาป่า? พี่จะตอบดักไว้ก่อนเผื่อมีคนถามว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่ใช้ to เมื่อไหร่ใช้ past!? ตามหลักแล้ว ถ้าเวลามันเลยโมงมาไม่ถึง 30 นาทีก้อให้ใช้ past แล้วถ้ามันเลยโมงมามากกกว่า 30 นาทีแล้วให้ใช้ to แต่ถ้าเอากันจริงๆ จะพูดยังไงก้อพูดกันไปเถอะ เพราะจุดประสงค์คือการบอกเวลา แต่วิธีอ่านที่ง่ายที่สุดคือการอ่านตัวเลขออกไปเลยคับพี่น้องคับ~

น้องหมาป่าคิดว่าเข้าใจรึยัง ถ้าเข้าใจแล้วต้องทำไง รู้ใช่มั๊ย ฮ่าๆๆๆ แต่งมา พี่รออ่านอยู่~ ^^

ติดตาม "คุณขอมา (Requested Topic)" ได้ที่ 
>>> รวมทุกโพสต์ของ "คุณขอมา (Requested Topic)" <<<


Wednesday, November 12, 2014

แนะแนวข้ามทวีป : What's next?

แนะแนวข้ามทวีป : What's next?

แนะแนวข้ามทวีปตอนนี้น่าจะเหมาะกับน้องๆม.6 ที่กำลังจะจบการศึกษาในปีหน้านี้ รวมไปถึงน้องๆม.4 ม.5 ที่เริ่มวางแผนอนาคตกันบ้างแล้ว หรือใครกำลังจะจบปริญญาตรีเร็วๆนี้ก็ได้เหมือนกัน เพราะ "What's next?" ในที่นี้คือ จบแล้วไปทำอะไรต่อนั่นเอง ~

พูดแล้วก็พูดอีกว่าน้องๆที่เกิดมาในยุคนี้โชคดีมากๆ ในเรื่องของการที่โลกย่อขนาดลงมาเล็กนิดเดียวเพราะความเจริญก้าวหน้าของไอทีนี่แหละ ทำให้การสื่อสารไร้ขีดจำกัด การศึกษาก็ไร้ขีดจำกัดไปด้วย พูดถึงเรื่องของการศึกษานี่ สมัยก่อนเท่าที่จำได้ มีแต่โครงการแลกเปลี่ยน AFS ให้น้องๆม.4 ม.5ได้ไปใช้เวลา1ปีเต็มที่ต่างประเทศ ไปดูไปเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติ ประสบการณ์ล้วนๆ

พี่เลยอยากจะบอกน้องๆ เริ่มตั้งแต่ม.4 ม.5 ก่อนว่าให้ลองสมัครทุนแลกเปลี่ยนทั้งหลายแหล่ สมัยนี้ไม่น่าจะมีแค่ AFS อย่างเดียวแล้ว ใครที่เริ่มรู้ตัวเองว่า ชอบชีวิตแบบลุยๆ ไม่กลัวการออกไปสำรวจโลกกว้าง อยากไปเห็นด้วยตาตัวเอง พี่แนะนำให้สมัครทุนซะ เพราะถ้าน้องเกิดได้ไปขึ้นมา มันจะเป็นประสบการณ์ชีวิตแบบหาที่ไหนไม่ได้เลยนะ น้องยังไม่ต้องคิด ว่า โอยยยพี่ คนสมัครเยอะแยะ หนูไม่ได้หรอกค่ะพี่ น้องอาจจะลืมไปอย่างหนึ่งว่า สมัครไป ถือว่ามีสิทธิ์ได้ จะกี่เปอเซนต์ได้ก็ถือว่ามีสิทธิ์ได้ แต่ถ้าไม่สมัครเลย โอกาสเป็นศูนย์นะ จบข่าว หลักการนี้ ขอใช้เฉพาะเรื่องสมัครทุนนะ อย่าได้เอาไปรวมกับเรื่องซื้อลอตเตอรี่ ซื้อหวย แบบมาดักคอพี่ว่า อ่าวพี่ ไม่ซื้อลอตเตอรี่ โอกาสถูกก็เป็นศูนย์เหมือนกันนา เออนะ ย้อนเร๊อะ!? -_-

น้องๆม.6 ตัวเลือกอาจจะไม่เยอะมาก เพราะยังไงซะก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยก่อน แต่สมัยนี้ก็มีทุนเรียนปริญญาตรีเหมือนกัน พี่เห็นผ่านตาเยอะมากกกก เห็นจนแบบว่า อิจฉาเด็กๆสมัยนี้มาก ตัวเลือกเยอะจัด แต่เดี๋ยวนะ น้องๆอย่าเพิ่งเข้าใจพี่ผิด คิดว่าพี่เป็นเด็กเรียน มาเขียนอะไรเรื่องทุนๆนี่ ไม่มีทาง ฮาาาาา ยังรักเล่นแต่เรียนจนจบเหมือนเดิม ตอนเรียนม.ปลาย พี่ไม่ได้มานั่งคิดไรแบบนี้หรอก เล่นไปวันๆขำๆ แต่เมื่อผ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วรู้เลยว่า ถ้าย้อนเวลาได้ การตั้งใจเรียนนี่มันน่าจะสนุกไปอีกแบบนะ ถึงพี่เป็นแอร์ ได้ท่องโลกเองด้วยเนื้องาน แต่ประสบการณ์นักเรียนทุนแลกเปลี่ยนนี่ได้หลายมุมกว่าเป็นแอร์เยอะ อย่างน้อยๆน้องอาจจะค้นพบสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นอยากทำตอนที่อยู่ใน process ของการเติบโตด้วยการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนี่แหละ ใครจะไปรู้

ส่วนใครที่กำลังจะจบมหาวิทยาลัย แล้วยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ ลองสมัครทุนเรียนต่อได้นี่ มีเป็นแบบ Internship ด้วย คือเป็นทุนแบบไปทำงานด้วยเรียนไปด้วย หรือแบบไปทำงานตามสายงานที่เรียนมาอย่างเดียว สมัยพี่อยู่มหาลัย เปิดร้านขายกาแฟขำๆหน้าบ้าน ในพระราชวังสนามจันทร์ ตรงข้ามคอรท์แบตคอรท์เทนนิส มีฝรั่งมาวิ่งๆ วิ่งไปวิ่งมา มาเป็นเพื่อนกันได้ไงไม่รู้ เพื่อนคนนี้เป็นคนอเมริกัน เพิ่งจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ สมัครทุนแบบ Internship มา คือมาเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยอะไรซักอย่างตรงแยกพระประโทน ตรงข้ามวิทยาลัยเทคนิค นครปฐม เข้าไปทางนั้นแหละ นึกชื่อไม่ออกซะแล้!? เพื่อนมาอยู่1ปีเต็มๆ รักเมืองไทยมาก พี่เพิ่งได้เจอเพื่อนคนนี้อีกครั้งเมื่อต้นปีที่แล้ว เค้ากลับมาเมืองไทยอีกครั้ง พาแฟนมาด้วย แฟนเป็นนักกฎหมาย สมกับเป็นอเมริกันฝั่งวอชิงตันดีซี ดูดีมีความคิดสุดๆ ตอนนี้ทั้งสองคนแต่งงานกันแล้ว  เพื่อนฝรั่งคนอื่นๆที่รู้จักพร้อมๆกันก็ไปเดินตามสายที่ตัวเองถนัดกันหมด แต่มีหลายคนมากๆที่มาเจอสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นอยากทำตอนมาแลกเปลี่ยนอยู่เมืองไทยนี่แหละ

แล้วจะไปรู้เรื่องทุนแลกเปลี่ยนนี่จากไหนได้บ้าง? นอกจากป้ายประกาศทุนแลกเปลี่ยนที่มักจะเห็นกันตามโรงเรียนกับมหาลัยแล้ว พี่มีเพจมานำเสนอหล่ะ

"Scholarship.in.th ทุนเรียนต่อต่างประเทศ" เป็นเพจในเฟซบุคนี่แหละ ไปกดไลค์กันได้ แล้วก็ตามข่าวเรื่องทุน
จากทางเพจนี้เอา ขอบอกว่า เยอะมากกกก มีมาทุกวันทุกประเทศทั่วโลก นับถือคนทำมาก ไปหามาจากไหน สุดยอด
ไม่ได้นำเสนอเรื่องทุนอย่างเดียวด้วยนะ บางทีเค้าก็มีเกร็ดเล็กๆน้อยๆมานำเสนอเหมือนกัน ลองไปติดตามกันดู

Scholarship.in.th ทุนเรียนต่อต่างประเทศ 
Link : https://www.facebook.com/scholarshipthai

แนะแนวข้ามทวีปตอนนี้ มาฝากเรื่องทุนแลกเปลี่ยนนี้โดยเฉพาะ เอามาเป็นทางเลือกให้น้องๆลองคิดกันดูเน้อ
หวังว่าคงจะมีซักคนสองคนที่คิดจะลองเปลี่ยนชีวิตตัวเองดูกับการสมัครทุนพวกนี้ ขอให้โชคดีนะทุกคน ~  ^_^  

Tuesday, October 21, 2014

แนะแนวข้ามทวีป : Better Planet VS. Better Kids

แนะแนวข้ามทวีป : Better Planet or Better Kids

เวลาทำไฟลท์ข้ามคืนกลับมาเช้าๆนี่ สมองตื่นตัว ตาค้าง อย่านอนมันเลย มาป่วน เอ้ย มาปั่นงานดีดีๆที่ "ดูเหมือน" จะไร้สาระกันดีกว่า จริงๆบทความตอนนี้ เอาไปอยู่ในคอลั่มคำคมวันละนิดจิตแจ่มใส (A Quote A Day) ก็ได้นะ แต่บังเอิญว่ามันโยงมาพูดถึงน้องๆวัยสะรุ่นอนาคตของชาติไทยได้มากกว่าเยอะ พี่ลิงเลยขอจัด!!!~

กับหัวข้อแนะแนวข้ามทวีปวันนี้ เป็นโต้วาทีย่อมๆ "Better Planet or Better Kids" แปลได้ง่ายๆว่า "โลกที่ดีกว่า หรือ เด็กที่ดีกว่า" นั่นเองงงง แรงจูงใจในการเขียนมาจากรูปภาพของคำคมที่เห็นอยู่ข้างล่างนี่แหละ เค้าบอกว่า "We talk so much about leaving a better planet to our kids, that we forget about leaving better kids to this planet." พี่เชื่อว่าน้องๆแปลกันเองได้แน่นอน ชิมิ!? ว่า "เราชอบพูดกันอยู่ตลอดเวลาเรื่องการอนุรักษ์โลกเอาไว้เพื่อเด็กๆในอนาคต เลยลืมที่จะนึกถึงว่าควรจะสร้างเด็กดีๆเอาไว้เพื่อโลกนี้บ้าง"

แนะแนวข้ามทวีปตอนที่แล้ว พี่พูดถึงเรื่องหลักๆคือเรียนให้จบ และการคบเพื่อนให้ดี น้องๆม.6ที่กำลังจะจบต้นปีหน้านี้ ไม่รู้มีกี่คน รู้แต่มีแน่ๆคนนึงที่จะต้องมีความสนใจเรื่องการอนุรักษ์ทั้งหลายแหล่ ทั้งอนุรักษ์สัตว์ป่า ต้นไม้ ลำธาร ติสต์มากน้อง พวกรักธรรมชาติ เรียนจบไป ไปอยู่พวกเดียวกับกลุ่ม Green Peace, UN,  NGO*ที่น่ายกย่องทั้งหลาย คนพวกนี้จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้เดินไปตามธรรมชาติของโลกที่ควรจะเป็น ประสานความร้าวฉานของตัวธรรมชาติไปจนถึงตัวมนุษย์ รวมถึงน้องๆบางคนที่เรียนไปเรียนมาแล้วหลงใหลในการเป็นอาจารย์ รักการสอน สุดท้ายไปเรียนต่อด้านการเป็นอาจารย์ เพื่อกลับมาสอนเด็กรุ่นหลัง ปิดทองหลังพระของแท้ ใครที่คิดจะเป็นครูเป็นอาจารย์ในอนาคต พี่ขอให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองตลอดลมหายใจของน้องเลย สาธุ แต่ขอย้ำว่า อาชีพทุกอาชีพ ไม่เว้นแม่แต่แม่บ้านดูแลลูกดูแลสามีก็มีบทบาทช่วย Better Planet กับ Better Kids อย่างแรง

ออกแนวไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันรึเปล่าเนี่ย!? จะอนุรักษ์โลกดี หรือว่า สร้างเด็กดีๆทิ้งไว้ให้โลกดี ให้พี่เลือกให้พี่คิด พี่ขอเลือก "Better Kids" เพราะถ้าเด็กไม่ได้เติบโตมาด้วยความใฝ่ดี คิดดี ทำดี ไอ้เรื่องที่จะมาคิดว่าจะอนุรักษ์โลกนี่มันจะมาจากไหน!? ถ้าตอนเด็กๆ ประถม มัธยม น้องๆไม่ได้ถูกสอนมาให้รักที่จะเป็นคนดี คิดดี ทำดี พี่ก็ชักไม่แน่ใจว่าโลกยุคปี 2025 มันจะออกมาแนวไหน!? นี่แค่ประเทศไทยนะ ยังไม่รวมถึงเพื่อนร่วมโลกอีกหลายร้อยประเทศ ต้องขอบอกว่าชีวิตช่วงวัยมัธยมนี่แหละ เป็นช่วงฟักตัวของทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของน้องๆในอนาคนอันใกล้ ใครที่คิดว่าไม่เกี่ยว รอไปอีก 15-20 ปีข้างหน้า ให้กลับมาคิดใหม่ดีๆ ว่าชีวิตที่ได้มาอยู่ทุกวันนี้เริ่มมาจากตรงไหน

ฺBetter Kids ของพี่ในที่นี้ คือ เด็กไทยที่เป็นไทยแท้ๆ ไทยแท้ๆไม่ได้หมายความว่าไทย-จีนไม่ได้ ครึ่งไทยไม่ได้ แต่ไทยแท้ที่ใจ แท้ที่ความเป็นคนไทยแบบคนไทยจริงๆ ให้พี่เขียนอีกกี่ทีพี่ก็จะพูดแบบเดิม "คนไทยมีดี แต่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีดี" ไอ้เอกลักษณ์ความเป็นไทยนี่แหละคือข้อดี ชาติไหนที่ว่าดี อย่างเกาหลีสุดใจขาดดิ้นที่พี่รักนักรักหนา ก็สู้ความเป็นคนไทยไม่ได้หรอก แล้วพี่ก็สนใจแค่ดนตรีของเค้าอย่างเดียวนั่นแหละ น้องเรียนให้จบ แล้วถ้ามีโอกาสได้ไปเรียนต่อเมืองนอก สอบชิงทุน จะไปอยู่ประเทศไหนก็แล้วแต่ แล้วน้องจะเข้าใจว่าพี่หมายความว่าอย่างไร

ใครอ่านแล้วจำได้แม่นๆตอนที่แล้ว พี่พูดถึงว่าสมัยน้องๆตอนนี้ ยังยกมือไหว้ผู้ใหญ่ เดินก้มตัวเมื่อเดินผ่านผู้ใหญ่กันอยู่รึเปล่า ก็เพราะในอนาคต หากน้องเรียนจบ มีโอกาสได้มาทำงานนอกประเทศ น้องจะได้เจออะไรที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่...อะไรก็ไม่แปลกเท่าเจอคนไทยด้วยกันเอง เชื่อมั๊ย!?

อะไร ยังไง!? พี่ขอยกตัวอย่างเรื่อง "การไหว้" พี่นี่นะ ชอบไหว้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเรา ไหว้เพราะเคารพ ไหว้เพราะนับถือ ไหว้เพราะพี่เป็นคนไทย พี่ไม่ใช่พม่าเผาเมือง พี่เติบโตมากับปู่กับย่า เพราะฉะนั้น การเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่ควรกระทำ เมื่อนานมาแล้ว เคยมีลูกเรือคนไทยนี่แหละ อายุน้อยกว่าพี่6-8ปี ไม่เรียกพี่ว่า พี่ เรียกชื่อเฉยๆ หนักๆเข้าถึงขั้นเรียก E นำหน้าชื่อพี่ อืมมม ขอบใจ สรุปคืออยากอายุเท่ากัน!? หนักเข้าไปอีก เมื่อการบินไทยได้ไปพักโรงแรมเดียวกับสายการบินพี่ที่ลอนดอนอยู่พักนึง พี่ยกมือไหว้พี่ๆแอร์การบินไทยนะถ้าเค้ารู้เค้าเห็นว่าพี่เป็นคนไทย แอร์การบินไทยนี่ผู้ใหญ่เยอะนะ เราเป็นเด็ก ยกมือไหว้พี่เค้า จะรู้จักไม่รู้จัก มันผิดตรงไหน!? พี่เคยได้ยินเพื่อนลูกเรือคนไทยพูดถึงประเด็นเรื่องไหว้ไม่ไหว้ ทำไมต้องไหว้!? อ่าววววว ใครยกมือไหว้นี่รู้เลยว่าถูกเลี้ยงมาแบบไหน ใครไม่ยกมือไหว้ ไม่เรียกพี่ แต่เรียกคำอื่นที่เทียบเท่าได้ว่าพี่ อย่างคำว่า เจ๊ แบบนี้ถือว่าเค้าก็เคารพอยู่ในระดับนึง ใครยกมือไหว้แบบขอไปที อะไรแบบนี้ ดูรู้หมด เคยได้ยินเพื่อนๆลูกเรือคุยกันถึงการพูดการจาของลูกเรือไทยสายการบินพี่บางคนกับแอร์การบินไทยที่ลอนดอนแล้วลมจะจับ พี่ขอไม่เล่ารายละเอียด เพราะอาจะกระทบถึงใครหลายๆคนในที่นี้ แต่พี่มั่นใจว่าแอร์ไทยที่นี่"ส่วนใหญ่"เป็นคนมีจิตใจดี โอบอ้อมอารี รักและเคารพผู้ใหญ่ คำถามคือ ถ้าน้องๆแอร์ไทยรอยด่างพวกนั้นมีความเป็น "better kid" ตั้งแต่ยังเด็ก โตมา จะเป็นแบบนี้มั๊ย!?


Better Kid คือการซึมซับเอาสิ่งดีๆจากผู้ใหญ่ หรือจากคนรอบข้างที่เราได้ประสบพบเจอ เพื่อที่เราโตขึ้น จะได้เป็นตัวขับเคลื่อนโลกต่อไป ง่ายๆแค่นั้นแหละน้อง ถามว่าทำไมพี่ต้องเน้นเยอะมากเรื่องพวกนี้ เพราะว่ามันเป็นรากเหง้าของเรา มันเป็นพื้นฐานง่ายๆแบบ common sense* เราเป็นคนไทย ถ้าเราไม่รักษาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอะไรนี่เอาไว้ แล้วจะให้ต่างชาติมาสืบสานต่อแทนว่างั้น!? ใครมีญาติเป็นแอร์เบสอยู่ต่างชาติ พี่ท้าให้ไปถามว่า คนต่างชาติพูดถึงคนไทยไว้ว่าอย่างไรในสายตาพวกเค้า 100ทั้ง1,000,000 เค้าชื่นชม เค้าทึ่ง ถึงความเป็นคนไทยๆนี่แหละ น้องเอ้ย ในชีวิตน้องจะไม่มั่นใจเรื่องอะไรก็ตาม แต่น้องต้องมั่นใจความเป็นคนไทยของน้องนะ ภาษาอังกฤษ ไม่เก่ง ไม่ชัด ไม่คล่อง แต่ขอโทษนะค๊ะ เพราะประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครค่ะ จบนะ ~

แล้วถ้าไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ให้น้องได้เรียนรู้ ได้ไว้เคารพนับถือ ได้ไว้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร น้องจะใช้ชีวิตยังไง โอเค เดินเองได้ ลองมันทุกอย่างเองได้ แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างในโลกใบนี้มีคนทำเอาไว้แล้วทั้งนั้นไม่ว่าเรื่องอะไร แล้วน้องจะไปทำซ้ำทำไม!? เรียนรู้จากผู้ใหญ่ง่ายกว่ามั๊ย!? ประสบการณ์สะเทือนใจครั้งล่าสุดของพี่ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้วงเวียนชีวิตมนุษย์ ฟังดูมันง่ายๆพื้นๆไม่มีอะไร แต่ถ้าใครรู้สึกได้ จะรู้ว่าพี่หมายถึงอะไร ขากลับจากพักร้อนครั้งล่าสุดที่เมืองไทย อาของพี่บังเอิญขึ้นไฟลท์มาบาห์เรนไฟลท์เดียวกับพี่พอดีเลย อาของพี่คนนี้ เป็นอาแท้ๆที่เป็นน้องชายคนเล็กของพ่อพี่เอง จำได้ว่าตอนเด็กๆอาชอบแกล้งมาก อาเป็นคนขี้เล่น อารมณ์ดีสนุกสนาน ชอบจับพี่โยนขึ้นไปบนฟ้า ดูน่าสนุกสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับลิงตอนยังเด็กอย่างพี่ มันน่าสยองขวัญมาก มาวันนี้ อามีอายุแล้ว ถึงแม้จะยังดูแข็งแรงยังเฟี้ยวอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ ณ วินาทีนึงบนเครื่องบินที่นั่งข้างๆกัน มืออาที่เอื้อมมือไปจับช้อนพลาสติกกินข้าว มืออาสั่น มันเป็นแค่แว่บๆที่เห็น แต่มันทำให้พี่ต้องสังเกตุอามากขึ้น แล้วก็ต้องใจหายว่าถึงแม้อาจะยังเหมือนเดิม แต่ร่างกายและเรี้ยวแรงอาไม่เหมือนเดิม มันทำให้พี่เศร้า แล้วก็ทำให้พี่คิดได้ในเวลาเดียวกัน ว่า เราทำอะไรตอบแทนผู้หลักผู้ใหญ่ได้บ้าง ในที่นี้ไม่ต้องถึงขนาดต้องเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เข้ามาสอน คอยตักเตือน ให้คำแนะนำทุกอย่าง สำหรับน้องๆตอนนี้น่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย  ขอให้น้องๆเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ในทุกช่วงชีวิตของน้องๆให้ดี ผู้หลักผู้ใหญ่ทุกท่านเป็นหลักให้น้องๆ ณ ตอนนี้ แต่ ณ วันนึง ตัวน้องเองจะกลายเป็นหลักให้ท่านเหล่านี้นะ

ที่ต้องเน้นนักเน้นหนาเรื่องความเป็นคนไทย เพราะอะไร รูปเจ้าเด็กข้างล่างนี่ น่าเบิรด์กระโหลกมั๊ย ฟันธงเลยว่าเด็กไทยเป็นแบบนี้แค่10% แต่เด็กชาติอื่น ขอเน้นว่าเป็นเด็กชาติแขกอาหรับ เป็นแบบนี้ 90% พ่อแม่คนไทย เน้นว่าส่วนมาก เลี้ยงลูกเป็น พี่เชื่อว่า "เลี้ยงลูกเป็น" เด็กแขกที่นี่ กินชากาแฟตั้งแต่อายุ2ขวบ ย้ำว่า2ขวบ เที่ยงคืนตี1 มาเดินเล่นที่สวนสาธารณะกับพ่อแม่ อะไรไม่ได้ดั่งใจจะแหกปากกันข้ามทวีปเลยทีเดียว เห็นแล้วก็นะ หันหน้าขึ้นฟ้า ยกมือขึ้นพนม แล้วพูดว่า "ขอบคุณสวรรค์ที่พาอิชั้นให้มาเกิดเป็นคนไทย"

ในรูปยังบอกอีกว่า "Educate your children. Say No to them every once in a while*." คือ ให้สั่งสอนลูกตัวเองเสียบ้าง โดยการไม่ตามใจเค้าไปเสียทุกครั้ง หน้าเจ้าเด็กนี่ มันหน้าเด็กแขกเวลาถูกขัดใจชัดๆ แล้วพ่อแม่แขกส่วนใหญ่ไม่ทำอะไร ปล่อยร้องไปลั่นเมืองลั่นเครื่อง ไม่ก็ยอมทุกอย่างจนเด็กจะกลายเป็นหัวหน้าแกงค์มาเฟียประจำบ้านไปและ พ่อแม่คนไทย ถ้าไม่ตี ดุสั่งสอน ก็ต้องมีวิธีปราบได้แน่นอน

แต่ถึงยังไง ทั้ง better kid กับ better planet ต้องทำควบคู่กันไปอย่างแน่นอน เหมือนเป็นคลื่น ใหม่มาเก่าไป พี่ขอให้น้องๆที่จะเติบโตมาเป็น better kid สร้าง better planet ให้ตัวเองและคนรุ่นต่อๆไปได้มีสภาวะแวดล้อมและสังคมที่ดี อย่างน้อยขอให้เกิดในเมืองไทย ในสังคมที่น้องๆจะต้องไปอยู่เมื่อเรียนจบกันนะ!!! ^_^ อ่ะ วันนี้เรามาดราม่ากันแค่นี้ก่อนนะ รู้เลยเพื่อนบางคนอ่านมาถึงตอนนี้ต้องบ่นออกมาว่า "จบเหอะลิ๊งงง" ~



*NGO คือ Non-Governmental Organization เป็นองค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือเอกชนใดๆ คือเป็นองค์กรที่ทำเพื่อสังคมส่วนรวมซะมากกว่า

*Common sense คือ สามัญสำนึก อย่างเช่น พี่น้องชวนกันไปขับรถเล่นกินลม ขับไปกินขนมไป กินขนมเสร็จ น้องถามพี่ว่า พี่ๆโยนซองขนมทิ้งลงบนถนนได้มั๊ย พี่มองหน้าน้องแล้วพูดว่า "Use your common sense." ในที่นี้คือแปลได้ว่า ก็ลองคิดเอาเองสิว่ามันสมควรมั๊ย
Common sense แบบเพิ่มเติม http://dict.longdo.com/search/common%20sense

*once in a while คือ นานๆที ไม่ใช่นานๆถี่นะ ตัวอย่างเช่น เพื่อนถามว่านี่ยูไปเล่นฟิตเนสบ่อยมั๊ย How often do you go to the gym? ตอบว่า นานๆไปที ตอบแค่ "Once in a while" เลยก็ได้ หรือ "Not often at all, just once in while." ก็ได้เหมือนกัน แปลว่า ไม่บ่อยเลย นานๆไปที