Wednesday, March 25, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................


แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone

ใครที่ชอบติดตามข่าวสารต่างประเทศอยู่บ่อยๆ อาจจะพอรู้มาบ้างแล้วว่าช่วงหลายปีมานี่ ประเทศแถบตะวันออกกลางมีทั้งสงครามกลางเมือง ระหว่างเมือง กระจายกันเป็นวงกว้างจนเกือบจะทั่ว Middle East แล้ว และล่าสุดกับสงครามระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งกลุ่มผู้ก่อการร้ายน้องใหม่มาแรงแซงโค้งพวกรุ่นพี่ๆทั้งหลาย เป็นกลุ่มที่ถือได้ว่าโลกต้องจับตามองกันเลย เพราะน้องใหม่กลุ่มนี้เน้นจุดขายที่การปลิดชีวิตคนทิ้งแบบไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆเฉกเช่นที่มนุษย์โลกควรจะเป็น หรือภาษาพื้นบ้านว่า "ไม่ใช่คน" นั่นเอง ไม่ใช่คนแล้วเป็นอะไร!? ตอบได้แบบลิงๆว่าเป็นการใช้ชีวิตตามหลักจิตวิทยาขั้นสูงสุด โดยการยินยอมให้ Devil เข้าครอบงำทุกสิ่งในตัวเอง จบข่าว


เอ่ออออ...อ แต่ "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone ของพี่นี่ ไม่ได้เกี่ยวไรกับสงครามของประเทศแขกๆนี่เลยซักนิดส์ A War Zone ในที่นี้คือสงครามระหว่าง Mental กับ Physical ของตัวเราเองเวลาเราไปบินในวันๆนึงต่างหาก ออกแนว "challenge" นิดๆ ประเด็นคือหากเราจัดการชีวิตการบินของเราได้ไม่ดี ตรงนี้แหละที่จะนำไปสู่ A War Zone ภายในร่างกายของเราอย่างแท้จริง

ชีวิตของคนปกติธรรมดาทั่วไป การกินการนอนเป็นไปตามธรรมชาติถูกมั๊ย ในที่นี้คือตื่นมาตอนเช้า กินข้าวเช้า ออกไปทำงาน พักกินข้าวเที่ยง เลิกงานกลับบ้าน กินข้าวเย็นแล้วก็เข้านอน ใครทำงานเป็นกะ กะเช้ากะบ่ายกะกลางคืน ก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตโดยเฉพาะการกินการนอนที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือการทำงานอยู่บนภาคพื้นดินที่อุณหภูมิปกติ ระดับความดันในร่างกายปกติ แต่งานแอร์เนี่ย ทุกอย่าง "upside down" นะน้อง

มาเริ่มกันที่ด้าน Physical กันก่อนเลย ทั้งการกินการนอน เวลาปกติที่คนธรรมดาเค้านอนกัน พวกพี่ไปบิน เวลาเค้าตื่นกัน พวกพี่เพิ่งจะได้นอน ยกตัวอย่างตารางบินที่ต้องไปค้าง 1 คืนเป็นอย่างต่ำตามประเทศต่างๆ เรียกกันว่า "night stop" หรือ "lay over" (บางสายการบินอาจมีคำเรียกแบบอื่น) ไฟลท์ที่ออกจากเบสตอนเย็นๆหรือตอนกลางคืน แล้วกลับมาอีกทีตอนเช้าหรือใกล้เที่ยงของวันถัดไป ไฟลท์พวกนี้เรียกกันว่า "night flight turn around" ไฟลท์ทั้ง 2 แบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นไฟลท์ที่ออกจากเบสตอนเย็นๆหรือตอนกลางคืน แล้วต้องบินกันข้ามคืน Flying time ก็ว่ากันไป มีตั้งแต่ 30 นาที ไปยัน 9-10 ชั่วโมง บางสายการบินไปไกลหน่อย อาจะถึง 15 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ก่อนจะไปบินไฟลท์พวกนี้ก็ต้องนอนพักเอาแรงก่อนบินถูกมั๊ย ใครที่นอนได้ตลอดเวลา ประเภทอยู่ที่ไหนเมื่อไหร่ก็นอนได้ คือหลับสั่งได้ว่างั้น แบบนี้คือโชคดีมากกกก ถ้ามาเป็นแอร์ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการนอนซักเท่าไหร่ แต่ถ้าใครที่มีปัญหาในการนอน นอนยากนอนเย็น นอนได้เฉพาะเวลากลางคืนแล้วตื่นตอนเช้าแบบที่คนธรรมดาเค้าเป็นกัน แบบนี้อาจจะมีปัญหานิดหน่อย เพราะน้องจะจัดเวลานอนยังไงหล่ะ ตื่นมาตอนเช้า 7 โมง แต่ 6 โมงเย็นวันนั้นรถจะมารับน้องไปบินแล้ว กลับมาจากบินอีกทีเร็วสุดคือ 6 โมงเช้าของวันถัดไป กว่าจะถึงที่พักอย่างต่ำก็ 7 โมงครึ่งโดยประมาณ สรุปแล้วคือน้องจะต้อง stay awake หรืออดหลับอดนอนรวมแล้วอย่างต่ำคือ 24 ชั่วโมง เทียบกับเวลาของคนปกติธรรมดาที่ีจะ stay awake เป็นเวลา 16 ชั่วโมงใน 1 วัน จะทำงานหรือจะเรียนหนังสือก็แล้วแต่ ที่เหลือ 8 ชั่วโมงคือการนอนหลับพักผ่อน รวมแล้วเป็น 24 ชั่วโมงถูกมั๊ย

และด้วยความบ้าระห่ำของตารางบินในบางเดือนของบางสายการบิน น้องอาจจะต้องบินกระหน่ำซัมเม้อเซล ถึงขนาดต้องมานั่งคิดกันเลยว่านี่พวกเราเป็นคนหรือเป็นแวมไพร์ เพราะน้องอาจจะเจอ "night flight turn around" แบบ 3 คืนติดกันเลย ตอนกลางคืนออกหากิน เอ้ย ออกไปบิน เช้าพระอาทิตย์ขึ้นถึงกลับมานอนทั้งวัน ตกกลางคืนไปบินใหม่ ชีวิต repeat อยู่อย่างนี้ 3 คืนติด แบบนี้ไหวมั๊ย!? ยังไม่จบ เมื่อพ้นคืนที่ 3 ไปแล้ว เช้าตรู่วันถัดไป น้องจะต้องไปบินไฟลท์เช้าที่ต้องตื่นแบบเช้ามากกกกกก คำถามของพี่คือ น้องจะจัดการนอนยังไงให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนเพียงพอโดยที่ไม่ป่วยเลย นี่คือ "Physical Challenge" อย่างหนึ่งของงานแอร์

เวลาพวกพี่ทำงานอยู่ที่ระดับความสูง 30,000 feet and above ร่างกายคนเราก็ต้องมีการปรับความดัน คือสาเหตุที่ว่าทำไมพวกเราถึงมีอาการตัวบวม มือบวมเท้าบวมเมื่ออยู่บนไฟลท์ สังเกตุถุงขนมพวกมันฝรั่งทั้งหลายเวลาอยู่ที่ความสูงระดับนั้น ถุงจะบวมเป่ง พวกลูกเรือบางทีไม่มีอะไรเล่นก็จะเอาเข็มกลัดป้ายชื่อตัวเองมาเจาะเล่นซะ สะใจ แล้วคิดดูคนเราตัวบวมๆจะเอาเข็มมาเจาะระบายความดันได้เร๊อะ!? คนเป็นผู้โดยสารหน่ะอาจจะไม่ได้บินทุกวัน ตัวเลยไม่ได้บวมๆแฟ่บๆเหมือนลูกเรือหรอก

พูดถึงความดันของร่างกายคนเราเวลาอยู่ในไฟลท์ พี่มีเกร็ดความรู้เล็กๆที่อยากจะแชร์นิดหน่อยสำหรับคนที่อยากเป็นแอร์ เวลาเราไปบินแต่ละครั้ง พอเครื่องลงแตะถึงพื้นแล้ว พอกลับมาถึงที่พักหรือโรงแรม ต้องรอกี่ชั่วโมงถึงจะอาบน้ำได้ ใครรู้บ้าง? พี่เคยถามกัปตันหลายคน หัวหน้าลูกเรือที่ซีเนียร์มากๆบินมา20กว่าปีก็หลายคน แต่คำตอบที่ได้ไม่เหมือนกันเลย บ้างว่าต้องรออย่างต่ำ 2 ชั่วโมงถึงจะอาบน้ำได้ บ้างก็ว่า 4 ชั่วโมง บ้างก็ว่า 6 ชั่วโมง มีทุกตัวเลขเลย ทำไมถึงอาบน้ำไม่ได้เลยทันทีหลังจากกลับจากบินแล้ว!? ผู้โดยสารธรรมดาทั่วไปไม่ได้บินทุกวัน แบบนั้นไม่เป็นไร พี่พูดถึงแอร์ที่ต้องบินขึ้นลงทุกวัน แบบข้ามวันข้ามคืน ความดันในร่างกายผันผวนเสียยิ่งกว่าหุ้นขึ้นลงอีก การอาบน้ำเลยทันทีอาจมีผลกระทบบางอย่างต่อเส้นเลือดได้ นานๆทำทีไม่เป็นไร แต่ถ้าเล่นทำทุกครั้งที่กลับมาจากบินนี่คือไม่เวิคแน่นอน ดูได้เลยเส้นเลือดฝอยที่น่องขา เป็นสัญญาณบอกอะไรบางอย่าง

นอกจากเรื่องอาบน้ำแล้วก็ยังมีอีก 2 เรื่องที่ควรรู้ไว้ใช่ว่า ใครเป็นแอร์ที่บินไปพักใหญ่จนถึงบินมานานแล้วจะรู้ดี สังเกตุดีๆทำไมผมร่วง ผมเริ่มน้อยลง ใครมาบ่นเรื่องผมน้อยกับพี่นี่พี่ยิงคำถามกลับไปทุกคน ว่าลงจากไฟลท์แล้วถึงบ้านอาบน้ำสระผมเลยรึเปล่า มากกว่า 90% ตอบกลับมาเลยว่า "ใช่" แถมบ่นมาด้วยว่า ไม่อาบน้ำสระผมได้ยังไง เพราะไฟลท์บางไฟลท์นี่โอ้ววววววว ทั้งกลิ่นทั้งแบคทีเรีย เชื้อโรคต่างๆ มันไม่ได้อ่ะ ต้องอาบต้องสระ นั่นแหละประเด็น ใครที่ชอบสระผมทันทีหลังจากกลับจากบินแล้วนี่ ผมร่วงแน่นอน สาเหตุก็ไม่พ้นเรื่องความดันในร่างกายที่ยังปรับไม่ทัน กับคุณภาพน้ำที่ใช้สระผม(เน้นว่าเฉพาะเบสแถบตะวันออกกลาง เพราะมันคือน้ำทะเลดีๆนี่เอง) ต้องเลือกเอานะ ถ้ารอไม่ได้ ก็ให้ทำความสะอาดในส่วนที่ควรต้องทำ อย่างล้างมือล้างหน้าล้างเท้าล้างจุดสำคัญ แปรงฟันแล้วไปนอนซะ ตื่นมาแล้วค่อยสระ เห็นแน่นอนความแตกต่าง ส่วนคนที่แพ้น้ำมากๆ จะซื้อน้ำกินเอาไว้เป็นขวดๆเอาไว้ล้างผมเป็นน้ำสุดท้ายหลังสระผมเสร็จ ไล่พวกเกลือพวกอะไรต่างๆในน้ำที่เราแพ้หน่ะ เห็นว่าได้ผลดีอยู่นะ อีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าใครๆก็รู้ ว่า ถ้าลงจากไฟลท์แล้วจะไปดำน้ำเลยไม่ได้ อันนี้อันตรายถึงชีวิตนะ เพราะเรื่องความดันอีกเหมือนกัน จากสูงสุดบนฟ้าดำดิ่งลงไปจุดต่ำสุดของน้ำทะเล ไม่ไหวมั๊ง ใครชอบหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องพวกนี้ แนะนำให้ถามอากู๋รู้ทุกเรื่อง Google นั่นเอง

พี่จำไม่ได้แล้วว่าไปอ่านข้อมูลนี้มาจากไหน แต่มีข้อมูลออกมาว่า ในต่างประเทศอย่างอเมริกา(ถ้าจำไม่ผิดนะ) คนที่เป็นแอร์มาแล้วมากกว่า 4 ปี ไม่สามารถเป็นพยานในชั้นศาลได้ เหตุเพราะคนเป็นแอร์ที่บินมามากกว่า 4 ปี มีชีวิตแบบ repeated routine คือบินขึ้นลงซ้ำๆ อาจจะหลงลืมว่า เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นวันไหนเวลาไหนกันแน่ เพราะทุกวันคือเหมือนกันนั่นเอง ความจำเรื่องเวลาและวันที่อาจจะสับสนได้ นี่คือเฉพาะการเป็นพยานในชั้นศาลเท่านั้นนะ ที่ต้องใช้ข้อมูลแม่นยำในการตัดสินความผิดถูกของคดี ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการใช้ชีวิตปกติธรรมดาของการเป็นแอร์แต่อย่างใด พี่ไม่แน่ใจกฏหมายเมืองไทย ใครมีเพื่อนเป็นนักกฏหมายก็ลองไปสอบถามกันเองเองก็แล้วกันนะ 

Physical Challenge อีกเรื่องคือเรื่องสุขภาพ(Health)ที่สำคัญมากกับชีวิตการเป็นแอร์ ทำไมถึงสำคัญ ก็ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง บิน 3 วัน ป่วย 4 วัน น้องคิดว่าน้องจะบินต่อไปได้นานแค่ไหน หรือถ้าพูดแบบหลักธุรกิจการบินคือ สายการบินจะเก็บน้องไว้ได้นานแค่ไหน? เพราะอย่างที่พี่เคยพูดไว้ในตอนที่แล้ว ว่าบางสายการบินหน่ะ เห็นลูกเรือเป็น "asset" คือเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่าเป็นหน้าเป็นตาของสายการบิน แบบนี้เค้าจะดูแลเราดี ป่วยก็ป่วยไป ไอ รอ ยู ได้ หายเร็วๆนะ แต่กับบางสายการบินที่เห็นลูกเรือเป็นแค่ "number" คือเป็นแค่ตัวเลข ไม่ได้มีค่าอะไร แข็งแรงก็ทำงานไป ป่วยบ่อยไปพอถึงเวลาต่อสัญญาก็อาจจะมีปัญหาได้ คิดจะเข้าสายการบินไหนให้หาข้อมูลดีๆ แต่ไม่ว่าน้องจะเข้าสายการบินไหน น้องได้อย่างเสียอย่างแน่นอน เช่น สายการบินดีดูแลลูกเรือดี เงินดี แต่เพื่อนร่วมงาน กับ environment ในการทำงานไม่ดี หรือสายการบินไม่ดี เงินก็พอได้ แต่เพื่อนร่วมงานกับ environment ในการทำงานดี เลือกเอาเองนะ อยากได้แบบไหน 

ถ้าถามพี่นะ บอกได้เลยว่าพอมาขึ้นบินแล้ว ช่วงแรกๆอาจจะฟิต ร่างกายตื่นตัวกับสไตล์การใช้ชีวิตแบบใหม่ จะบินข้ามทวีปข้ามคืนไม่ได้นอน 2 วัน 3 วันติดแบบนี้ชิวๆ บินไฟลท์ข้ามคืนที่อดหลับอดนอนมา พอถึงโรงแรมที่พักก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดออกไปซ่าได้เลย ไม่ต้องนอนพักอะไรทั้งนั้น เพราะเวลามีน้อย ต้องใช้สอยอย่างประหยัด แต่ถ้าบินไปนานๆอย่างต่ำ 4 ปี destination เดิมๆ ผู้โดยสารเดิมๆ สารการบินกับการจัดการการบริหารแบบเดิมๆ บวกกับสไตล์การใช้ชีวิตที่ upside down ทั้งเรื่องของอาหารการกิน การพักผ่อน การใช้ชีวิตส่วนตัว พวกนี้อาจมีผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างรุนแรง บินๆป่วยๆให้น่ารำคาญใจ ถามว่าทำยังไงให้ร่างกายแข็งแรงในขณะที่ยังเป็นแอร์อยู่ อันนี้ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน เกิดมาแบบนี้ อยากใช้ชีวิตแบบนี้ อยากใช้ร่างกายแบบนี้ ก็นานาจิตตัง เพราะเวลาจะเป็นตัวบอกเอง ว่าร่างกายที่เราอาศัยอยู่จะไปไหวกับเราหรือไม่ ใครที่คิดว่าจะมาบินขำๆเอาประสบการณ์แค่ปี2ปี ไม่ต้องซีเรียสมากเรื่องสุขภาพ เชิญใช้ชีวิตให้เต็มที่และสุดๆไปเลย แต่ถ้าใครที่คิดจะอยู่นานมากกว่า 4 ปี อันนี้ควรต้องคิดหนักหน่อยมั๊ย เพราะจะมาใช้ชีวิตตามใจฉันแต่ร่างกายรับไม่ไหวอะไรแบบนี้ก็ไม่ได้นะ 

มีเพื่อนลูกเรือทั้งคนไทยและต่างชาติมาบ่นให้ฟังเยอะ ป่วย ไม่สบาย บินแล้วเหนื่อย อะไรแบบนี้ ถามว่าใช้ชีวิตยังไง สูบบุหรี่กินเหล้าเที่ยวกลางคืนก่อนมีบินมั๊ย? อาหารการกินจัดการยังไง? ข้าวเช้ากินมั๊ย? น้ำดื่มวันละกี่ขวด? ออกกำลังกายบ้างมั๊ย? รัวเป็นชุด คำตอบที่ได้กลับมาเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยทั้งนั้น ทั้งสูบบุหรี่กินเหล้าเที่ยวกลางคืนกลับมานอนไม่กี่ชั่วโมงแล้วไปบิน ข้าวเช้าไม่กิน ไม่แพลนเรื่องการกินการนอน น้ำไม่ชอบกิน ไม่ชอบออกกำลังกาย เอานะ คิดจะบินกี่ปีนะ 2 - 4 ปี? โอเค "Enjoy your life" แต่ถ้ายังไม่รู้จะบินถึงเมื่อไหร่? อันนี้ให้กลับไปคิดกันเอาเอง เพราะร่างกายของตัวเอง ป่วยเองเจ็บเอง สายการบินไม่ได้แบกรับความเจ็บด้วย ถ้าน้องคิดจะมาเบสไกลบ้านไกลเมือง ไม่มีคนดูแล เพื่อนก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา ก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองระดับนึงนะ

มาถึงเรื่องของ Mental Challenge ที่สำคัญไม่แพ้ Physical Challenge เพราะถ้าบินๆไปแล้วจิตหลุด น้องจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป? อ่านถูกแล้ว "จิตหลุด" สาเหตุคงไม่พ้นเรื่องการที่น้องต้องเจอคนหลากหลายสายพันธุ์และเชื้อชาติในแต่ละวัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ผู้โดยสารนะ ลูกเรือหรือเพื่อนร่วมงานก็รวมอยู่ด้วย พี่ไม่แน่ใจสายการบินที่เบสไทยทั้งหลาย ดูท่าแล้วส่วนใหญ่จะเจอแต่ผู้โดยสารสติดี พูดจารู้เรื่อง สื่อสารกันได้ ออกแนวศิวิไลซ์(civilized)กว่า พี่ขอไม่ใช้คำว่ามีการศึกษา หรือ educated เพราะเอากันจริงๆทุกคนมีการศึกษาหมดแหละ แต่เพราะบางทีบางครั้ง การศึกษาก็ไม่ได้ช่วยให้ดูดี หากการปฏิบัติตัวในสังคมส่วนรวมนั้นไม่ได้สูงเหมือนการศึกษา คำว่า ศิวิไลซ์ จึงเหมาะสมสุดแล้ว เพราะทุกคนจะรู้หน้าที่ รู้การรู้งาน รู้มารยาทในการเข้าสังคม รู้จักการเคารพผู้อื่น อะไรแบบนี้ แต่ถ้าเบสแถบตะวันออกกลางนี่ น้องอาจจะไม่ค่อยได้เจอผู้โดยสารหรือเพื่อนร่วมงานที่ออกแนวศิวิไลซ์แล้วซักเท่าไหร่ คือที่ดีๆหน่ะพอมีบ้าง แต่ถ้าจะให้เทียบเปอเซนต์แล้ว อาจจะน้อยกว่าสายการบินที่เบสไทยนะบอกไว้เลย 

มาดูเคส Mental Challenge ต่อผู้โดยสารกัน หลักๆแล้วปัญหามาจาก Language Barrier กับ Social Manners ของแต่ละบุคคล นี่คือเท่าที่พี่สังเกตุนะ ขอไม่พูดถึงประเด็นยิบย่อยทั้งหลาย เช่น ความต่างของศาสนา ความเชื่อ การเลี้ยงดูในวัยเด็ก สภาพจิตใจ อะไรพวกนี้ Language Barrier คือจะสื่อสารกันยังไงให้เข้าใจตรงกัน จะภาษาไหนก็แล้วแต่ ไม่เว้นแม้แต่ Body Language อะไรก็ได้แต่ขอให้เข้าใจตรงกัน แบบนี้ปัญหาก็จะไม่เกิด Social Manners นี่สำคัญ เพราะถ้าคนเรามีความศิวิไลซ์อยู่ในตัว จะเดินทางไปไหน ไปอยู่ที่ไหน ก็จะรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสังคมส่วนรวมได้โดยที่ไม่สร้างปัญหาแก่คนส่วนใหญ่เลย 


Key word ของ Mental Challenge คือ ความอดทน และ ความใจเย็นแบบสุดขั้ว ถ้าน้องเอาทั้ง 2 อย่างนี้ไปบินกับน้องด้วย พี่ขอรับรองว่าชีวิตการบินกับสายการบินแถบตะวันออกกลางของน้องจะเป็นไปแบบเรียบร้อยราบรื่น เชื่อมั๊ย ผู้โดยสารที่น้องจะเจอ ส่วนใหญ่แล้วเป็น "difficult passenger" แทบทั้งนั้น ประเภทลูกเรือพูดหรือบอกอะไร จะไม่ฟังและไม่ทำตาม ยกตัวอย่างการรัดเข็มขัดนิรภัย(seat belt)ทั้งก่อนเครื่องขึ้นและลง, การเก็บกระเป๋าสัมภาระต่างๆ ไม่วางตามทางเดินหรือทางออกฉุกเฉิน, รับทานอะไรดีค๊ะ วันนี้มี เนื้อกับข้าว ไก่กับก๋วยเกี๋ยว และพาสต้ามังสวิรัติค่ะ ... "I want fish!!!", รับเครื่องดื่มอะไรดีค๊ะ โค้ก สไปรท์ ค่ะ น้ำผลไม้ (Juice) เรามีน้ำส้ม กับน้ำแอปเปิ้ล รับน้ำอะไรดีค๊ะ ... "Juice" ~


ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆแค่นี้ พี่เอามาเล่าขำๆให้น้องนึกภาพออกเฉยๆ สถานการณ์จริงอาจจะไม่ขำแบบนี่นะบอกไว้ก่อน 2 ตัวอย่างแรกเป็นเรื่องของ Social Manners ที่เกี่ยวกับด้านความปลอดภัยของตัวผู้โดยสารเองรวมถึงผู้โดยสารรอบข้าง เวลาอยู่นอกเครื่องบิน ผู้โดยสารจะไม่รัดเข็มขัดขณะขับรถตัวเอง หรือจะวางสิ่งของเกะกะในบ้านตัวเอง พี่ว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบในชีวิตและทรัพย์สินส่วนตัวที่ต้องไปจัดการกันเอาเอง แต่เมื่อมาอยู่ในที่ส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถโดยสาร รถไฟ การเคารพกฏกติกามารยาทโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เป็นเรื่องที่ไม่ว่าที่ไหนๆ ผู้คนควรให้ความเคารพและปฏิบัติตามกันทั้งนั้น นี่คือ "common sense" อย่างหนึ่งที่ civilized people หรือแม้กระทั่ง educated people ควรมี ส่วน 2 ตัวอย่างหลัง เป็นเรื่องของ Language Barrier ที่ผู้โดยสารออกแนว lack of listening skill คือขาดทักษะในการฟัง หรืออาจจะเป็นแนว selective listener คือ ฟัง รู้ แต่จะเอาแบบที่ตัวเองคิด อะไรแบบนี้ก็ทำให้พวกพี่ปวดหัวได้เหมือนกัน เจอแบบนี้ในไฟลท์ซักคน 2 คนไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นกันทั้งลำหรือมากกว่าครึ่งลำ พี่ถามว่าน้องจะจัดการได้มั๊ย? ไม่ใช่จัดการโยนผู้โดยสารออกไปนอกเครื่องนะ พี่หมายถึงจัดการความอดทนและความใจเย็นของตัวเองในการทำงานที่ต้องเจอผู้โดยสารประเภทนี้ต่างหาก


Mental Challenge ต่อลูกเรือนี่นะ ไปๆมาๆอาจจะหนักกว่าเคสของผู้โดยสาร เพราะผู้โดยสารอยู่กับเราแค่ไฟลท์เดียวเดี๋ยวก็ไป อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ลูกเรือนี่มีแววได้บินได้ร่วมงานกันอีกแน่นอน เคสของลูกเรือนี่แค่ Language Barrier กับ Social Manners นี่ไม่พอนะ ขอรวมประเด็นยิบย่อยที่กล่าวไปข้างต้นเข้าไปด้วยเลย หลากหลายสายพันธุ์มนุษย์ก็หลากหลายปัญหา "จุดประสงค์" ในการมาเป็นแอร์ก็แตกต่างกันไป หากสายการบินที่น้องจะต้องไปอยู่ ไม่มี rules & regulations หรือ crew responsibilities ที่แน่ชัดในการทำงาน พี่รับรองว่า เละ แน่นอน


ขอไม่ลงลึกถึงปัญหาโลกแตกของแต่ละบุคคลว่าเพราะอะไรถึงได้เกิดมาเป็นแบบนี้ แต่อย่างที่บอก ถ้าเพื่อนร่วมงานของน้องมี "common sense" มากพอ การทำงานจะเป็นไปด้วยความราบรื่น จะเป็นไฟลท์หายเหนื่อยของน้องเลยทีเดียว ไปถามลูกเรือหลายๆคนได้ ระหว่างผู้โดยสารไม่ดี กับลูกเรือไม่ดี เลือกอย่างไหน? ร้อยทั้งล้านตอบว่าขอเลือกผู้โดยสารไม่ดีกันทั้งนั้นแหละ เพราะการทำงานบนไฟลท์ Teamwork เป็นอะไรที่สำคัญมาก ถ้าการทำงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหาเกิดแน่นอน ฉันจะทำอย่างนั้น เธอจะเอาอย่างนี้ แล้วพี่บอกเลย ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิด น้ำผึ้งหยดเดียวทั้งนั้น อย่างที่พี่บอกว่า "จุดประสงค์" ในการมาเป็นแอร์ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น น้องเจอแน่นอน พวกลูกเรือประเภทที่ชอบเอาเปรียบ, ไม่ทำงาน จ้องแต่จะหา "รายได้พิเศษ", ลูกเรือที่มีมากกว่า 2 หน้า และ 2 หัว, พวกเหยียดผิว, และอีกมากมายหลายคดี นี่ยังไม่รวมถึง Mental Challenge ต่อสายการบินของตัวเอง ที่จัดการบริหารได้ไม่ดีพอ ไม่ professional เอาเปรียบลูกเรือ ใช้งานเยี่ยงทาส กดดันลูกเรือ โกงได้เป็นโกง บางสายการบินถึงขนาดขึ้นชื่อเรื่องกฏข้อบังคับที่เคร่งครัดแบบทหารยังอายเลยก็มี อะไรแบบนี้ มีผลต่อ mentality ของน้องแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน รับได้รับไม่ได้ แนวเดียวกันก็อยู่กันไป ขัดใจกันก็ลาออกกันไป 


น้องบินไปบินมา จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายๆปี เจอแบบนี้เข้าบ่อยๆ ทั้งผู้โดยสาร ทั้งลูกเรือ ทั้งอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง ถามว่าไหวมั๊ย? รับได้มั๊ย? จิตหลุดมั๊ย? เลิกเป็นแอร์เลยมั๊ย? เหล่านี้คือ A War Zone ในความหมายของพี่ที่อยากจะเล่าให้น้องๆฟังผ่านทางตอนที่ 8 นี้ ใครชอบออกรบก็ขอเชิญมาเป็นแอร์เบสแถบตะวันออกกลางนี่ มาลองดูขำๆก็ได้นะ แค่ปีเดียว maximum 2 ปี น้องก็ได้อะไรเยอะแยะมากมายกลับไปแน่นอน แต่ให้เลือกสายการบินให้ดีๆนะ เอาแค่นึ้แหละ แล้วเจอกันตอนหน้านะ กับ แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 9 It's all about the money.


>>>  แนะแนวข้ามทวีป : so-called flight attendant ตอนที่ 9 It's all about the money.<<< 

Monkey Talks : รอกันจนคิดว่าพี่จะไม่มาแล้วใช่มั๊ยหล่ะ ฮ่าๆๆๆ พอดีพี่ติดพักร้อน 2 อาทิตย์หน่ะ เลยไปซ่าตามประสาลิงๆมา ไม่ทิ้งงานเขียนหรอกไม่ต้องห่วงงงงงง อ่อ มีข่าวดี(!?)มาบอกด้วย ประมาณสิ้นเดือนมีนาคมนี้ พี่จะเอาคอลั่มใหม่ลง Request โดยอาจารย์เกรียงไกรของน้องๆนี้แหละ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้อาจารย์และสถาบันการศึกษาที่ทำให้พี่มีวันนี้ได้ รอดูสิ้นเดือนก็แล้วกันนะ ว่าจะเป็นคอลั่มที่เกี่ยวกับอะไร แนวไหน ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์เกรียงไกร ทองชื่นจิต มา ณ ที่นี้ด้วย ที่ได้ให้ไอเดียดีๆกับพี่ในการเขียนครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ ~ 






................................................................
"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly 

Sunday, February 22, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 Who do you think you are?

***Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 Who do you think you are?

ปิดโหวตตตต!!! จัดให้ตามขอ กับหัวข้อที่ได้คะแนนมากที่สุด "Who do you think you are?" ส่วนหัวข้อที่ได้คะแนนรองลงมา "A War Zone" กับ "It's all about the money" จะจัดให้เป็นตอนที่ 8 และ 9 ตามลำดับนะ แตร๊งกิ้วเพื่อนๆทั้ง 3 คนที่ร่วมโหวต ลิงปลื้มมมมม เรื่องที่จะเขียนจะเล่า มีเยอะเข้าขั้นมหากาพย์อย่างที่เคยบอกไว้ในตอนที่ 1 ยังไงก็ค่อยๆอ่านค่อยๆติดตามกันไปนะ เท่าที่สังเกตุดู อาทิตย์นึงจะจัดมาลงซักตอนนึง เพราะติดบินเลยมานั่งปั่นให้ได้อ่านกันเฉพาะวันหยุด แต่ถ้าวันไหนมีบินแต่ลิงเกิดบ้าพลังขึ้นมา ก็มาจัดให้ได้อีกเหมือนกัน ยังไงก็ต้องกราบขอบพระคุณมิตรรักแฟนเพจทั้งหลายที่คอยให้การสนับสนุนทั้งทางตรงทางอ้อมและทางเงียบไว้ ณ ที่นี้ด้วย

งานแอร์นี่นะ ถือเป็นงานที่ต้องเจอผู้คนมากที่สุดในการทำงาน 1 วัน จะมากขนาดไหน ลองมานับกันดูเล่นๆดีกว่าว่าใน 1 วันของการบินนี่ พวกพี่จะต้องเจอคนทั้งหมดกี่คน เรามาไล่กันจากบินเครื่องเล็กกันก่อน ผู้โดยสารทั้งลำ 136 คน ไป-กลับรวมแล้ว 272 คน ในที่นี้คือถ้าไฟลท์เต็มทั้งไปทั้งกลับ รวมไปถึงเพื่อนลูกเรือและนักบินที่ร่วมชะตากรรมไฟลท์นั้นๆอีก 6-7 คน  เครื่องขนาดกลาง ผู้โดยสารทั้งหมด 169 คน บวกเพื่อนลูกเรือและนักบิน 6-8 คน ถ้าเป็นเครื่องใหญ่ รวมผู้โดยสารทั้งลำก็ 214 คน รวมเพื่อนลูกเรือและนักบินด้วยก็อีก 11 คน 

***อย่าลืมว่าแต่ละสายการบินเลือกใช้เครื่องบินต่างรุ่นกัน แบ่ง cabin ไม่เท่ากัน โหลดลูกเรือขึ้นไปทำงานจำนวนไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น ขึ้นไปอ่านใหม่ดีๆ ว่าทำไมพี่ถึงต้องเขียน Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant ขึ้นมา***

เมื่อได้เวลา board ผู้โดยสารแล้ว ลูกเรือจะได้ยิน PA (Public Announcement) คือประกาศที่ใช้บนเครื่องไว้ให้ลูกเรือ และผู้โดยสารได้รับทราบข้อมูลโดยถ้วนหน้ากัน) ว่า "Crew to Boarding position" เอาแบบสั้นๆ "Crew to Boarding" เอาสั้นกว่านี้มั๊ย แบบว่า CSM ขี้เกียจพูดมาก เลยพูดว่า "Boarding" ยังมีการพูดอีกแบบที่ออกแนวฮาแตก เรียกเสียงหัวเราะของลูกเรือได้มากเลยทีเดียว PA ที่ว่านี้คือ "Enemies are here" แปลเป็นไทยๆได้ว่า "ข้าศึกบุก"!!!~ ขำๆนะ อย่าได้ซีเรียส เพราะเป็นเวลาเดียวที่ลูกเรือจะยิ้มได้ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสงครามในไฟลท์นั่นเอง!?

ช่วงเวลา boarding นี่นะ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่ง "Love at first sight" หรือ รักแรกพบ เดี๋ยวๆ อย่าหลงไปไกลคิดว่าจะเขียนเรื่องรักๆอะไรแถบนี้ NO NO NO ไอ้ "Love at first sight" นี่นะ ไม่ได้เกี่ยวกับความรักอะไรเลย แต่มันคือ "First impression" (ความประทับใจครั้งแรก) ที่พวกพี่จะสร้างให้กับผู้โดยสาร และตัวผู้โดยสารสร้างให้กับพวกพี่ด้วยนั่นเอง อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะ พี่บอกให้เลย ไฟลท์นั้นๆจะดีหรือแย่ อยู่ที่ช่วง boarding นี่แหละน้อง น้องต้องรู้ไว้อย่างนึงว่า คนเรามีชีวิตต่างกัน คิดต่างกัน อะไรหลายๆอย่างต่างกัน อาจจะเพิ่งเจอเรื่องร้ายๆหรือดีๆมาก่อนขึ้นเครื่อง ขึ้นไปไล่ดูใหม่ดีๆ ว่าแต่ละเครื่องมีผู้โดยสารทั้งลำกี่คน ตัวเลขนั้นหน่ะ คือตัวเลขของเรื่องราวทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นบนไฟลท์นั้นๆ เพราะอะไร เพราะทุกคนในที่นี้ถือว่า "Unique" หมด ไม่เว้นแม้แต่ลูกเรือไฟลท์นั้นๆ 

ผู้โดยสารคนนึง บินมาไกลจากอเมริกา 15 ชั่วโมง ต้องมาต่อเครื่องเพื่อไปต่อ เดินขึ้นเครื่องมาเจอ CSM รอรับอยู่ด้วยรอยยิ้มที่ฉีกไปถึงหูพร้อมกับคำทักทายว่า "Hello, welcome on board. How are you today?" พูดเสร็จก็ฉีกยิ้มอีก แบบนี้ พี่ขอถามว่า น้องคิดว่าผู้โดยสารคนนี้ตอนนี้รู้สึกอย่างไร? เดินต่อเข้าไปในตัวเครื่อง เจอลูกเรือยืนอยู่ 1 คนทางฝั่งขวา และ อีก 1 คนทางฝั่งซ้าย ที่นั่งของผู้โดยสารคนนี้อยู่ทางฝั่งซ้าย จึงเดินตรงไปยังที่นั่ง แล้วก็ได้รับการทักทายพร้อมรอยยิ้มเหมือน CSM เป๊ะ แถมยังพาไปถึงที่นั่งด้วย พี่ขอถามอีกว่า น้องคิดว่าผู้โดยสารคนนี้ตอนนี้รู้สึกอย่างไร? เพราะเดินเข้าตัวเครื่องมาก่อน เลยนั่งมองอะไรเพลินๆ สายตาพลันไปเห็น ลูกเรือที่ยืนอยู่ฝั่งขวา ยืนกอดอกเฉยๆ มองผู้โดยสารแต่ละคนหัวจรดเท้า ไม่ทักไม่ทาย ไม่พาไปหาที่นั่ง คือยืนเป็นรูปปั้นนางแอร์อยู่ตรงนั้นแหละ สาธุ ได้คำตอบนะ ว่า "First impression" ของผู้โดยคนนี้ที่มีต่อลูกเรือที่ยืนอยู่ฝั่งขวานั้น เป็นอย่างไร? 

ในทางกลับกัน เวลาพวกพี่ยืน board ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง พี่บอกได้เลยว่า "Experienced Crew" หรือ ลูกเรือที่บินมานานๆไม่ต่ำกว่า 4 ปี สามารถมองผู้โดยสารแล้วบอกได้เลยว่า คนนี้ "Troublemaker" (ตัวปัญหา) หรือไม่ ขนาดนั้นกันเลยน้อง พี่ถึงต้องเริ่มเรื่องด้วยการบอกจำนวนผู้โดยสารที่พวกพี่ต้องเจอในแต่ละวัน บินอย่างมาก 7 วันติดกัน(สายการบินอะไรเนี่ยยยยย!?) บินอย่างน้อย 3-4 วัน ใครเก่งเลขแถวนี้ ช่วยบวกเลขหน่อย อาทิตย์นึงเจอผู้โดยสารกี่คน เดือนนึงกี่คน ปีนึงกี่คน!? ความ "unique" ทั้งหลายของทั้งผู้โดยสารและเพื่อนลูกเรือที่เราได้พบได้เจอทุกครั้ง เรื่องซ้ำๆย้ำๆที่ทำให้ประโยคที่ว่า "ไม่มีอะไรใหม่ใต้ท้องฟ้าใบนี้" นั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ไม่ยากเลย พวก "Trick" (กลลวง) ทั้งหลายที่ผู้โดยสารจะเอามาใช้กับพวกพี่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร พูดแบบไหน แค่ผู้โดยสารเอ่ยมา พวกพี่ก็รู้กันไปถึงไหนต่อไหนแล้วน้อง ว่าผู้โดยสารคนนี้ต้องการอะไร เคสแบบนี้ขอสงวนเอาไว้ใช้สำหรับผู้โดยสารที่ไม่น่ารักทั้งหลายนะ คนดีๆไม่เกี่ยว เพราะพวกพี่จริงๆแล้ว รักผู้โดยสารทุกคน ฮาาาาาาาาาาาา

ใครอ่านความคิดลิงออกบอกมานะ!!!~ "Who do you think you are?" นี้ ต้องการจะสื่อความหมายไปในทางไหน? พี่ต้องการสื่อออกมา 3 ความหมาย มาดูกันว่าจะตรงตามที่คนหัวไวแถวๆนี้คิดไว้หรือป่าว

เคสแรก จากใจผู้โดยสาร ถึง ลูกเรือ "Who do you think you are?"

เคสนี้ไม่ค่อยหนักเท่าไหร่ แต่จะเจอเยอะมากตามไฟลท์ไปอินเดีย/ปากีสถาน เพราะอะไร!? ก่อนจะอ่านต่อ พี่ขอติดแท็กก่อน ***Parental Advisory ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ*** ใครอายุไม่ถึง18+ อย่าได้อ่านคนเดียว ควรเรียกผู้ปกครองมาให้คำแนะนำด้วย เพราะสิ่งที่พี่จะเขียนให้อ่านนั้น ฟังๆดู อาจจะออกแนว "racist" (เหยียดผิว) นิดส์ๆ ถ้าน้องไม่อ่านให้ดีๆใช้วิจารณญาณให้ดีๆ น้องอาจจะมองไม่เห็นสิ่งที่พี่ต้องการจะสื่ออย่างแท้จริงก็เป็นได้ ใครมีญาติเป็นแอร์เบสอยู่แถบตะวันออกกลาง ให้ลองไปถามดูว่าจริงมั๊ย ลูกเรือเจอบ่อยมากกับปัญหานี้ ปัญหาที่ว่าคือผู้โดยสารที่แสดงอาการ "Who do you think you are?" (เธอคิดว่าเธอเป็นใคร?) กับลูกเรือ 99.99% ของผู้โดยสารที่จะทำแบบนี้ เป็นผู้โดยสารเชื้อชาติอินเดีย/ปากีสถาน แต่อพยพไปอยู่อเมริกาหรืออังกฤษนั่นเอง ความพิเศษของผู้โดยสารชนิดนี้ คือเป็นพวกที่คิดว่าตนเองด้อยอยู่ตลอดเวลา เลยต้องประกาศให้โลกรู้ ว่าฉันนี่นะ "British Passport" , "American Passport" นะเธอรู้มั๊ย พี่เจอเคสนี้ทีไร เพลีย และไม่เข้าใจอย่างมากว่า เกิดเป็นอินเดียเป็นปากีสถานแล้วมันผิดตรงไหน!? เป็นบริทิช เป็นอเมริกันแล้วมันดีตรงไหน!? งง อย่าง แรงงงงงงงงงงงงงง

น้องจะรู้ได้เองว่าเจอผู้โดยสารชนิดนี้แล้ว 1. สำเนียงอเมริกัน/อังกฤษจ๋าาาา (แนะว่าให้ฟังเค้าพูดให้ตลอด ฟังนานๆ แล้วจะรู้ว่าเค้าจะกลับไปสำเนียงบ้านเกิดเองเมื่อเค้าเหนื่อย) 2. เวลาเสริฟอาหาร พวกพี่เสริฟให้บนโต๊ะกินข้าวอย่างดี แต่เวลาพวกพี่มาเก็บถาด มันจะลงไปอยู่ที่พื้น 3. มักจะนั่งอยู่แถวแรกๆของขั้นประหยัด

พูดถึงข้อ 2 แล้วก็ขอเล่าถึงลูกเรือไทยใจกล้าหาญคนนึง ขอเรียกว่าน้อง K ไฟลท์นี้บินไปเมืองลาฮอ ประเทศปากีสถาน เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว น้องคนนี้ไปเสริฟอาหารแถวแรก ขากลับมาเก็บถาด ถาด 3-4 ถาดพวกนี้ถูกกองกันระเนระนาดที่พื้น น้องคนนี้ไม่ก้มลงไปเก็บ แต่หันไปเก็บถาดของฝรั่งที่นั่งอยู่ทางซ้าย ผู้โดยสารฝั่งขวาเห็นก็โวยขึ้นมาว่า "ยู เก็บถาดด้วยนะ อยู่ที่พื้นหน่ะ" น้อง K ตอบไป "ช่วยหยิบถาดขึ้นมาด้วยค่ะ" อ่ะ เข้าแผนของการประกาศอิสระภาพของผู้โดยสารชนิดนี้กันเลยทีเดียว He โวยวายเสียงดังแล้วพูดว่า "มันเป็นงานของยู งานเก็บถาด ยูต้องเก็บมันขึ้นมาเอง!!!" น่านนนนน รู้จักคนไทยน้อยไป เพลงชาติไทยก็บอกอยู่ "ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด" น้อง K ยืนตัวตรง หันไปมองผู้โดยสารคนนี้แล้วพูดว่า "ขอโทษนะค๊ะ ตอนเสิรฟอาหาร ดิฉันมั่นใจว่าเสริฟคุณบนโต๊ะ ไม่ได้เสริฟให้คุณทานบนพื้นนะค๊ะ กรุณาหยิบถาดขึ้นมาด้วยค่ะ" ผู้โดยสารโมโหหน้าแดง แล้วตอบว่า "ยูรู้มั๊ย ไอหน่ะนะ "American Passport" เชียวนะ!!! ส่วนเธอหน่ะเป็นแค่แอร์เก็บถาดอาหาร!!!" โอ้ววววว ต่อยกันมั๊ยเพ่ (อันนี้พี่ลิงเติมเอง) น้อง K ตอบฉะฉาน "ใช่เหรอค๊ะ ผู้โดยสารท่านนี้ (ผายมือไปยังฝรั่งฝั่งซ้าย) ก็เป็นอเมริกันเหมือนกัน แต่เค้าทานอาหารเสร็จบนโต๊ะ ไม่ใช่ที่พื้นนะค๊ะ" ฝรั่งคนนี้ได้ยินแล้วถึงกับหัวเราะออกมาไม่หยุดเลยทีเดียว จบข่าวววว น้อง K คนนี้ ปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นแอร์แล้ว ลาออกไปแต่งงานมีลูกตัวน้อยๆแล้ว 

ไหนๆก็ตบหัวแล้ว พี่ขอลูบหลังนิดส์นึงนะ ว่าไม่ใช่ผู้โดยสารทุกคนจะเป็นแบบนี้ บอกเลยว่าเปอร์เซนต์ดีกับไม่ดีมี 50-50 เท่ากัน กับผู้โดยสารเชื้อชาติอินเดีย/ปากีสถานที่ถือ "British Passport" หรือ "American Passport" คนที่ดีก็ดีใจหาย อย่างกับออกมาจากวังท่านชายพจน์บ้านทรายทอง(เกิดทันมั๊ย!?) สุภาพ ดูดี อ่อนน้อม ถ่อมตน ไปอยู่อเมริกาอังกฤษแล้วรับแต่สิ่งดีๆเข้ามา แบบนี้น่าชื่นชม มาถึงตอนนี้ น้องๆอาจจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ถึงต้องเขียน Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant ข้อที่ 3 ขึ้นมา?

เคสที่สอง จากใจลูกเรือ ถึง ผู้โดยสาร "Who do you think you are?"

เคสนี้ใครเป็นลูกเรือ อ่านแล้วจะบอก YES!!!~ จะอยู่ cabin ไหน ชั้นธุรกิจหรือชั้นประหยัด ไม่ว่าจะไฟลท์ไหน จะต้องมีผู้โดยสารอย่างน้อย 1 คน ที่ทำให้พวกพี่อยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่า "Who do you think you are?"

ก่อนจะอ่านพารท์นี้ กรุณาขึ้นไปอ่านใหม่ดีๆถึงตัวเลขผู้โดยสารที่พวกพี่ต้องเจอใน 1 วัน 1 อาทิตย์ 1 เดือน 1 ปี เคสที่เจอทุกครั้งเมื่อตอน board ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง คือการยกกระเป๋าผู้โดยสารเก็บขึ้นไปไว้ที่ overhead stowage (ที่เก็บกระเป๋าเหนือศรีษะ) พี่ไม่แน่ใจสายการบินอื่น แต่สายการบินพี่ ไม่อนุญาติให้ลูกเรือยกกระเป๋าเก็บให้ผู้โดยสาร น้อง พวกพี่ไม่ใช่ Iron Man นะ ที่จะยกกระเป๋าขึ้นเก็บให้ทุกคนทุกวันทุกไฟลท์ โดยที่หลังไม่เป็นอะไรเลย คำถามง่ายๆเลยคือ ถ้าผู้โดยสารยกขึ้นเองไม่ได้เพราะหนักมาก แล้วพวกพี่จะยกได้ยังไง!? เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องบอบบาง เพราะมันเกี่ยวกับ Customer Service โดยตรง สายการพี่เลยบอกเลย ให้ "assist" คำว่า assist คือช่วยผู้โดยสารยก ไม่ใช่เรายกคนเดียว ผู้โดยสารบางคน เหมือนขนมาทั้งบ้านทั้งตู้เซฟ กระเป๋าหนักมาก หนักขนาดที่ว่า Iron Monkey อย่างพี่ ยังไม่ยกเวทหนักขนาดนี้เลย พี่บอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่า กับบางสายการบินหน่ะ ไม่มีประกันให้นะถ้าหลังเราเป็นอะไรขึ้นมา ถึงแม้จะในหน้าที่ก็เถอะ บางสายการบินหน่ะ ต้องพูดกันตรงๆ ว่าถ้าลูกเรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา คิดคำนวณขึ้นมาแล้วสายการบินจะต้องเสียเงินเยอะ เค้าจะไม่รับผิดชอบเราเลย ปล่อยเราลอยแพเลย พวกสายการบินแบบนี้เห็นลูกเรือเป็นแค่ "number" ไม่ใช่ "asset" ที่ควรค่าแก่การรักษา จบนะ

พี่เจอบ่อยไป ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ลากกระเป๋า Cabin Bag ขึ้นมา ยี่ห้อดังๆทั้งนั้น แต่ไม่สามารถยกขึ้น overhead stowage เองได้ แล้วก็วางไว้ตรงทางเดินนั่นแหละ ขอฉันนั่งกด iPhone 6 กับ Samsung 5 เล่นเพลินๆ อ่ะ คุณแอร์โฮสเตส ช่วยยกขึ้นไปหน่อยซิ แอร์คนไหนไม่กล้ามีปากมีเสียง ก็ยอมเอาอนาคตสันหลังตัวเองมาแลกกับการยกกระเป๋าพวกนี้ แอร์คนไหนมีหลักการดีๆ จะพูดเลยว่า "Let me assist you with the bag." เน้นแรงๆตรงคำว่า assist คือพูดให้ผู้โดยสารรู้ตัวว่า เราจะไม่ยกคนเดียว แต่จะช่วยผู้โดยสารยกกระเป๋าขึ้นไปพร้อมกัน แอร์คนไหนฉลาดเป็นกรด ก็จะเดินหนีเลย ไปเรียกลูกเรือผู้ชาย หรือกราวสต๊าฟที่เป็นผู้ชายแล้วอยู่แถวนั้นพอดี ให้มาช่วยยก แต่พี่บอกเลย เรื่องกระเป๋าเนี่ย ไม่มีใครอยากยกขึ้นไปคนเดียวนะ เพราะถ้ามันหนัก อันตรายมาก ถ้าระหว่างยกแล้วพลาดหล่นลงมาโดนมือเราหัก หรือโดนขาเราแพลง ไม่คุ้มอย่างแรงงง ของในกระเป๋าที่เสียหายหน่ะ มีเงินก็ซื้อใหม่ได้ แต่หลังเนี่ย หักแล้วหักเลย ต่อให้มีเงินล้นฟ้าแค่ไหน ก็ต่อหลังให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้นะ

พี่ขอดักความคิดบางคนในที่นี้ไว้ก่อนว่า ลูกเรือหน่ะนะ มี common sense พอสมควรเรื่องยกกระเป๋า ในที่นี้คือ ถ้าเป็นผู้โดยสารสูงวัยตายายเดินทาง นั่งรถเข็น แม่ลูกอ่อนเดินทางคนเดียว คนป่วย อะไรแบบนี้ พวกพี่ช่วยแน่นอนไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ แต่ถึงพวกพี่จะช่วย พวกพี่ก็ไม่ยกขึ้นคนเดียวถ้ามันหนัก ยังไงก็ต้องขอให้เพื่อนลูกเรือมาช่วยกันอยู่ดี เข้าใจตามนี้นะ

เคสที่สาม จากใจลูกเรือ ถึง ลูกเรือ "Who do you think you are?"

มาถึงตอนสำคัญ เพราะตอนนี้คือที่มาของหัวข้อ "Who do you think you are?" นี่แหละน้องงงงงงง ได้เวลาเล่าประสบการณ์ตรงของแท้ที่มาจากตัวพี่เองไม่ผ่าน case study ใดๆทั้งสิ้น พี่ขอออกตัวไว้ ณ ที่นี้ก่อนว่า พี่เติบโตมากับปู่กับย่านะ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะฉะนั้นพี่รักและเคารพผู้หลักผู้ใหญ่มาก อีกอย่างพวกเราคนไทย มีขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีที่ดีงามเรื่องการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่มีชาติไหนในโลกแล้วนะเป็นแบบนี้ เกาหลีที่พี่บ้านักบ้าหนาก็ยังเทียบกับของไทยไม่ได้ตรงนี้นะ บอกไว้ก่อนเลย

ไฟลท์ที่เจอผู้สูงวัยมากที่สุด หลักๆไม่พ้นไฟลท์ที่เข้า-ออก เจ้ดด้า ประเทศซาอุดิอะเรเบีย, ลาฮอ ประเทศปากีสถาน และอีกหลายๆไฟลท์ที่มีชาวมุสลิมทั้งหลายที่มักจะเดินทางมาแสวงบุญเมกกะ บางคนมาในช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว ถึงกับนั่งรถเข็นกันมาบ้างหล่ะ ถือไม้เท้ากันมาบ้างหล่ะ คือทั้งไฟลท์เป็นผู้สูงวัยหมดเลย เดินช้า ของเยอะ บางคนป่วยไอแค่กๆ บางคนเป็นโรคผิวหนัง ไฟลท์ที่พี่จะเล่าให้ฟังคือไฟลท์ไปลาฮอ ประเทศปากีสถาน 

เริ่มจาก boarding เลย อย่างที่บอกว่า "love at first sight" เกิดขึ้น ณ จุดนี้ ลูกเรือไฟลท์นี้รวมหลายชาติ แต่ดันมีชาติแขกตะวันออกกลาง กับชาติหัวทองบางชาติอยู่บนไฟลท์ด้วย (ขอไม่เขียนเรื่องรายละเอียดของลูกเรือแต่ละชาติ เจอกันแน่นอนตอนต่อๆไป แฉแน่ๆ เอ้ยยยย วิทยาทานนนนนน) ผู้โดยสารสูงวัยเดินขึ้นเครื่องมา ลูกเรือชาติแขกตะวันออกกลางที่ board ผู้โดยสารอยู่อีกฝั่งนึง ยืนเฉย กอดอกมองผู้โดยสารสูงวัยก้มๆเงยๆมองหาที่นั่งโดยที่ไม่ทำอะไรเลย อ่านสายตาดูก็รู้ว่าคุณเธอมองผู้โดยสารสูงวัยแบบเหยียดมากกกกก โทนเสียงที่ใช้พูดกับผู้โดยสารสูงวัยเป็นโทนเสียงแบบตะคอก อ่ะ นับ 1

ระหว่างเสริฟอาหาร พี่ออกคารท์กับเธอคนนี้ เสริฟไปได้ 2 แถวรู้มั๊ยเธอพูดกับพี่ว่าอะไร ยูๆ เสริฟน้ำแค่แก้วเดียวพอ ขออะไรกันเยอะแยะ ทั้งน้ำเปล่า น้ำส้ม กาแฟ จะกินอะไรกันนักหนา!!! อ่ะ นับ 2 พี่ไม่พูดตอบไร แค่ยิ้มบางๆไปทีนึงแล้วเสริฟต่อตามที่ผู้โดยสารอยากจะกินจะดื่ม จะกี่แก้วกี่ชนิดพี่จัดหมดไม่ตกหล่น เสริฟๆไปถึงกลางลำ โค้ก-สไปรท์ หมด พี่ถามเธอไปว่า ยูๆ ฝั่งยูยังมี โค้ก-สไปรท์อีกมั๊ย เธอตอบ ไม่มี เหลืออะไรก็เสริฟๆไปเถอะ!!! อ่ะ นับ 3 พี่ไม่ว่าไร ยิ้มบางๆเหมือนเดิม แต่พี่หันหลังเดินกลับไปที่ Galley ไปเอา โค้ก-สไปรท์ มาเพิ่ม เสริฟต่อไปเรื่อยๆ คุณเธอเริ่มทนไม่ไหวกับผู้โดยสารสูงวัยที่พูดไม่รู้เรื่อง คิดช้า ตอบช้า เธอตะคอกใส่ผู้โดยสารสูงวัยตายายคู่นึง ขอเน้นว่า "ตะคอก" คราวนี้พี่หยุดเลย ไม่นับแล้ว 4 มองหน้าเธอคนนี้ชัดๆ มองลึกเข้าไปในดวงตา สื่อความหมายไปให้เธอว่า "ต่อยกันมั๊ย?"

ไฟลท์ขากลับจากลาฮอ เธอผู้นี้ได้กลายเป็น dead girl walking สำหรับพี่ พี่ไม่มองแม้แต่หน้า ไม่พูดด้วย ไม่ทำงานด้วยเลย "Who do you think you are?" เธอคิดว่าเธอเป็นใครถึงไปแสดงกริยากับผู้โดยสารสูงวัยใกล้ฝั่งแบบนั้น คิดแล้วก็ส่ายหัว รับไม่ได้อย่างแรง ผู้โดยสารที่ไม่สูงวัย มองการเสริฟคารท์พี่กับเธอคนนี้ไฟลท์ขาไปแล้วรู้สึกได้เลยว่าเหมือนดู Devil กับ Angel กำลังต่อสู้กัน เพราะเธอแสดงความ Devil ใส่ผู้โดยสารออกมาแค่ไหน พี่ก็ Angel ใส่ผู้โดยสารกลับไปมากเท่านั้น CS ที่บินกับพี่มานาน รู้จักพี่ดี เข้ามาถามเลยว่า ยูเป็นอะไรรึป่าว ทำไมจู่ๆถึงมีรังสีอำมหิตปล่อยออกมาทางสายตา CS คนนี้บอกว่า พี่เวลาไม่ยิ้มแล้วน่ากลัวอย่างแรง ไม่น่าเข้าใกล้ ดูๆแล้วเหมือนจะทำร้ายคนได้ น่ากลัวๆ เกิดไรขึ้นบอกมานะ พี่ไม่พูดไร แต่เหมือน CS รู้ทุกอย่างแล้วเพราะได้ยินที่เธอตะคอกผู้โดยสารเป็นระยะๆ สุดท้าย CS เรียกลูกเรือคนนี้ไปตักเตือน 

ช่วงก่อน Top of descent ของไฟลท์ขาไป พวกพี่เดิน secure cabin กัน พี่กับลูกเรือชาติหัวทองชาตินึงกำลังเดินผ่าน cabin ไปด้านหลังเพื่อเอาคารท์อาหารคันใหม่ขึ้นไปข้างหน้า ระหว่างทางมีผู้โดยสารสูงวัยเอ่ยขอน้ำแก้วนึงจากลูกเรือคนนี้ เธอตอบไปยาวเลยว่า "ไม่มีแล้ว จบเซอวิสแล้ว เครื่องกำลังจะลงแล้ว ไม่ทันแล้ว" แล้วก็เดินไปเลยไม่ฟังอะไรอีกเลย ห๊ะ!? แค่น้ำแก้วเดียว!? อีกตั้ง 30 กว่านาที เครื่องจะแตะพื้นเนี่ยนะไม่ทันแล้ว!? พี่ได้แต่กัดกราม แล้วส่ายหัว เดินตามไปที่ Galley ด้านหลังรอคุณเธอไปเปลี่ยนเอาคารท์ใหม่มาเพื่อจะได้เอาไปไว้ข้างหน้ากัน ระหว่างรอพี่ก็เปิดตู้เย็นหยิบเลย น้ำขวดใหญ่ แก้ว 7 ใบ พอพวกพี่ลากคารท์ขึ้นไป พอถึงผู้โดยสารสูงวัยที่ขอน้ำ พี่ยื่นเลยทั้งขวดพร้อมแก้ว เพราะรู้เลยว่าที่นั่งกันอยู่แถวนั้นหน่ะหิวน้ำกันทั้งนั้น ผู้โดยสารสูงวัยยิ้มดีใจบอก Thank you มาให้พี่ คุณเธอหน้าเสียเลย แต่พูดอะไรกับพี่ไม่ได้ เพราะพี่ senior กว่าคุณเธอเยอะ หรือถ้าจะคิดพูดขึ้นมาจริงๆ คุณเธอจะพูดว่าอะไรได้ ในเมื่อแค่น้ำแก้วเดียวยังเดินไปเอาแค่นี้ยังไม่ได้!? 

"Who do think you are?" นี่แหละที่อยากจะถามลูกเรือ 2 ชาตินี้ แต่ก็ได้แต่ใช้สายตาสื่อความหมาย ที่ใครๆก็อ่านออกว่า "ต่อยกันมั๊ย?" พี่ไม่เริ่มนะ แต่พี่จบให้แน่นอน "try me" ~ บอกก่อนว่าไม่เคยคิดเน้นใช้กำลัง แต่ใช้สายตาเตือนก่อนว่าให้หยุด แล้วก็คิดใหม่ ส่วนใหญ่คิดได้นะ กลับตัวทัน 

พี่ขอฝากไว้นะ "Who do you think you are?" ให้หมั่นถามตัวเองบ่อยๆ จะคิด จะพูด จะทำอะไรกับใคร คิดให้ดีๆ อ่านคนคนนั้นให้ออก เพราะทุกคนที่เจอ ส่วนใหญ่แล้วถือมีดไว้ข้างหลังเกือบหมด แต่ตราบใดที่เราไม่ชักมันออกมาก่อน มือที่จับกันไว้อย่างดี ก็จะจับกันอยู่อย่างนั้นตลอดไป แต่ถ้าเค้าชักมันออกมาก่อน เราควรจะตั้งรับแล้วก็ป้องกันตัวเองให้ได้เป็นพอ แล้วเจอกันตอนหน้านะ กับ แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone

>>> แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 8 A war zone <<<




................................................................
"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly 








Tuesday, February 17, 2015

แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly

**Rules&regulations ในการอ่าน "so-called flight attendant"***

1. เรื่องราวทั้งหมดที่เกิด เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่อยู่ในอาชีพแอร์โฮสเตสมาเป็นระยะเวลา8ปี ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือพาดพิงผู้ใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และเพื่อเพื่อนๆผู้รักการอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

2. เนื้อหาและเนื้อเรื่องบางส่วนในบางตอน ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสายการบินอื่นๆในเหตุการณ์เดียวกัน การนำเอาเรื่องราวของผู้เขียนไปเปรียบเทียบ หรือยึดถือเป็นหลักโดยรวมว่าด้วยเรื่องของชีวิตการเป็นแอร์โฮสเตส อาจทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ผิดต่อการเป็นแอร์โฮสเตสในภาพรวมได้

3. กรุณาใช้วิจารณญาณขั้นสูงสุดในการอ่าน เนื่องจากเรื่องราวของผู้เขียนนั้น เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตการทำงานและอยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น การจัดการและการบริหารของสายการบินต่างๆในแถบนี้ รวมถึงสายการบินที่เบสในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก จิตสำนึก ความคิด ทำให้ความสามารถในการมองโลก การแก้ปัญหา การแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้อ่านจึงไม่ควรตัดสินชีวิตใคร แต่ควรพึงเข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป ล้วนแล้วแต่เป็น "กรรม" ของแต่ละบุคคลเท่านั้น

................................................................



แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 6 I believe I can fly 

ตามสัญญา อย่างช้าวันที่ 17 กุมภา แต่สงสัยกว่าจะเขียนเสร็จพร้อมเอาลง จะยังเป็น 17 กุมภาที่นี่ แต่ 18 กุมภาที่ไทยนะ ไม่ถือว่าผิดสัญญาแต่อย่างใด ฮิ้วววว บินกันให้มึน หยุดวันนี้วันเดียวเอง อ่ะจัด!!!~ I believe I can fly เป็นตอนหลังจากที่เทรน 2 เดือนกว่าๆเสร็จแล้วก็ติดปีกขึ้นบินกันได้เลย ก่อนขึ้นบินวันแรกประมาณซัก 2-3 วันได้ จะเป็นช่วงย้ายที่อยู่จากโรงแรมเข้าไปที่ตึกที่พักของลูกเรือ (สมัยก่อนลูกเรือที่มาใหม่แล้วอยู่ในช่วงเทรนจะอยู่คนละตึกกับลูกเรือที่บินแล้ว สมัยนี้รวมตึกแล้วใหม่เก่าอยู่ด้วยกัน ฉันท์พี่น้อง!?) แต่ละตึกก็จะมีลิสห้องว่างมาให้เราเลือกกันเอง ใครอยากอยู่กับใครก็จัดเลย 

ตึกที่พักของลูกเรือ หรือที่เรียกกันว่า "Crew Accommodation" มันก็คือคอนโดดีๆนี่เอง เป็นห้องชุดมาให้ แล้วแต่ว่า 2  ห้องนอนหรือ 3 ห้องนอน ห้องน้ำในตัวหรือแยกต่างหาก ก็เลือกกันไป มีห้องครัวกับห้องรับแขกที่ใช้ร่วมกัน พี่เลือกตึกที่เป็นห้องชุดแบบมี 3 ห้องนอน ห้องน้ำอยู่ในห้องนอนทั้ง 3 ห้อง แถมมีห้องน้ำสำหรับแขกด้วยรวมเป็นห้องน้ำ 4 ห้อง ห้องชุดนี้มีลูกเรือชาวบัลแกเรียเค้าอยู่ก่อนแล้ว แต่ห้องยังว่างอยู่ 2 ห้อง พี่กับเพื่อนคนไทยที่เทรนด้วยกันคนนึงตกลงกันว่าจะเลือกตึกนี้แหละ ส่วนคนไทยอีกคนนึงเลือกไปอยู่อีกตึกนึงกับเพื่อนลูกเรือต่างชาติที่สนิทกัน 

ลูกเรือใหม่ที่เทรนเสร็จแล้วพร้อมขึ้นบิน ไฟลท์ 2 ไฟลท์แรกที่เริ่มบิน(ตามชนิดของเครื่องบิน) จะเรียกว่าเป็น "fam flight" อ่านว่า แฟมไฟลท์ คือย่อมาจากคำว่า "familiarization flight" ซึ่งก็แปลว่าให้เราขึ้นไปทดลองบินครั้งแรก กับเครื่องบินทั้งลำใหญ่ลำเล็กแล้วแต่สายการบินเค้าใช้บิน พวกแฟมไฟลท์นี่ ไม่ต้องทำไรมาก ยังไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นบนเครื่อง แค่ขึ้นไปดูว่าลูกเรือทำงานกันยังไง เริ่มตั้งแต่เหยียบขึ้นเครื่องยันออกจากเครื่องกันเลยทีเดียว ไฟลท์ขาไปเราดูลูกเรือเค้าทำงาน คือให้ "observe" การทำงานของลูกเรือ ไฟลท์ขากลับเราถึงลองทำเอง ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ หรือแล้วแต่หัวหน้าลูกเรือจะสั่งการว่าอยากได้แบบไหนยังไง อาจจะให้ลองเล่นดูเลยตั้งแต่ไฟลท์แรก อันนี้แล้วแต่ความบ้าบิ่นของ CSM แต่ละคน

มาดูศัพท์ลูกเรือเบื้องต้นกัน คำว่า หัวหน้าลูกเรือ เรียกได้หลายแบบแล้วแต่สายการบินจะเรียก มีทั้ง "Purser" , "Cabin Manager" เรียกย่อๆว่า CM, "Cabin Service Manager" เรียกย่อๆว่า CSM สายการบินพี่เรียกหัวหน้าลูกเรือว่า CSM เรียกรองหัวหน้าลูกเรือว่า Cabin Senior หรือ CS แต่ละสายการบินเรียกไม่เหมือนกัน แล้วแต่ละ cabin ก็มีหัวหน้าดูแลรับผิดชอบต่างกันไป อย่างที่บอกว่าแล้วแต่สายการบินเค้าจัดเค้าเรียก การจัดการหรือการบริหารต่างกันไป จบนะ

"Fam flight" แรกของพี่ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นบินครั้งแรก เริ่มจากเครื่องเล็ก A320 คือเป็นชื่อรุ่นเครื่องของ Airbus ลำนี้จุผู้โดยสารชั้นธุรกิจ 16 คน ชั้นประหยัด 120 คน ก็อีกนั่นแหละ แล้วแต่สายการบินเค้าจะแบ่ง Cabin ของเค้ายังไง บางที่อาจจะเป็นชั้นประหยัดทั้งลำเลยเริ่มตั้งแต่แถวแรกมาเลยก็ได้ เครื่องบินพวกนี้ พบได้แน่ๆที่ไทย บินแบบ Domestic คือแบบในประเทศ มีอยู่หลายสายการบิน อย่างสายการบินนกบินได้ เป็นต้น (สายการบินนกบินได้!? อ่าว ก็เครื่องมันเป็นรูปนกเลยอ่ะ มีปากมีหูมีจมูกกกกกก บางลำใส่แว่นกันแดดด้วย คือ? Angry Bird?) 

กลับมาก่อน เข้าเรื่อง "Fam flight" แรกของพี่ ไปไหนรู้ป่าว? นี่เล้ย Karachi, Pakistan รู้จักมั๊ย? ภาษาไทย เมืองคาราชี ประเทศปากีสถาน ไฟลท์นี้นะ เป็นไฟลท์ข้ามคืน หรือที่เรียกกันว่า "night flight turn around" คือบินไปส่งผู้โดยสารตอนกลางคืน แล้วกลับมาอีกทีตอนเช้า Flying time ขำๆ ไปไม่ถึง 3 ชั่วโมง กลับก็ไม่ถึง 3 ชั่วโมง ความรู้สึกตอนนั้น ก็ต้องตื่นเต้นแหละ เห็นเครื่องบินอยู่ตรงหน้า เดินขึ้นเครื่องในชุดแอร์โฮสเตส ไม่ใช่ชุดผู้โดยสาร ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิงน้อง ตอนเทรน มีบ้างที่เค้าพาไปดูเครื่องจริงๆ ขึ้นไปบนเครื่องดูอุปกรณ์ทุกอย่างด้วยตาจริงๆไม่ใช่จาก "mockup" (ม๊อกอัพ) เหมือนทุกที ("mockup" เป็นศัพท์ที่โรงเรียนสอนการเป็นลูกเรือใช้เรียกเครื่องบินจำลอง หรือ cabin จำลองเอาไว้เฉพาะสอนเท่านั้น) 

แล้วพี่บอกเลย ใครที่ชอบความเร็ว จะแข่งรถหรือกีฬาเอกซ์ตรีมทั้งหลาย อาจจะถูกใจ เพราะช่วงเครื่อง "take off" นี่ เหมือนนั่งอยู่ข้างๆ Michael Schumacher กันเลยทีเดียว เร็วและแรง สะใจพี่ลิงเค้าหล่ะ(สาบานว่าเป็นแอร์) ฮาาาาาา แฟมไฟลท์แรกของพี่ ไม่ต้องเสียเวลา observe ลูกเรือให้ยุ่งยาก เพราะ CSM ไฟลท์พี่สั่งเลย ยูจัดเลยหนึ่งคารท์ (cart) Cart ที่ว่านี้คือ "Meal Cart" คือเป็นคารท์เสริฟอาหารให้ผู้โดยสารนั่นเอง เอากันตรงๆนะน้อง แค่ให้ถาดอาหารผู้โดยสารเนี่ย มันจะไปยากอะไร!? ถามผู้โดยสารว่าจะรับทานไรค๊ะ ไก่ เนื้อ หรือ ปลาค๊ะ? แค่เนี๊ยะ ชีวิต ลูกเรือรุ่นพี่อีกคนที่ออกมาด้วยมาช่วยกันเสริฟจนหมดคารท์ พอกลับเข้าแกลลี่ (Galley คือส่วนครัวของตัวเครื่อง) ไปก็ถามพี่เลย ยูๆ ยูเคยทำงานเป็นแอร์กับสายการบินอื่นมาก่อนเรอ ห๊ะ!? ไม่นะ นี่สายการบินแรกของฉันจ้ะ อ้าว? แล้วทำไมยูดูคล่องแคล่ว ไม่เกร็งเลยหล่ะเวลาเสริฟผู้โดยสารหน่ะ ห๊ะ!? เกร็ง!? เสริฟอาหารผู้โดยแค่นี้ต้องเกร็งด้วยเร๊อะ!? ป้าดดดด พี่ยังงงกับคำถามนั้นมาจนถึงทุกวันนี้แหละน้อง -_-

มาดูแฟมไฟลท์เครื่องใหญ่กันบ้าง วันถัดไปพี่ต้องไป มะนิลา ฟิลิปปินส์ ใช้เครื่องใหญ่ คือเครื่อง A340 อย่าถามว่าจุกี่คน พี่ไม่จำและ แล้วเครื่องนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่และ ถูกส่งไปสุสานเครื่องบินที่อเมริกาหมดแล้ว ฮาาาาาาาาาาาาาา เอาเป็นว่าผู้โดยสารชั้นประหยัดมีประมาณ 200 กว่าคน (อ่ะ my colleagues ทั้งหลาย ใครซุ่มอ่านอยู่มาบอกหน่อย Lima Crab เอ้ยยย Lima Charlie มีกี่ seat!?) CSM ไฟลท์นี้สอนพี่หลายเรื่องมาก Flying time ไปมะนิลาจากที่นี่คือ 9 ชั่วโมงได้ เปิดคู่มืออ่านจนหมดท่องไปท่องมาแล้วยังไม่ถึงเลยเชื่อป่าว? แต่เพราะว่าเป็นเครื่องใหญ่ ลูกเรือก็จะมีเยอะกว่าเครื่องเล็ก เราก็จะได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ทั้งดีทั้งไม่ดี เก็บข้อมูลกันไปแล้วค่อยว่ากัน แต่ CSM คนนี้นะ พี่จำแม่น เค้าก็จำพี่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ เจอหน้ากันทีไรเค้าจะเรียกพี่ว่า "You, crazy monkey!!!" โอ้ววว ขอบคุณค่ะที่ชม 

ตามปกติแล้วพวกแฟมไฟลท์เนี่ย จะมีสิทธิ์พิเศษอยู่อย่างนึง คือการได้เข้าไปนั่งในห้องนักบินตอนเครื่องขึ้น-ลง ดูการ take off แล้วก็ landing ของนักบิน อันนี้แล้วแต่สายการบิน พี่ไม่แน่ใจสายการบินอื่น แล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวนักบินแล้วก็ CSM ด้วยว่าให้มั๊ย ไม่ใช่ใครจะเข้าไปนั่งได้ง่ายๆ แต่เพราะพวกพี่เป็นหนึ่งในลูกเรือของสายการบินนี้แล้ว การจะเข้าไปนั่งดูการ take off/landing ของนักบินในช่วงเวลา fam flight แรกนั้นเลยไม่ใช่เรื่องยาก ตอนกำลังจะลงที่มะนิลา กัปตันเลยบอก CSM ให้เรียกพี่เข้าไปนั่ง กับตันใจดีจัดที่นั่งให้ดิบดี วิวสวยซะ สวยจริงๆนะพวกวิวเมืองใหญ่ๆที่มองจากด้านบนลงมาหน่ะ เสริฟผู้โดยสารไม่เกร็ง แต่เข้าห้องนักบินที่มีปุ่มไรเยอะแยะระโยงระยางนี่ทำเอาพี่เกร็งนั่งนิ่งตัวแข็งเลย กัปตันหันมาหัวเราะบอกยูๆ "relax" เดี๋ยวไอเอาเครื่องลงนิ่มๆ ไม่ต้องกลัวววววว อ่ะนะกัปตัน -_- 

เนื่องจาก flying time ไปมะนิลานี่นะมันยาวววว ลูกเรือต้องพักค้างคืนที่มะนิลาอย่างน้อย 1 คืน (อันนี้แล้วแต่ flight นะ บางไฟลท์ได้พักเยอะกว่านั้น) ไฟลท์มะนิลาแรกแฟมไฟลท์ของพี่นี่คือ 34 ชั่วโมง คือไปถึงตอนเช้ามะนิลา แล้ววันรุ่งขึ้นตอนเย็นก็บินกลับเลย โรงแรมที่พวกพี่อยู่ตอนนั้น เป็นโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมืองมะนิลา มีห้างสร้างติดกับโรงแรมเลย ไปมาสะดวก แต่ไฟลท์มะนิลากับประเทศฟิลิปปินส์นี่ขัดใจพี่อยู่ 2 อย่าง คนชอบคิดว่าคนไทยคือคนฟิลิปปินส์ ไปไหนๆใครก็พูดภาษาตากาล็อกใส่ มึนกันไป ไม่ไหวขอเคลียร์!? แล้วใครที่ชอบทานอาหารรสชาติหวานมดไม่กล้าขึ้น ขอเชิญไปเที่ยวมะนิลา เพราะอาหารทุกอย่างมีอยู่รสชาติเดียว หวานนนนนนนนนน้ำตาลเรียกคุณย่า 

กลับจากมะนิลา พี่ได้วันหยุด 2 วัน จำแม่นม๊ะ นี่ 8 ปีแล้วนะ ต้องแม่นสิ เพราะของพวกนี้มีผลกับความทรงจำของเรา พวกครั้งแรกทั้งหลาย ยกเว้นรักครั้งแรก!? ไม่มีผลกับพี่ ฮาาาาาาาาาา เป็นวันหยุด 2 วันที่หมดไปกับการจัดห้อง ตกแต่งห้อง ซื้อของเข้าบ้าน โอยยยย ข้าวใหม่ปลามันมากน้อง ช่วงแรกๆของการบิน บอกได้เลยว่าน้องจะ alert มาก เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างแรง บินไปไหน เครื่องไหน อะไรอยู่ตรงไหน เราต้องทำอะไรบ้าง เรียกได้ว่าต้องมีสติให้มากถึงมากที่สุด ตอนเทรนสติอาจมีหลุดกันได้บ้างบางเวลา แต่พอมาขึ้นบินแล้ว สติหลุดไม่ได้นะ เพราะมันคือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า เริ่มจากปัญหาที่ไม่น่าจะใช่ปัญหา ยันปัญหาที่ออกแนวซีเรียสและอาจจะกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของคนทั้งเครื่อง แล้วเราต้องจัดการกับปัญหานั้นๆให้ได้ พี่บอกเลย เราจะรู้จักตัวเองมากขึ้นก็ตอนมาเป็นแอร์เบสต่างประเทศนี่แหละน้อง อ่านต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้เอง 

หลังจากหยุด 2 วันแล้ว ก็มาถึงไฟลท์ประวัติศาสตร์ไฟลท์แรกในชีวิตพี่ ที่ว่ามันเป็นไฟลท์ประวัติศาสตร์ เพราะมันคือไฟลท์แรกที่พี่ต้องoperate เรียกว่า "first operating flight" พี่จะได้เป็นหนึ่งในลูกเรือที่มีที่นั่งเป็นของตัวเอง มี duty ต่างๆมากมายให้รับผิดชอบเริ่มตั้งแต่การเช็คพวกอุปกรณ์นิรภัยทั้งหลายที่อยู่ใน area ของพี่ การ secure cabin ก่อนเครื่องขึ้น คือการตรวจสอบว่าผู้โดยสารทุกคนนั่งรัดเข็มขัดหมดแล้ว กระเป๋าเก็บเข้าที่เรียบร้อยแล้ว เป็นต้น First Operating Flight ของพี่คือ "London" ประเทศอังกฤษนั่นเอง แล้วบังเอิญมากที่มันดันไปตรงกับวันเกิดพี่พอดิบพอดีเลย ทั้งไฟลท์ผ่านไปได้ด้วยดี CSM เป็นผู้หญิงอังกฤษใจดีมาก CS เป็นคนไทย เพื่อนๆลูกเรือทุกคนให้การต้อนรับดี ตอนนั่งรถออกจากสนามบินไปโรงแรม CS คนไทยคนนี้ก็เรียกพี่ให้ไปยืนข้างหน้า แล้วก็ยื่นของ 2 สิ่งให้ นั่นคือ การด์อวยพรวันเกิดที่เขียนโดย กัปตัน ผู้ช่วยกัปตัน CSM CS และลูกเรือไฟลท์นั้นทุกคน (ไม่รู้ไปเขียนกันตอนไหน) พร้อมกับน้ำหอมยี่ห้อ DKNY รุ่น Delicious ขวดสีแดง(จำแม่น อีกแล้วคับท่าน) ที่ลูกเรือทั้งไฟลท์รวมเงินกันซื้อเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้พี่ เอ่ออออ ลิงกินจุด!? แปลว่า อึ้งคับอึ้ง พูดขอบคุณกันไม่ถูกเลยทีเดียวเพราะไม่คิดว่าจะได้รับอะไรแบบนี้จากคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก จนถึงวันนี้ การด์ใบนี้ยังอยู่ดี แล้วพี่ก็จะเก็บมันไว้ตลอดไป 

ผ่าน 3 ไฟลท์นี่ไป พี่มั่นใจว่า "I believe I can fly" ทุกไฟลท์ทุกวันที่บิน มันตอกย้ำประโยคนี้ให้ชัดขึ้นไปเรื่อยๆ พวกพี่ผ่านการเทรนมาเหมือนกัน บินด้วยกัน เจอเรื่องดีๆร้ายๆมาด้วยกัน พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ขนาดที่ว่า เครื่องบินคือบ้านที่แท้จริง ส่วนไอ้ crew accommodation ที่ว่านั่น เป็นได้แค่โรงแรมที่พักแค่นั้นแหละ!? (พวกแปลโค้ดลับของลิงออกนี่ ไม่พ้น my colleagues ทั้งหลาย ฮาาาาาาาาาา) ประเด็นที่พี่จะบอกคือ สำหรับบางสายการบิน น้องอาจจะต้องบินเยอะกว่าอยู่บ้านหน่ะ เรียกได้ว่าชีวิตวันๆนึงอยู่บนเครื่องมากกว่าอยู่บ้านอีก ให้ตายเถอะโรบิ้น!? แต่จะยังไงก็เถอะ จะบินหนักบินเบา ขอให้ "I believe I can fly" ให้ตลอดทุกไฟลท์ แล้วจะดีเอง สุดท้ายนี้ ใครมีบิน จะบินแบบoperateเป็นลูกเรือ หรือ บินแบบผู้โดยสาร ก็ "Have a safe flight" นะ!!!~ 

***[Spoiled]*** แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 
อ่ะใครชอบเล่นเกม ยกมือขึ้น!!! เพราะ "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 นี้ จะเป็นการเขียนตามโพลหัวข้อที่มิตรรักแฟนเพจทั้งหลายอยากให้เขียนเป็นตอนที่ 7 มากที่สุด เลือกมา 1 หัวข้อ จากทั้งหมด 4 ข้อข้างล่างนี้ ข้อไหนได้โหวตมากที่สุดถึง 3 ครั้งก่อน ลิงจัดให้เป็นตอนที่ 7 เลย ส่วนหัวข้อที่ไม่ชนะ ก็ต้องเขียนออกมาเหมือนกัน ไม่ต้องห่วง ช้าหรือเร็ว ก็ต้องเขียนอยู่ดี มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง 

Vote : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7

1. What time is it?
2. Who do you think you are?
3. It's all about the money.
4. A war zone.

เลือกได้ยัง? อ่ะ comment มาด่วน เดี๋ยวลิงปั่นให้!!! ~

>>> แนะแนวข้ามทวีป : "so-called flight attendant" ตอนที่ 7 Who do you think you are? <<< 

................................................................
"so-called flight attendant" ตอนที่ 1 How? 
"so-called flight attendant" ตอนที่ 2 How come?

"so-called flight attendant" ตอนที่ 4 Hello Middle East 

"so-called flight attendant" ตอนที่ 5 Back to School